
ลักษณะนิสัยของเทพี:
อโฟรไดท์ (Aphrodite) ตามตำนานกรีก
เทพีอโฟรไดท์เป็นเทพีแห่งความรัก ความงาม และกามารมณ์ ตามตำนานเธอมีบุคลิกที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมมองของตำนานแต่ละยุคสมัย แต่โดยทั่วไป เธอมีลัษณะนิสัยดังนี้:
- เย้ายวนและเปี่ยมเสน่ห์ – อโฟรไดท์เป็นจุดศูนย์กลางของความงามและแรงดึงดูด เธอสามารถทำให้มนุษย์และเทพตกหลุมรักได้เพียงแค่ปรากฏตัว หรือเพียงแค่ปรายตามอง
- หลงใหลในความรักและความปรารถนา – เธอเป็นเทพีที่เชื่อในพลังของความรัก ไม่ใช่เพียงความรักอันบริสุทธิ์ แต่รวมถึงความหลงใหล กามารมณ์ และแรงปรารถนา
- เอาแต่ใจและเจ้าอารมณ์ – เนื่องจากเธอเป็นตัวแทนของอารมณ์แห่งความรัก อโฟรไดท์มักมีความต้องการสูง และมักจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
- อ่อนไหวแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม – แม้ว่าเธอจะงดงามและน่าหลงใหล แต่เธอก็มีความฉลาดและสามารถใช้เสน่ห์ของเธอเป็นอาวุธในการควบคุมสถานการณ์
- หึงหวงและเจ้าคิดเจ้าแค้น – ในบางตำนาน อโฟรไดท์มีความริษยาผู้หญิงที่งามกว่าหรือได้รับความสนใจมากกว่า เช่นในตำนานของ Psyche และ Helen of Troy
บรรยายรูปลักษณ์ของอโฟรไดท์:
"เธอเป็นดั่งบทกวีที่ถูกหลอมรวมเป็นสตรี—ผิวของเธอเปล่งประกายราวกับน้ำผึ้งต้องแสงอาทิตย์ เรือนผมเป็นระลอกคลื่นแห่งทองคำ สยายลงมาดุจน้ำตกที่ต้องแสงจันทร์ ดวงตาของเธอจับต้องวิญญาณของผู้ที่สบมอง—สีของมันเป็นดังมหาสมุทรยามรุ่งอรุณ ทั้งลึกลับและเร่าร้อน"
"ริมฝีปากของเธอแดงราวกับกลีบกุหลาบแรกแย้ม โค้งรับกับรอยยิ้มที่สามารถทำให้เหล่าทวยเทพยอมจำนน ปลายนิ้วของเธอลูบไล้ไปตามผิวของโลกด้วยความอ่อนโยน แต่เพียงสัมผัสเดียวก็สามารถปลุกเปลวไฟแห่งกามารมณ์ให้ลุกโชนขึ้นในหัวใจของมนุษย์และเทพองค์อื่นๆ"
"เมื่อเธอเดินผ่าน สายลมก็โอนอ่อนดั่งกำลังร่ำร้องหาเธอ แม้แต่ดอกไม้ก็เบ่งบานเมื่อปลายเท้าเธอสัมผัสพื้นดิน เทพีอโฟรไดท์—เธอไม่ใช่เพียงความงาม แต่เป็นอำนาจแห่งความรัก เป็นไฟปรารถนาอันไม่มีวันมอดดับ"
ประวัติโดยละเอียดของอโฟรไดท์ในตำนานกรีก
อโฟรไดท์เป็นหนึ่งในเทพแห่งโอลิมปัส เธอมีสองตำนานหลักเกี่ยวกับการกำเนิด:
1. กำเนิดจากฟองทะเล – ตำนานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ เธอเกิดขึ้นจากฟองทะเล (Aphros) เมื่อไททันโครนัสตัดอวัยวะเพศของเทพยูเรนัส (Uranus) และโยนมันลงสู่มหาสมุทร เลือดของยูเรนัสกระจายตัวและสร้างฟองน้ำขึ้นมา ก่อนที่อโฟรไดท์จะถือกำเนิดขึ้นจากเปลือกหอยและลอยไปยังเกาะไซปรัส (Cyprus)
2. ธิดาของซุสและไดโอนี (Zeus & Dione) – อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า เธอเป็นลูกสาวของเทพซุสกับไททันนีด ไดโอนี (Dione)
อโฟรไดท์ได้รับการยกย่องในหลายพื้นที่ของกรีซ โดยเฉพาะในไซปรัส ซึ่งถือเป็นบ้านเกิดของเธอ
รายชื่อคู่รักของเทพีอโฟรไดท์
อโฟรไดท์มีคู่รักมากมาย ทั้งเทพและมนุษย์ โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักอันร้อนแรงและโศกนาฏกรรมอันงดงาม
1. เฮฟีสทัส (Hephaestus) - เทพแห่งช่างตีเหล็ก: อโฟรไดท์ถูกบังคับให้แต่งงานกับเทพเฮฟีสทัสตามคำสั่งของซุส เฮฟีสทัสรักเธอมาก แต่เธอไม่ได้รักเขา และมีชู้กับชายอื่น
2. แอเรส (Ares) - เทพแห่งสงคราม: หนึ่งในคู่รักที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอ ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นสัญลักษณ์ของความหลงใหลระหว่างความรักและสงคราม พวกเขามีบุตรร่วมกันหลายองค์ เช่น Eros (กามเทพ), Harmonia, Phobos (ความกลัว) และ Deimos (ความหวาดกลัว)
3. แอดอนิส (Adonis) - มนุษย์หนุ่มรูปงาม: แอดอนิสเป็นชายหนุ่มที่อโฟรไดท์ลุ่มหลงอย่างสุดหัวใจ เธอรับเขามาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็ก และเมื่อโตขึ้น เธอก็ตกหลุมรักเขาจากการบังเอิงระหว่างเล่นกับอีรอสแล้วเธอพลั้งไปถูกศรทองของเขาสะกิดและแอดโดนิสก็บังเอิญเดินผ่านมา แต่ในที่สุด เขาถูกหมูป่าที่เทพแอเรสที่หึงหวงแปลงตัวมาทำร้ายจนเสียชีวิต อโฟรไดท์โศกเศร้าและเปลี่ยนเลือดของเขาให้กลายเป็นดอกไม้ anemone
4. แองไคซีส (Anchises) - มนุษย์และเจ้าชายโทรจัน: ซุสต้องการลงโทษอโฟรไดท์ที่ทำให้เทพองค์อื่นตกหลุมรักมนุษย์ จึงบันดาลให้เธอหลงรักแองไคซีส
เธอมีบุตรกับเขาชื่อว่า Aeneas ซึ่งเป็นวีรบุรุษแห่งกรุงทรอย
5. เฮอร์มีส (Hermes) - เทพแห่งการสื่อสาร
เฮอร์มีสหลงรักอโฟรไดท์ และจากความสัมพันธ์นี้ พวกเขามีบุตรชื่อ Hermaphroditus ซึ่งมีลักษณะทั้งชายและหญิง
ภาพโดยรวม:
อโฟรไดท์เป็นเทพีที่เปี่ยมเสน่ห์ มีบุคลิกที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ทั้งงดงาม อ่อนไหว เร่าร้อน แต่ก็มาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์และอารมณ์ที่รุนแรง เธอมีคู่รักมากมาย ซึ่งแต่ละความสัมพันธ์ล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และสามารถตีความได้หลากหลายมิติ
เธอไม่ใช่แค่เทพีแห่งความรักและความงาม แต่เป็นตัวแทนของแรงปรารถนา ความเย้ายวน และอำนาจแห่งเสน่ห์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
เทพนิยาย Romance Fantasy Erotic
แก้ไ❶ The Infernal Kingdom (อาณาจักรปีศาจ)
ณ วิหารรกร้างกลางป่าโบราณ
แก้ไข
วีนัส, อโฟรไดท์ (เทพปกรณัม)เสียงกระซิบของสายลมพลิ้วไหวผ่านยอดไม้สูงเสียดฟ้า กลิ่นอายของดินชื้นและกลีบดอกไม้อบอวลอยู่ในบรรยากาศ ท่ามกลางเงามืดและแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านม่านใบไม้ มีโครงสร้างโบราณตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าต้องห้าม—วิหารร้างแห่งดินแดนสนธยา
ซากเสาหินอ่อนถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวขจี ผนังที่เคยงามสง่าบัดนี้ถูกกาลเวลากัดกร่อน แต่ภาพวาดจิตรกรรมยังคงปรากฏรางๆ เผยให้เห็นเรื่องราวเก่าแก่เกี่ยวกับเหล่าทวยเทพและปีศาจ ที่กลางวิหารมี บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังคงใสราวกับกระจก มันสะท้อนภาพของหญิงสาวผู้หนึ่ง—เรือนร่างงดงามเกินมนุษย์—Aphrodite เทพีแห่งความรักและกามารมณ์
สัมผัสแห่งสายน้ำ
Aphrodite ค่อยๆ ก้าวลงสู่บ่อน้ำพุ แรงกระเพื่อมของสายน้ำสร้างคลื่นบางเบาที่ไล้ไปตามเรียวขาของเธอ น้ำอุ่นกำลังดี ละอองไอน้ำลอยคลุ้งผสานไปกับกลิ่นดอกไม้ป่า ละมุนและเย้ายวนราวกับกลิ่นกายของเธอเอง
เธอปล่อยให้สายน้ำลูบไล้ผิวกาย—เนียนนุ่มดั่งแพรไหม หยดน้ำเกาะพราวบนเนินอกอิ่มและลาดไหล่เปลือยเปล่า ผมทองอ่อนของเธอแผ่สยายบนผิวน้ำระยิบระยับราวกับไหมทองต้องแสงตะวัน
Aphrodite หลับตาพริ้ม มือเรียวลูบไล้แผ่นท้องแบนราบ ไถลผ่านโค้งสะโพก เธอปล่อยให้สายน้ำซึมซาบผ่านทุกอณูผิว สัมผัสนั้นทั้งร้อนและเย็น ทั้งปลอบประโลมและปลุกเร้าในคราวเดียวกัน
เสียงกระเพื่อมของน้ำในบ่อน้ำพุโบราณสะท้อนก้องไปในโถงวิหารร้าง หยาดน้ำใสร่วงหล่นจากปลายนิ้วเรียวของเธอไหลลงผิวน้ำ แสงแดดอ่อนรำไรลอดผ่านซุ้มโค้งของซากวิหาร หยอกล้อกับละอองไอน้ำที่ลอยฟุ้งขึ้นจากพื้นหินเย็นเฉียบ
Aphrodite ยืนอยู่ท่ามกลางสายน้ำ ผิวกายของเธอเปล่งประกายราวทองคำขาวต้องแสงจันทร์ เส้นผมยาวสยายสีทองประกายพาดไหล่ เนื้อหนังนุ่มนวลดุจแพรไหมดูเปล่งปลั่งจากหยดน้ำที่ไหลรินตามลาดไหล่และส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย
เธอค่อยๆ ก้าวเดินในบ่อน้ำพุ ขอบสระหินที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสส์สีเขียวเข้มทำให้ทุกสิ่งดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ น้ำในบ่อเย็นฉ่ำและใสราวกระจก เมื่อเธอหย่อนปลายเท้าลงไป ผิวสัมผัสเย็นชื่นแล่นปราดขึ้นมาตามร่าง ความรู้สึกเสียววาบแล่นไล้ขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง
Aphrodite ทอดสายตามองไปยังผืนน้ำ ภาพสะท้อนของเธอพลิ้วไหวตามแรงระลอกน้ำ ดวงตาสีอำพันเป็นประกายด้วยอารมณ์ที่ซ่อนลึก เสียงนกร้องแว่วมาไกลๆ แทรกไปกับเสียงลมหายใจของเธอเองที่ค่อยๆ เร็วขึ้น
เธอค่อยๆ หย่อนกายลงในบ่อน้ำพุ ความอบอุ่นจากแสงแดดที่กระทบผิวน้ำทำให้เธอรู้สึกสบาย ผิวน้ำลูบไล้เรือนร่างราวกับมืออันอ่อนโยน ปลายนิ้วของเธอลูบไล้ผ่านผิวกาย สัมผัสความเรียบเนียนของเนื้อหนังใต้ปลายนิ้ว
ละอองน้ำจับต้องตามเส้นผมของเธอ ผมหยักเป็นคลื่นลอยอยู่บนผิวน้ำคล้ายเถาวัลย์สีทอง Aphrodite หลับตาลง ปล่อยให้ความสงบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เสียงน้ำไหลหยดลงกระทบกับหินดังก้องอยู่ในโสตประสาท
สักพักหนึ่ง เธอจึงลืมตาขึ้น ค่อยๆ ยืนขึ้นจากน้ำ หยาดน้ำไหลเป็นสายจากทรวงอกไล่ลงมาตามหน้าท้องแบนราบแล้วร่วงหล่นลงในบ่อน้ำ พื้นหินเย็นใต้ฝ่าเท้าให้ความรู้สึกเสียวซ่านแปลกประหลาด ร่างกายของเธอเปลือยเปล่าอยู่ใต้แสงแดดที่ลอดผ่านยอดไม้ เส้นผมสีทองเปียกชื้นแนบไปกับแผ่นหลังและไหล่
หลังจากอิ่มเอมกับสัมผัสของสายน้ำ Aphrodite ก็ก้าวขึ้นจากบ่อน้ำพุ ผิวขาวนวลเปล่งปลั่งยิ่งขึ้นเมื่อต้องแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านใบไม้ หยาดน้ำใสที่เกาะตามผิวหนังแปรเปลี่ยนเป็นละอองสะท้อนแสงระยิบระยับ เธอมองไปรอบๆ วิหารร้าง ก่อนจะก้าวไปยังโขดหินแกร่งที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนอบอุ่นที่แวดล้อมไปด้วยดอกไม้ป่าสีแดงสด
เธอทิ้งกายลงนอน แนบแผ่นหลังกับพื้นหินปล่อยใหผิวนวลเปลือยเปล่าเนียนแนบไปกับหินอุ่นจากไอแดด กลิ่นของมอสส์และดินชื้นผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าทำให้ทุกสิ่งดูราวต้องมนต์ เสียงลมหายใจของเธอสอดประสานกับเสียงสายลมที่พัดพาใบไม้ให้ไหวระริก
และจากอุณหภูมิที่แตกต่าง—หลับตาลง รับรู้ถึงเสียงของธรรมชาติรอบกาย เสียงนกร้องเบาๆ เสียงใบไม้ที่ไหวกระทบกันจากลมพัดที่ไหว ไออุ่นจากหินร้อนกับละอองน้ำเย็นที่เกาะตามเรือนร่าง—ทุกอย่างโอบล้อมให้เธอรู้สึกเหมือนถูกธรรมชาติทั้งผืนป่าห้อมล้อมโอบกอด กระตุ้นให้เกิดความซ่านสยิวอย่างประหลาด
ณ ที่แห่งนี้ ในวิหารร้างกลางป่าต้องห้าม… เทพีแห่งความรักกำลังเริ่มต้นการเดินทางบทใหม่ที่อาจเต็มไปด้วยกิเลส แรงปรารถนา และความลุ่มหลง…
เธอทอดสายตาขึ้นไปมองท้องฟ้า ดวงตาเต็มไปด้วยประกายของหญิงสาวที่ปรารถนาความรักใหม่ ริมฝีปากสีแดงสดเผยอขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างที่จะมาถึง…
คุณอยากให้: อโฟรไดท์ออกตามหาปีศาจตนไหนดี?
🔹 ตัวเลือก 72 ปีศาจ: ▼หากคุณเป็น อโฟรไดท์ คุณอยากพบปีศาจตนไหนดี?▼
*** หมายเหตุ: เมื่อคุณกดเลือกทางเลือกของอโหรไดท์ แม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่นิยายจะกลายเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง ข้องเกี่ยวหรือเกี่ยวเนื่องกัน นิยายจะเป็นไปในเรื่องราวที่หลากหลาย ตื่นเต้น ผจญภัยมากน้อยต่างกัน แต่ใดๆ ยังคงไว้ซึ่งความโรแมนติกสุดเข้มข้นในสไตล์แฟนตาซี ที่คุณจะหาอ่านได้ ที่นี่ ที่เดียว! ***
❶ King Bael: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❷ Duke Agares: - นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❸ Prince Vassago: - ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❹ Marquis Samigina: - สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❺ President Marbas: - สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❻ Duke Valefor: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❼ Marquis Amon: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❽ Duke Barbatos: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❾ King Paimon: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ President Buer: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❶❶ Duke Gusion: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❶❷ Prince Sitri: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❶❸ King Beleth: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❶❹ Marquis Leraje: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❶❺ Duke Eligos: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❶❻ Duke Zepar : สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❶❼ Count/President Botis: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❶❽ Duke Bathin: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❶❾ Duke Sallos: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ King Purson: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❷❶ Count/President Moraxz: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❷❷ Count/Prince Ipos: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❷❸ Duke Aim: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❷❹ Marquis Naberius: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❷❺ Count/President Glasya-Labolas: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❷❻ Duke Buné: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❷❼ Marquis/Count Ronové: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❷❽ Duke Berith: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❷❾ Duke Astaroth: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ Marquis Forneus: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❸❶ President Foras: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❸❷ King Asmodeus: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❸❸ Prince/President Gäap: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❸❹ Count Furfur: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❸❺ Marquis Marchosias: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❸❻ Prince Stolas: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❸❼ Marquis Phenex: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❸❽ Count Halphas: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❸❾ President Malphas: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ Count Räum: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❹❶ Duke Focalor: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❹❷ Duke Vepar: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❹❸ Marquis Sabnock: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❹❹ Marquis Shax: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❹❺ King/Count Viné: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❹❻ Count Bifrons: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❹❼ Duke Vual: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❹❽ President Haagenti: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❹❾ Duke Crocell: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ Knight Furcas: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❺❶ King Balam: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❺❷ Duke Alloces: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❺❸ President Caim: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❺❹ Duke/Count Murmur: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❺❺ Prince Orobas: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❺❻ Duke Gremory: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❺❼ President Ose: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❺❽ President Amy: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❺❾ Marquis Orias: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ Duke Vapula: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❻❶ King/President Zagan: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❻❷ President Valac: นครแห่งท้องทะเล อารยธรรมโบราณที่จมหายไปใต้มหาสมุทร แต่ยังคงส่องประกายเรืองรองด้วยเวทมนตร์ เมืองที่เต็มไปด้วยโดมคริสตัล วังใต้น้ำ และถนนที่สร้างจากปะการัง มีบรรยากาศของโลกใต้ทะเลที่สวยงามเกินกว่าคำบรรยาย
❻❸ Marquis Andras: ป่าต้องมนต์ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านใบไม้เปล่งประกายเป็นประกายสีเงิน เสียงกระซิบของภูติและเทพารักษ์ในสายลม สถานที่แห่งความลี้ลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์
❻❹ Duke Flauros: สรวงสวรรค์ของวีรบุรุษ ทุ่งดอกไม้สีทองที่โบกสะบัดตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์และกุหลาบป่า ลำธารใสดั่งคริสตัลไหลรินท่ามกลางแสงแดดอ่อน สถานที่แห่งนี้คือดินแดนแห่งความสุขนิรันดร์ของวิญญาณวีรบุรุษ
❻❺ Marquis Andrealphus: สวนลับบนชั้นฟ้า เต็มไปด้วยพฤกษาเรืองแสงและน้ำพุแห่งชีวิต ที่นี่คือสถานที่ที่เทพและวิญญาณบริสุทธิ์มาพักผ่อน แต่ Aphrodite กำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีแห่งตัณหาอันร้อนแรง
❻❻ Marquis Kimaris: สวนสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมหวาน น้ำตกสีรุ้งไหลรินลงสู่ทะเลสาบใสราวคริสตัล เหล่าเอลฟ์ผู้สง่างามอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติและมีดนตรีอันไพเราะเป็นภาษา
❻❼ Duke Amdusias: เมืองที่สร้างจากเปลือกหอยมุกและปะการัง ตั้งอยู่ใต้ทะเลลึก มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่สวยงามและแปลกตา เงือกและเงือกชายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีเสียงเพลงที่ไพเราะและมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมน้ำ
❻❽ King Belial: วิหารที่ลอยอยู่บนเมฆ มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและลึกลับ ภายในวิหารมีภาพวาดและประติมากรรมที่แสดงถึงความฝันและจินตนาการ เทพเจ้าแห่งความฝันอาศัยอยู่ที่นี่ เขามีความสามารถในการควบคุมความฝันและสามารถพาผู้คนเดินทางไปยังโลกแห่งความฝันได้
❻❾ Marquis Decarabia: ป่าลึกลับที่เต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์และสัตว์ประหลาด เซนเทอร์ผู้กล้าหาญและดุร้ายอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์และส่วนล่างเป็นม้า พวกเขามีความแข็งแกร่งและว่องไวเป็นเลิศ
❿ Prince Seere: ปราสาทที่สร้างจากหินออบซิเดียน ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง มีบรรยากาศที่มืดมิดและลึกลับ ราชินีแห่งรัตติกาลผู้ลึกลับและทรงพลังอาศัยอยู่ที่นี่ นางมีพลังเวทมนตร์ในการควบคุมความมืดและมีบริวารเป็นแวมไพร์และปีศาจ
❼❶ Duke Dantalion: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
❼❷ Count Andromalius: เมืองแห่งเปลวไฟและหินลาวา พระราชวังสีดำขลับตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉาน ที่นี่คือดินแดนของเหล่าปีศาจ ผู้ที่สามารถครอบครองความรักและร่างกายของเทพี Aphrodite ได้ คงต้องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ร้ายกาจที่สุด [ตามรายชื่อของปีศาจ 72 ตนของโซโลมอน]
*** หมายเหตุในที่นี้: เมื่อคุณกดเลือกทางเลือกของอโหรไดท์ แม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่นิยายจะกลายเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง ข้องเกี่ยวหรือเกี่ยวเนื่องกัน นิยายจะเป็นไปในเรื่องราวที่หลากหลาย ตื่นเต้น ผจญภัยมากน้อยต่างกัน แต่ใดๆ
ตำนาน
แก้ไขวีนัส, อโฟรไดท์ (เทพปกรณัม)
กำเนิดแห่งวีนัส: เทพธิดาแห่งความรักและความปรารถนา
บทที่ 1: ฟองคลื่นแห่งโชคชะตา
กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งสายลมแห่งนิรันดร์โบกไหวและเกลียวคลื่นสีเงินส่องประกายต้องแสงจันทร์ อุบัติการณ์แห่งโชคชะตากำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล...
เสียงกระแทกของดาบแห่งไททัน โครนัส ฟาดฟันลงสู่ร่างของบิดา—ยูเรนัส เทพแห่งท้องนภา ในขณะที่หยาดโลหิตสีแดงเข้มไหลรินสู่น่านน้ำลึก ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่ฟองคลื่นสีขาวราวปุยเมฆ ท้องทะเลพลันเกิดปฏิกิริยาประหลาด—จากหยาดโลหิตแห่งสวรรค์ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นฟองน้ำมหัศจรรย์ที่เปล่งประกายระยิบระยับราวอัญมณีแห่งเทพ
เปลือกหอยอันบริสุทธิ์ ผุดขึ้นจากก้นมหาสมุทร ประหนึ่งของขวัญแห่งธรรมชาติที่ถูกปลุกขึ้นจากการหลับใหล…และที่นั่น เธอ กำลังจะถือกำเนิด
เสียงเพลงแห่งสายลมพัดผ่าน เหล่าคลื่นน้ำโอบอุ้มร่างหนึ่งที่ค่อย ๆ เผยออกจากภายในเปลือกหอย เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบ งดงามราวอรุณรุ่งของโลก
อโฟรไดท์ — เทพธิดาแห่งความรักและความงาม ปรากฏกายขึ้นในภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบ ร่างเปลือยเปล่าของเธอเรืองรองด้วยแสงสีทองอ่อนละมุนจากฟองคลื่นที่ห่อหุ้ม เส้นผมของเธอพลิ้วไหวดุจม่านแพรทอง ร่วงหล่นลงราวเส้นไหมต้องแสงจันทร์ ลำแขนเรียวบางของเธอยกขึ้นอย่างช้า ๆ ริมฝีปากสีดอกกุหลาบขยับเล็กน้อย…ลมหายใจแรกของเธอเป็นเสียงกระซิบของมหาสมุทร
เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง และสายลมพัดพากลีบดอกไม้นับพันให้ปลิวไสวล้อมรอบร่างเธอไว้…กลิ่นหอมของเกลือทะเลและดอกไม้ป่าหลอมรวมกัน กลายเป็นกลิ่นแห่งความพิศวงและเสน่ห์ลึกลับที่ไม่มีใครอาจต้านทานได้
บทที่ 2: เส้นทางสู่โอลิมปัส
หากความงามของอโฟรไดท์เปรียบดั่งรุ่งอรุณของโลก การเดินทางของเธอสู่โอลิมปัสก็คือมหากาพย์แห่งโชคชะตาที่ถูกลิขิต
เทพธิดาแห่งฤดูกาล—โอไร (Horae) ปรากฏกายขึ้นจากละอองไอทะเล เธอทั้งสามโอบอุ้มร่างของอโฟรไดท์ไว้ด้วยผืนแพรอันวิจิตร ม่านเนื้อบางโปร่งสีฟ้าอ่อนที่ประดับด้วยอัญมณีสะท้อนแสงรุ้งเมื่อสัมผัสต้องแสงอาทิตย์ แพรวพราวราวประกายดาว
อาชาศึกแห่งโอลิมปัส ห่อหุ้มด้วยอานม้าอันประดับประดาด้วยทองคำและหินล้ำค่า กำลังรอพาเธอมุ่งสู่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ สายลมพัดโบกเหนือมหาสมุทร เมื่อดวงตาสีฟ้าของอโฟรไดท์จับจ้องไปยังทิวเขาสูงตระหง่านของโอลิมปัส ความตื่นเต้นเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของเธอ—เธอกำลังจะได้พบกับเหล่าทวยเทพ
เสียงกลองศักดิ์สิทธิ์ดังสะท้อนก้องทั่วท้องฟ้า เมื่ออโฟรไดท์ก้าวลงจากราชรถ สายตาของเหล่าเทพทั้งปวงจับจ้องมายังเธอ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะเทียบได้กับความงดงามของเธออีกแล้ว
ซุส ผู้เป็นราชาแห่งโอลิมปัสทอดพระเนตรเทพธิดาผู้มาใหม่ด้วยรอยยิ้มแฝงความหมาย “เจ้าคือบุตรีแห่งท้องทะเล และบัดนี้ เจ้าคือหนึ่งในพวกเรา”
เสียงกระซิบของสายลม ความเงียบที่เต็มไปด้วยความพิศวงปกคลุมทั่วโอลิมปัส ก่อนที่เหล่าเทพจะเปล่งเสียงชื่นชมและเฉลิมฉลองให้กับการมาถึงของเธอ
บทที่ 3: รักต้องห้ามและคำทำนายแห่งชะตากรรม
แม้ว่าความงามของอโฟรไดท์จะเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งโอลิมปัส แต่ก็เป็นดั่งคำสาปแห่งความปรารถนา—ไม่มีบุรุษใดอาจต้านทานเสน่ห์ของเธอได้
แววตาของอาเรส เทพแห่งสงคราม เฝ้ามองเธอราวกับนักล่าจับจ้องเหยื่อ ขณะที่ เฮฟีสทัส เทพแห่งโลหะกรรม แม้จะไม่ใช่นักรบผู้แข็งแกร่ง แต่ก็วางแผนเพื่อครอบครองหัวใจเธอ
ดอกไม้หลากสีผลิบานเมื่อเธอก้าวย่าง แต่ในเงามืดของโอลิมปัส พลังแห่งคำทำนายก็เริ่มต้นขึ้น เสียงกระซิบจากนรกบอกเล่าเกี่ยวกับความรักต้องห้าม ความหลงใหลที่อาจนำพาหายนะมาสู่เหล่าทวยเทพ
“ความรักของเธอจะทำให้เทพและมนุษย์ต้องหลั่งเลือด”
แต่ในหัวใจของอโฟรไดท์ ไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเท่ากับการได้รักและเป็นที่รัก เธอคือเทพธิดาแห่งความรักที่ไร้ขอบเขต ไม่มีพันธนาการใดอาจกักขังเธอได้—ไม่ว่าคำทำนายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม
ความงามที่ไม่มีวันเลือนหาย:
เมื่อเธอเหยียบลงบนพื้นพิภพ ทุกย่างก้าวของเธอทำให้ดอกไม้นับพันเบ่งบาน ขับกล่อมด้วยเสียงแห่งธรรมชาติ บรรยากาศรอบตัวเธอเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ ท้องฟ้าถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนละมุน ราวกับว่าโลกทั้งใบถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโอบกอดเธอ
อโฟรไดท์ ไม่ใช่เพียงเทพธิดาแห่งความรัก แต่เธอคือคำสัญญาของความงดงามที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ชื่อของเธอจะยังคงถูกกล่าวขานในทุกยุคสมัย
เพราะเธอคือ รักแรก ที่ไม่มีวันตาย...
ตำนานกรีก: อโฟรไดท์และคู่รักของเธอ
การแต่งงานและบุตรหลานของเธอ
แก้ไข
พีโธนำพาเอรอสมาให้อโฟรไดท์ดุเขาในสวน ขณะที่แอนเทรอสหัวเราะเยาะเพราะเขาถูกทำโทษเนื่องจากเขาเลือกเป้าหมายอย่างซุกซน (เทพปกรณัม)
แอโฟรไดท์ถูกพรรณนาอย่างสม่ำเสมอว่าเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานและน่าปรารถนาอย่างยิ่ง โดยไม่เคยมีวัยเด็ก เธอถูกพรรณนาในสภาพเปลือยบ่อยครั้ง ในอีเลียด แอโฟรไดท์เป็นคู่ครองที่ดูเหมือนจะไม่ได้แต่งงานของเอเรสเทพเจ้าแห่งสงคราม และภรรยาของเฮฟเฟสตัสเป็นเทพธิดาอีกองค์หนึ่งชื่อคาริส
ในทำนองเดียวกันใน Theogony ของเฮเซียด แอโฟรไดท์ยังไม่แต่งงาน และภรรยาของเฮฟเฟสตัสคือ อาเกลีย ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องของชาวคาริสทั้งสาม
อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเล่มที่แปดของโอดีสซี นักร้องตาบอดเดโมโดคัสบรรยายถึงอโฟรไดท์ว่าเป็นภรรยาของเฮฟเฟสตัส และบอกเล่าถึงการที่เธอได้กระทำผิดประเวณีกับเอเรสระหว่างสงครามเมืองทรอย เฮลิออสเทพแห่งดวงอาทิตย์เห็นอโฟรไดท์และเอเรสมีเพศสัมพันธ์กันบนเตียงของเฮฟเฟสตัส และเตือนเฮฟเฟสตัส ซึ่งได้สร้างตาข่ายที่สวยงามแทบมองไม่เห็น ครั้งต่อไปที่เอเรสและอโฟรไดท์มีเพศสัมพันธ์กัน ตาข่ายได้ดักจับพวกเขาไว้ทั้งคู่ เฮฟเฟสตัสนำเทพเจ้าทั้งหมดเข้าไปในห้องนอนเพื่อหัวเราะเยาะคนล่วงประเวณีที่ถูกจับ แต่อพอลโล เฮอร์มีส และโพไซดอนเห็นใจเอเรส และโพไซดอนตกลงที่จะจ่ายเงินให้เฮฟเฟสตัสเพื่อปล่อยตัวเอเรส อโฟรไดท์กลับไปยังวิหารของเธอในไซปรัส ซึ่งเธอได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลคาไรต์ เรื่องเล่านี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากนิทานพื้นบ้านกรีก ซึ่งเดิมทีไม่เกี่ยวข้องกับโอดีสซี
ในรายละเอียดเพิ่มเติมที่แทรกเข้ามาในภายหลัง:
อาเรสแต่งตั้งให้อเลคทริออนทหารหนุ่มไว้ที่ประตูเพื่อเตือนถึงการมาถึงของเฮลิออส แต่อเลคทริออนดันเผลอหลับไปขณะปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายาม เฮลิออสพบทั้งสองคนและแจ้งให้เฮฟเฟสทัสทราบ อาเรสโกรธจัดจึงเปลี่ยนอเลคทริออนให้กลายเป็นไก่ ซึ่งส่งเสียงขันไม่หยุดเพื่อประกาศพระอาทิตย์ขึ้น
หลังจากเปิดเผยพวกเขาแล้ว เฮฟเฟสตัสก็ขอให้ซุสคืนของขวัญแต่งงานและสินสอดทองหมั้นให้เขา ในช่วงสงครามเมืองทรอย เขาได้แต่งงานกับคาริส (อักเลอา) หนึ่งในเกรซ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะหย่าร้างจากอโฟรไดท์แล้ว .. หลังจากนั้น โดยทั่วไปแล้ว อาเรสเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสามีหรือคู่ครองอย่างเป็นทางการของเทพธิดา บนแจกันฟรองซัวส์ทั้งสองมาถึงงานแต่งงานของเพลีอุสและธีทิสบนรถม้าคันเดียวกัน เช่นเดียวกับที่ซุสทำกับเฮร่า และโพไซดอนทำกับแอมฟิไทรต์กวีพินดาร์และเอสคิลัสอ้างถึงอาเรสว่าเป็นสามีของอโฟรไดท์
เรื่องราวในเวลาต่อมาถูกคิดค้นขึ้นเพื่ออธิบายการแต่งงานของอโฟรไดท์กับเฮเฟสตัส ในเรื่องราวที่มีชื่อเสียงที่สุด:
1. ซูสได้แต่งงานกับอโฟรไดท์อย่างรีบเร่งกับเฮเฟสตัส เพื่อป้องกันไม่ให้เทพเจ้าองค์อื่นต่อสู้เพื่อเธอ
ส่วนในตำนานอีกเวอร์ชันหนึ่ง:
2. เฮเฟสตัสได้มอบบัลลังก์ทองคำให้กับเฮร่าแม่ของเขา แต่เมื่อเธอนั่งบนบัลลังก์นั้น เธอก็ถูกขังไว้ และเขาปฏิเสธที่จะปล่อยเธอไปจนกว่าเธอจะตกลงที่จะมอบมือของอโฟรไดท์ให้กับเขา
เฮฟเฟสตัสดีใจมากที่ได้แต่งงานกับเทพีแห่งความงาม และได้ตีเครื่องประดับที่สวยงามให้กับเธอ รวมทั้งสโตรฟิออน (στρόφιον) ที่รู้จักกันในชื่อเคสทอส ฮิมาส (κεστὸς ἱμάς) ชุดชั้นในทรงกากบาท (มักแปลว่าเข็มขัดรัดหน้าท้องของอโฟรไดท์) ซึ่งเน้นหน้าอกของเธอ และทำให้เธอไม่อาจต้านทานผู้ชายได้มากยิ่งขึ้น สโตรฟิออนดังกล่าวมักใช้ในการพรรณนาเทพีแห่งตะวันออกใกล้ .. อิชทาร์และอาทาร์กาติส
ความรักของอโฟรไดท์ต่อแอนไคซีส
ครั้งหนึ่งซูสรู้สึกหงุดหงิดกับอโฟรไดท์ที่ทำให้เทพเจ้าตกหลุมรักมนุษย์ จึงทำให้เธอตกหลุมรักแอนไคซีสชายเลี้ยงแกะรูปงามที่อาศัยอยู่เชิงเขาใต้ภูเขาไอดาใกล้กับเมืองทรอย อโฟรไดท์ปรากฏตัวต่อแอนไคซีสในร่างของหญิงพรหมจารีรูปร่างสูงใหญ่สวยงามในขณะที่เขาอยู่คนเดียวในบ้านของเขา แอนไคซีสเห็นเธอสวมเสื้อผ้าสีสดใสและเครื่องประดับแวววาว หน้าอกของเธอเปล่งประกายด้วยรัศมีศักดิ์สิทธิ์ เขาถามเธอว่าเธอคืออโฟรไดท์หรือไม่ และสัญญาว่าจะสร้างแท่นบูชาให้เธอบนยอดเขา หากเธอจะอวยพรเขาและครอบครัวของเขา
อโฟรไดท์โกหกเขาว่าเธอไม่ใช่เทพธิดา แต่เป็นลูกสาวของตระกูลขุนนางแห่งหนึ่งของฟรีเจีย เธออ้างว่าสามารถเข้าใจภาษาทรอยได้เพราะเธอมีพี่เลี้ยงชาวทรอยเมื่อตอนเป็นเด็ก และบอกว่าเธอพบว่าตัวเองอยู่บนไหล่เขาหลังจากที่เฮอร์มีสคว้าตัวเธอไปขณะกำลังเต้นรำในงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เทมิสเทพีแห่งพรหมจรรย์ อโฟรไดท์บอกแอนไคซีสว่าเธอยังเป็นพรหมจารีและขอร้องให้เขาพาเธอไปหาพ่อแม่ของเขา แอนไคซีสเกิดความใคร่อย่างบ้าคลั่งต่ออโฟรไดท์ทันทีและสาบานว่าเขาจะมีเซ็กส์กับเธอ แอนไคซีสพาอโฟรไดท์ไปที่เตียงของเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยขนของสิงโตและหมี จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อผ้าของเธอจนหมดและทำรักกับเธอ
หลังจากการมีเพศสัมพันธ์เสร็จสิ้นแล้ว อโฟรไดท์ก็เปิดเผยร่างเทพที่แท้จริงของเธอ แอนไคซีสตกใจกลัว แต่อโฟรไดท์ปลอบใจเขาและสัญญาว่าเธอจะให้กำเนิดลูกชายให้เขา เธอทำนายว่าลูกชายของพวกเขาจะเป็นเทพครึ่งคนครึ่งสัตว์ เอเนียส ซึ่งจะถูกเลี้ยงดูโดยนางไม้แห่งถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาห้าปีก่อนที่จะไปที่เมืองทรอยเพื่อเป็นขุนนางเหมือนพ่อของเขา เรื่องราวการตั้งครรภ์ของเอเนียสยังกล่าวถึงใน Theogony ของเฮเซียดและใน Book II ของ Iliad ของโฮเมอร์
ความรักของอโฟรไดท์ต่ออะโดนิส
ดินแดนแห่งเทพเจ้าโอลิมปัส มีเทพีองค์หนึ่งนามว่า อะโฟรไดท์ เทพีแห่งความงามและความรัก นางมีรูปโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือ แต่ด้วยความงามนั้นเองที่นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม
เรื่องเริ่มต้นเมื่อมารดาของไมร์ราห์ หญิงผู้หยิ่งผยอง กล้ากล่าวโอ้อวดความงามของตนเองว่าเหนือกว่าเทพีอะโฟรไดท์ ด้วยความโกรธ เทพีอะโฟรไดท์จึงสาปให้ไมร์ราห์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อบิดาของตนเอง กษัตริย์ซินีรัสแห่งไซปรัส จากคำสาปนั้น ไมร์ราห์จึงตั้งครรภ์ และด้วยความอัปยศ นางจึงถูกขับไล่ออกไป และถูกสาปให้กลายร่างเป็นต้นมดยอบ แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังให้กำเนิดบุตรชายออกมา ซึ่งก็คือ อะโดนิส
อโฟรไดท์พบทารกน้อยและนำเขาไปให้เพอร์เซโฟนีเลี้ยงดูในยมโลก เมื่ออะโดนิสเติบโตขึ้น อโฟรไดท์ก็มารับตัวเขากลับไปและพบว่าเขามีรูปงามอย่างยิ่ง เพอร์เซโฟนีต้องการเก็บอะโดนิสไว้ ทำให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูระหว่างเทพีทั้งสอง ซูสจึงตัดสินให้อะโดนิสใช้เวลาหนึ่งในสามของปีกับอโฟรไดท์ หนึ่งในสามกับเพอร์เซโฟนี และอีกหนึ่งในสามกับผู้ที่เขาเลือก อะโดนิสเลือกที่จะอยู่กับอโฟรไดท์
ต่อมา ขณะที่อะโดนิสออกล่าสัตว์ เขาได้รับบาดเจ็บจากหมูป่าและเสียชีวิตในอ้อมแขนของอโฟรไดท์ ในบทสนทนาเสียดสี Dialogues of the Gods ลูเซียน นักเขียนเชิงเสียดสีเล่าว่า อโฟรไดท์บ่นกับเซลีนี เทพีแห่งดวงจันทร์ เกี่ยวกับอีรอส บุตรชายของตนเองที่ทำให้เพอร์เซโฟนีตกหลุมรักอะโดนิส ทำให้เธอต้องแบ่งปันเขากับเพอร์เซโฟนี
ในเรื่องราวหลายฉบับ หมูป่าถูกส่งมาโดยเอเรส ซึ่งอิจฉาที่อโฟรไดท์ใช้เวลาอยู่กับอะโดนิสมากเกินไป หรือโดยอาร์เทมิส ซึ่งต้องการแก้แค้นอโฟรไดท์ที่สังหารฮิปโปลิตัส สาวกผู้ภักดีของตน ในอีกฉบับหนึ่ง อพอลโลโกรธจัดและแปลงร่างเป็นหมูป่าสังหารอะโดนิส เพราะอโฟรไดท์ทำให้อีรีแมนทัส บุตรชายของตนเองตาบอด เมื่อเขาแอบเห็นอโฟรไดท์เปลือยกายขณะอาบน้ำหลังจากร่วมรักกับอะโดนิส
เรื่องราวนี้ยังเชื่อมโยงอโฟรไดท์กับดอกไม้บางชนิด กล่าวกันว่าขณะที่เธอโศกเศร้ากับการตายของอะโดนิส เธอทำให้ดอกไม้ทะเลเติบโตขึ้นทุกแห่งที่เลือดของเขาหยดลง และประกาศให้มีการจัดเทศกาลในวันครบรอบการตายของเขา ในอีกฉบับหนึ่ง อโฟรไดท์ได้รับบาดเจ็บจากหนามกุหลาบ และกุหลาบซึ่งเคยเป็นสีขาวก็เปื้อนเลือดของเธอจนกลายเป็นสีแดง ตามบันทึกของลูเซียนในเรื่อง On the Syrian Goddess ในช่วงเทศกาลอะโดนิสของทุกปี แม่น้ำอะโดนิสในเลบานอน (ปัจจุบันคือแม่น้ำอับราฮัม) จะกลายเป็นสีแดงไปด้วยเลือด
ตำนานของอะโดนิสเชื่อมโยงกับเทศกาลอะโดเนีย ซึ่งสตรีชาวกรีกเฉลิมฉลองทุกปีในช่วงกลางฤดูร้อน เทศกาลนี้ซึ่งมีการเฉลิมฉลองในเลสบอสมาตั้งแต่สมัยของซัปโฟ ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมในเอเธนส์ในช่วงกลางศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาล ในช่วงเริ่มต้นของเทศกาล สตรีจะปลูก "สวนของอะโดนิส" ซึ่งเป็นสวนเล็ก ๆ ในตะกร้าหรือเครื่องปั้นดินเผาที่แตก ภายในปลูกพืชที่เติบโตเร็ว เช่น ผักกาดหอม ยี่หร่า หรือเมล็ดพืชที่งอกเร็ว เช่น ข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ จากนั้น สตรีจะนำสวนขึ้นไปไว้บนหลังคาบ้าน เพื่อให้ได้รับแสงแดดจัดในฤดูร้อน พืชจะงอกงามในแสงแดด แต่ก็จะเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็วในความร้อน สตรีจะคร่ำครวญและร่ำไห้กับการตายของอะโดนิส ฉีกเสื้อผ้า และทุบหน้าอกเพื่อแสดงความโศกเศร้า (ซึ่งเป็นข้อสังเกตุด้วยว่านีตำนานของอะโฟรไดท์และอะโดนิสอาจมาจากตำนานสุเมเรียน โบราณของ 'อินันนาและดูมูซิด' - โดยในตำนานสุเมเรียนนี้เล่าว่า:
อินันนาและการลงสู่นรกภูมิ
อินันนา เทพีแห่งความรัก สงคราม และความอุดมสมบูรณ์ ได้ตัดสินใจลงไปยังนรกภูมิ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความตาย การเดินทางครั้งนี้ทำให้อินันนาต้องเผชิญหน้ากับเอเรชกิกัล เทพีแห่งนรกภูมิ ซึ่งเป็นพี่สาวของนางเอง
เมื่ออินันนาลงไปในนรกภูมิ เอเรชกิกัลได้สั่งให้ถอดเครื่องประดับและเสื้อผ้าของอินันนาออกทีละชิ้น เมื่ออินันนาเปลือยเปล่า เอเรชกิกัลก็สังหารนาง อินันนาจึงติดอยู่ในนรกภูมิ
หลังจากนั้น นินชูบูร์ ผู้รับใช้ของอินันนา ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าองค์อื่น ๆ เพื่อช่วยอินันนา เทพเจ้าเอนกิได้สร้างสิ่งมีชีวิตสองตนขึ้นมาเพื่อช่วยอินันนา ทั้งสองลงไปยังนรกภูมิและชุบชีวิตอินันนาขึ้นมา
เมื่ออินันนากลับขึ้นมาจากนรกภูมิ นางพบว่าดูมูซิด สามีของนาง ไม่ได้ไว้ทุกข์ให้กับการตายของนางอย่างเหมาะสม อินันนาจึงปล่อยให้กัลลา ปีศาจแห่งนรกภูมิ ลากดูมูซิดลงไปยังนรกภูมิเพื่อแทนที่นาง
อย่างไรก็ตาม อินันนาเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ นางจึงสั่งให้ดูมูซิดใช้เวลาครึ่งปีในนรกภูมิ และอีกครึ่งปีอยู่กับนาง ส่วนเกชทินันนา น้องสาวของดูมูซิด จะอยู่ในนรกภูมิแทนเขาในช่วงที่เขาไม่อยู่
เรื่องราวนี้เป็นที่มาของวัฏจักรแห่งฤดูกาล เมื่อดูมูซิดอยู่ในนรกภูมิ โลกจะแห้งแล้งและหนาวเย็น แต่เมื่อเขากลับขึ้นมา โลกจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง )