The seventy-two demons
🍹อโฟรไดท์กับชู้รักเทพเจ้า และเหล่าปีศาจ 72 ตน
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
บทที่ 1
King Bael
Aphrodite - One Night in the Twilight Realm
ตอนที่ 1: รอยยิ้มท้าทายในป่าต้องห้าม
ม่านหมอกสีเงินจางลอยเอื่อยเหนือพื้นป่าทึบ ลมหายใจของผืนดินพ่นกลิ่นชื้นและกลิ่นสาบของพืชโบราณออกมาจางๆ แทรกผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้สูงชันที่ทอดเงาเหนือศีรษะ แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านใบไม้หนาแน่นนั้น กลับคล้ายสายตาลึกลับที่คอยเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหว
เสียงใบไม้ไหวเบาในจังหวะลมหายใจของป่า เสียงแมลงแปลกประหลาดขับขานอย่างแผ่วพร่าในเงามืด และเสียงฝีเท้าเปลือยเปล่าที่ก้าวย่ำลงบนผืนดินนุ่มนวลทุกย่างก้าว ต่างผสานเป็นบทกวีของความลับในโลกต้องห้าม
แสงอำพันสะท้อนจากเรือนกายเปล่งปลั่งของเทพีผู้เสด็จลงสู่ดินแดนต้องห้าม
ผิวขาวเนียนละไมของเธอต้องละอองหมอกบางเฉียบ เงาสะท้อนของเส้นผมทองยาวสลวยไหวตามลมราวกับเปลวเพลิงอ่อนๆ
ดวงตาสีฟ้าอำพันหรี่มองโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
มีเพียงความถือดีเรืองรองในแววตา
อโฟรไดท์...เทพีแห่งความรักผู้แสนจะเอาแต่ใจ
“จะมีปีศาจหน้าไหนกล้าสบประมาทอำนาจของข้า...” เสียงกระซิบในลำคอเยียบเย็น แต่แฝงรอยหยัน
เสียงของเทพีเบาบางราวกลีบดอกไม้โปรย แต่แฝงความท้าทายที่ปลุกเร้าแม้แต่ต้นไม้เก่าแก่ให้สั่นไหว
แม้จะถูกเตือนโดยซุสด้วยน้ำเสียงระอาใจ
แม้จะรู้ดีว่าที่นี่...คือป่าต้องห้ามที่ไม่มีเทพองค์ใดกล้าย่างกราย
แต่เธอก็ยังมา
เพราะไม่มีใคร — ไม่มีสิ่งใดจะขัดใจเธอได้
ยิ่งมีเสียงเยาะเย้ยว่า "เสน่ห์ของเธอไม่อาจสะกดปีศาจ" ยิ่งกระตุ้นเลือดในกายเทพีให้เดือดพล่าน
เส้นทางที่ทอดลึกเข้าไปสู่กลางป่าเหมือนกลืนกลายเธอเข้าสู่ดินแดนลี้ลับ
ใบไม้หนาที่บดบังท้องฟ้า กลิ่นของดินที่เพิ่งดูดซับหยาดฝน
และแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่แผ่ไออุ่นแปลกประหลาดขึ้นมาตามฝ่าเท้า
ทุกอย่างส่งเสียงเงียบ ๆ ว่า เธอกำลังเข้าใกล้อะไรบางอย่างที่ ไม่ควรเข้าใกล้
กระแสลมเย็นไหลผ่านต้นไม้ใหญ่ราวกับลูบไล้เธอ
ขนที่ต้นแขนลุกชันอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ขณะนั้นเอง แสงที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ข้างหน้า ก็เผยให้เห็นสถานที่หนึ่ง...
บ่อน้ำพุใสเย็น
กลางป่าทึบที่แสนลี้ลับ กลับมีแสงสว่างอ่อนโยนราวกับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์บรรจงจูบผิวน้ำ
กลีบดอกไม้ป่าขาวนวลร่วงหล่นอยู่เหนือน้ำที่ใสราวกระจก
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมบางของมอสและเกสรเร้นลับ
อโฟรไดท์ยิ้มเยือกเย็น ละเสื้อคลุมบางเบาออกจากไหล่ขาวละไม —
เนื้อผ้าหลุดลอยอย่างนุ่มนวลราวกับสายหมอก ก่อนร่วงลงแตะพื้นหญ้าชื้น
เสียงผิวน้ำแตกเบาเมื่อฝ่าเท้าเปล่าเหยียบย่ำลง
ละอองน้ำเย็นฉ่ำโอบล้อมข้อเท้าเธอไว้อย่างอ่อนหวาน
ความเย็นจากบ่อน้ำไม่อาจเทียบได้กับอุณหภูมิที่ลุกโชนภายใน
เธอเอียงคอมองเงาตนเองในน้ำ — รูปร่างอันงดงามประหนึ่งศิลปะจากสรวงสวรรค์
แผ่นหลังโค้งราวกลีบกุหลาบที่กำลังผลิบาน หน้าอกอิ่มอวลที่สะท้อนแสงยามบ่าย ริมฝีปากชมพูอ่อนเผยออกเล็กน้อย
มือเรียวตักน้ำขึ้นลูบไล้ลำคอ สะโพก สะท้อนผิวน้ำเป็นระลอกคลื่น
เส้นผมทองเปียกน้ำแนบกับเรือนกายอย่างยั่วเย้า
เสียงหยดน้ำที่ไหลลงจากปลายเส้นผม —
มันดังก้องในป่าที่เงียบสงัดนี้จนแทบเหมือนคำเชื้อเชิญ
และแล้ว...
ความรู้สึกหนึ่งก็แล่นวาบไปทั่วกายเธอ
สายตา
ไม่ใช่ลม
ไม่ใช่จินตนาการ
มันคือสายตาที่แหลมคม
เฉียบเย็น
และร้อนแรงจนเหมือนปลายนิ้วของใครบางคนลูบผ่านกลางแผ่นหลังเธอช้าๆ
เธอหันไป — ดวงตาสีฟ้าอำพันหรี่ลงอย่างระวังปนท้าทาย
แสงและเงาหลอมรวมกันกลืนกินต้นไม้รอบกาย
ก่อนที่เขา...จะก้าวออกมาจากความมืด
บาเอล
ราชาแห่งปีศาจทั้งมวล ผู้เป็นหนึ่งในราชาผู้ครองแดนลึกสุดแห่งนรก
ร่างสูงตระหง่านของเขายืนตัดกับแสงอ่อนที่ตกกระทบ เงาแผ่ไออำนาจแหลมคมออกมา
ผิวกายดำสนิทของเขาไม่ได้หม่นหมอง แต่มันวาวเหมือนเหล็กกล้าชั้นเลิศ ดวงตาสีแดงเพลิงจับจ้องเธอแน่วนิ่ง
เปลวอารมณ์ในแววตานั้น...ไม่ใช่แค่ความโกรธหรือความเย้ยหยัน แต่มันคือแรงปรารถนา
แรงขับเคลื่อนดิบเถื่อนจากใต้บาดาล
ที่แม้แต่เทพก็ยังสะท้าน
“กลิ่นของเจ้าทำให้ป่าทั้งผืน...สะดุ้ง” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยช้าๆ
น้ำเสียงเย็นเยียบแต่กลับแผดเผาไปถึงกระดูก
“แต่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าบ้าบิ่น หรือโง่เขลา ที่กล้าย่างเท้าเข้ามาในแดนของข้าโดยไม่สวมอาภรณ์ใดๆ”
อโฟรไดท์แย้มรอยยิ้ม ริมฝีปากสีดอกกุหลาบเผยอย่างน่าลุ่มหลง
น้ำหยดจากปลายผมไหลตามลาดไหล่ โค้งลงตรงเนินอก
เธอไม่แม้แต่จะหยิบเสื้อผ้ามาสวม
“ข้าคือเทพีแห่งความงาม เจ้าไม่ควรลืม” เธอกระซิบ พร้อมปรายตาด้วยแววท้าทาย
“หรือเจ้ากลัว?”
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นในลำคอของบาเอล เขากดรอยยิ้มที่มุมปาก
เป็นรอยยิ้มที่บอกว่า...เขาอันตรายเกินกว่าจะกลัว
แต่ก็ยอมรับว่ากำลัง...หลงใหล
“กลัว?” เขาก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นกำมะถันเจือจางลอยมากับอากาศรอบตัว
แรงสั่นสะเทือนบางอย่างปลุกให้ใบไม้ร่วงหล่น
“เจ้าอาจลืมไป...ว่าแม้แต่ความรัก ก็ถูกไฟเผาไหม้ได้ หากเดินเข้ามาโดยไม่มีเกราะ”
เสียงของเขาไม่ได้แค่ข่มขู่ แต่มันปลุกบางสิ่งในกายเธอให้ตื่นขึ้น
หัวใจเต้นแรงจนสะท้อนอยู่ในใบหู
ขนลุกชูชันทั่วกาย — ไม่ใช่เพราะความกลัว
แต่เพราะความเร้าใจที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้
และเมื่อสายตาของทั้งสองสบกัน
กลางบ่อน้ำ
กลางป่าต้องห้าม
กลางเงามืดที่ไม่มีเทพองค์ใดสอดส่อง...
เทพีกับปีศาจ — ต่างรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่การพบกันธรรมดา
แต่คือจุดเริ่มต้นของสงครามเย้ายวน
ระหว่างเสน่ห์ที่ไม่มีใครต้านทาน
และแรงปรารถนาที่ไม่อาจห้ามใจ
จบบทที่ 1
ตอนที่ 2: เงามืดและความปรารถนาที่ปะทุ
เสียงหยดน้ำที่ตกกระทบผิวน้ำในบ่อน้ำพุราวกับบทเพลงโบราณที่ยังคงขับขานในเงามืด เสียงของมันแผ่วเบาแต่คมชัด ดังก้องในความเงียบของป่าต้องห้ามที่ไร้ผู้ใดสอดส่อง นอกจากเหล่าวิญญาณเร้นลับที่เฝ้าสังเกตจากเงาไม้สูงตระหง่าน
ละอองหมอกบางคลอเคลียเหนือผิวน้ำ อากาศเย็นลูบไล้ผิวเปลือยเปล่าของเทพีผู้ยืนหยัดตรงหน้าเขา กลิ่นหอมของผิวเปียกชื้นเจือกลิ่นน้ำผึ้งและกลีบดอกไม้ยามค่ำ กลิ่นนั้นปะทะจมูกของบาเอลอย่างรุนแรง เผาไหม้โสตประสาทดั่งเปลวไฟในคืนหนาว
บาเอลไม่ขยับ แต่แววตากลับเรืองแสงในความมืด สีเทาเข้มดั่งเถ้าถ่านที่เกือบมอดดับ แต่ยังคงซ่อนเปลวเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาในพริบตา เขาจ้องมองเทพีตรงหน้าราวกับนักล่าที่พบเหยื่อซึ่งแสนยวนเย้าเกินกว่าจะละสายตา
“เทพีแห่งความงาม...” เสียงของเขาเอ่ยอีกครั้ง คราวนี้ต่ำลง ลึกขึ้น และกระซิบชิดโสตประสาทราวกับควันไฟ “เจ้าทำให้แม้แต่รากไม้ใต้ดินยังแผ่ขยายตามแรงสั่นไหวของเจ้าก้าวย่าง”
อโฟรไดท์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแฝงเสน่ห์ยั่วยวนเหมือนกลีบกุหลาบที่แย้มบานในความมืด เธอขยับกายเข้าใกล้เขาอีกก้าว น้ำที่เกาะอยู่ตามเรือนผมไหลหยดผ่านคางลงมายังไหล่ ผิวขาวสะท้อนเงาจันทร์รางๆ ราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากตำนานต้องห้าม
“ข้าคิดว่าเจ้าคงเคยพบหญิงงามมากมายในนรกของเจ้า...แต่ดูเหมือนไม่มีใครทำให้เจ้าใจเต้นแรงได้เท่านี้ ใช่หรือไม่?” เธอกระซิบ ขณะนิ้วเรียวแตะแผ่วเบาลงบนหน้าอกเปลือยเปล่าของเขา ความอบอุ่นจากปลายนิ้วนั้นราวกับพลังเวทที่แทรกซึมผ่านผิวหนังเข้าไปถึงแก่นวิญญาณ
แววตาของบาเอลเปลี่ยนไป วูบหนึ่งมีประกายของความเจ็บปวดซ่อนอยู่หลังม่านแห่งความเฉยชา เขาไม่ตอบในทันที แต่กลับก้มศีรษะลงเล็กน้อย ปล่อยให้ปลายผมดำยาวตกลงบังใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งกำลังพยายามปกปิดบางสิ่ง
“ข้าเคยครอบครองทุกสิ่ง... ยึดครองได้แม้แต่จิตใจของราชินีนรก แต่นานแล้วที่ข้าลืมความรู้สึกยามที่...ใครบางคนสัมผัสข้าโดยไม่หวังผลอะไร” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว แต่แฝงด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า ราวกับราชาผู้หวนรำลึกถึงบัลลังก์ที่สร้างจากเลือดและคำสาป
อโฟรไดท์สัมผัสได้ถึงบางอย่างภายใต้ผิวหนังของเขา — ความโดดเดี่ยวที่ลึกกว่าเหวใดในนรก ความกระหายที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความใคร่ แต่คือการโหยหาการยอมรับ การโหยหาสัมผัสของความเข้าใจ
เธอกระซิบข้างหูเขา “บางที...เจ้าควรปล่อยให้ข้าทำให้เจ้า ‘รู้สึก’ อีกครั้ง”
แล้วเธอก็แตะริมฝีปากลงบนกระดูกไหปลาร้าของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นไม่ใช่จูบ แต่คือคำสัญญา ความเย้ายวนที่ห่อหุ้มไปด้วยมนตร์สะกดจากเทพีแห่งสวรรค์
เสียงลมหายใจของบาเอลสะดุดไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้น ชั่วขณะที่สายตาทั้งสองประสานกัน โลกทั้งผืนก็ราวกับหยุดนิ่ง ไม่มีสายลม ไม่มีเสียงนก ไม่มีอะไรนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นรัวในอกของทั้งสอง
เขายื่นมือขึ้น ลากหลังนิ้วหยาบกร้านไล้จากแนวกรามของเธอลงมาถึงลำคอ และหยุดตรงกระดูกไหปลาร้า นิ้วของเขาเปียกชื้นเพราะหยดน้ำที่ไหลตามเรือนกายเธอ
“กลิ่นของเจ้า...มันทำให้ข้าเสียสมดุล” เขากล่าวเสียงแผ่ว “มันเหมือนกลิ่นของคำสาป และคำอภัย...ในเวลาเดียวกัน”
แล้วเขาก็ก้าวเข้ามาใกล้จนไรผมของทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน อากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นอย่างเงียบงัน เธอรู้สึกถึงลมหายใจของเขาที่เป่ารดต้นคอ กลิ่นกำมะถันจางๆ ผสมกับกลิ่นโลหะ และสิ่งที่คาดไม่ถึง — กลิ่นของสนชื้นและดินที่เพิ่งถูกฝนชะ
มือของเขาขยับช้าๆ ลูบไล้ไปตามแขนเปลือยของเธอจนถึงข้อศอก แล้วแตะสัมผัสที่เอวเพรียว ร่างของอโฟรไดท์ขนลุกวาบ ความร้อนลามจากจุดสัมผัสไปถึงปลายเส้นประสาททุกจุด
แต่เธอก็ไม่ถอย ไม่สั่น ไม่หันหน้าหนี
เธอหลับตา แล้วเอ่ยเบาๆ ด้วยเสียงที่สั่นไหวแค่ปลายลิ้น
“ถ้าเจ้าเผาข้า...ก็จงทำมันให้ลุกโชนที่สุด”
เสียงฟ้าครืนเบาๆ จากที่ไกลๆ แต่บาเอลไม่ได้ผละออก เขากดร่างของเขาเข้าใกล้เธอจนอกแนบอก ลมหายใจสอดประสานกัน ใบหน้าแทบจะแทรกเข้าไปในเรือนผมสีทองของเทพี
มือหยาบกร้านของเขาสัมผัสผิวเปียกชื้นของเธอราวกับกำลังสำรวจบางสิ่งที่อาจเป็นมายา แต่กลับมีอยู่จริง กล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือของเขาตึงเครียด ความปรารถนาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาไม่ได้เร่งเร้า กลับเลือกจะเผาไหม้ช้าๆ — เหมือนนรกที่เขาเป็นเจ้าของ
เขาไม่พูดอะไรอีก เพียงโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนริมฝีปากสัมผัสผิวเธออย่างเชื่องช้า ลมหายใจที่เป่ารดผิวคือคำพูดที่ไม่ได้เอ่ย
จากนั้น...มือของเขาเลื่อนขึ้น ลูบไล้เรือนผมของเธออย่างประณีต นิ้วแทรกสอดเข้าระหว่างเส้นผมที่ชื้น ราวกับกำลังอ่านคำสาปจากเส้นใยสีทองทีละเส้น ทีละเส้น
เมื่อริมฝีปากของเขาแตะแผ่วเบาที่ต้นคอ — กลีบไม้ในป่าเริ่มร่วงหล่นทีละกลีบ ราวกับธรรมชาติกำลังสั่นสะท้าน
กลิ่นหอมของอโฟรไดท์กระจายไปในอากาศ ปะปนกับกลิ่นของผิวหนังร้อนระอุของบาเอล มันกลายเป็นน้ำหอมต้องห้าม ที่ไม่มีเทพองค์ใดในโอลิมปัสหรือขุมนรกกล้าผสม
และในห้วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เทพีกับราชาปีศาจก็ปล่อยให้สัมผัสแรกแห่งความปรารถนาไหลวนราวกับกระแสน้ำ
ไม่ใช่เพียงกายที่ถูกปลุกเร้า แต่คือบางสิ่งที่ซ่อนลึกกว่านั้น
บางสิ่งที่เรียกว่า...จุดเริ่มต้นของไฟลุกโชนที่ไม่มีเทพองค์ใดอาจดับได้
จบบทที่ 2
ตอนที่ 3: เพลิงพิศวาสในใจกลางป่าต้องห้าม
เสียงลมหายใจแผ่วหนักคล้ายสายลมพัดลอดผ่านรากไม้เก่าแก่ ใบไม้เหนือศีรษะสั่นไหวราวกับสะท้อนแรงสั่นสะเทือนจากก้นบึ้งของความปรารถนา ลำแสงสลัวจากท้องฟ้าอึมครึมร่วงหล่นผ่านผืนพฤกษาสูงชันเป็นลำพราย พลิ้วไหวระยับเหนือผิวบ่อน้ำพุใสเย็นกลางป่าลึก ละอองน้ำเล็กจิ๋วลอยฟุ้งในอากาศ ปะทะผิวกายเหมือนหยาดฝนแห่งไฟอันเร่าร้อน
อโฟรไดท์ยืนนิ่งอยู่ริมขอบน้ำ ผิวเนื้อชื้นเย็นเคลือบเงาราวหยกต้องแสงจันทร์ ดวงตาสีอำพันหลุบลงอย่างยั่วยวน ท่ามกลางกลิ่นชื้นของตะไคร่และไอน้ำอุ่นจากผิวน้ำที่เดือดระอุเพราะร่างของเขา — บาเอล ยังคงแนบชิดอยู่เบื้องหลัง
ลมหายใจของเขาหนักแน่น เป่ารดซอกคอเธออีกครั้ง — แผ่วเบาแต่ร้อนระอุจนเนื้อเย็นชื้นแทบระเหยเป็นไอ
แขนแกร่งโอบเธอจากด้านหลัง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ช้าๆ ไล่จากเอวขึ้นไปยังกระดูกไหล่ เส้นเลือดใต้ผิวหนังสั่นไหวเพียงเขาแตะต้อง ความอ่อนโยนของสัมผัสตัดกับน้ำเสียงกระด้างที่เขาเคยใช้เมื่อไม่กี่นาทีก่อน กล้ามเนื้อแข็งตึงของเขาแนบกับแผ่นหลังเธอ ร้อนราวเปลวไฟที่พร้อมแผดเผา
เสียงหายใจของทั้งสองเริ่มหนักแน่นขึ้น แทรกกลางความเงียบของป่าลึกอย่างลึกลับ กลิ่นของพวกเขา—กลิ่นกายและอารมณ์ปะปนกัน—กลายเป็นกลิ่นต้องห้ามที่แม้แต่สายลมยังลังเลจะพัดพาออกไป
ริมฝีปากของบาเอลแตะแผ่วเบาที่บ่าขาวของอโฟรไดท์ก่อนจะลากผ่านเนินไหล่ไปอย่างเชื่องช้า ซึมซับทุกอณูรส กลิ่นเกสรในผิวเธอเหมือนเวทมนตร์ที่ไม่มีพิธีกรรมใดต้านทานได้
"ข้าจะไม่ขออนุญาต" เขากระซิบเสียงต่ำ ดุดันแต่ทุ้มลึกเหมือนแผ่นดินกำลังคำราม
อโฟรไดท์แย้มริมฝีปากบาง "เพราะข้าจะไม่ห้าม" เสียงของเธอไม่สั่น แต่ลมหายใจสะดุดครู่หนึ่งเมื่อมือของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องเรียบเนียนก่อนกดนิ้วช้าๆ ลงบนสะโพก
เธอหันกายเล็กน้อยเผชิญหน้าเขา — ดวงตาสีทองต้องกับดวงตาสีดำราวกับเหวลึก สะท้อนแสงไฟจากภายในที่ไม่มีวันดับ
ไม่มีคำพูดใดอีกในวินาทีนั้น ริมฝีปากของพวกเขาหาเจอกันกลางอากาศที่แน่นตึงด้วยแรงดึงดูดทางอารมณ์ จูบของเขาไม่ใช่คำขอ มันคือการครอบครอง — เร่าร้อน หนักแน่น และลึกล้ำ
เธอตอบรับเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข มือเล็กเลื่อนขึ้นไปเกาะไหล่เขา และอีกข้างสอดแทรกเข้าในเรือนผมสีเข้มของเขา ลากนิ้วลงจนถึงต้นคอแกร่ง เล็บเธอกรีดเบาๆ ให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้แค่ยอม...แต่ต้องการเช่นกัน
เสียงครางต่ำในลำคอของบาเอลเล็ดลอดออกมาราวสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ นิ้วของเขาจับแน่นที่สะโพกเธอ ก่อนจะยกร่างเธอขึ้นอย่างง่ายดายแล้วพาเดินเข้าหาบ่อน้ำพุ
"ข้าอยากให้เจ้ารู้สึก...จนลืมไปว่าเคยเป็นเทพี" เสียงของเขาหนักแน่นราวกับคำสาบาน
เท้าเปลือยแตะผิวหินเย็นชื้น ใบไม้ปลิวว่อนเหนือศีรษะ กลีบดอกสีม่วงอ่อนร่วงหล่นลงมาบนผิวกายนวล อโฟรไดท์กอดเขาแน่น ขณะที่ร่างถูกวางลงช้าๆ ข้างขอบบ่อน้ำ
ละอองน้ำกระเซ็นกระจายเมื่อเขาตามลงมาใกล้ แสงสะท้อนจากผิวน้ำแตะใบหน้าของบาเอล เผยให้เห็นแววตาที่ครั้งหนึ่งเคยแข็งกระด้าง บัดนี้อ่อนโยน...แต่ยังเร่าร้อน
ริมฝีปากของเขาสัมผัสผิวเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ที่ลำคอ ที่กระดูกไหปลาร้า ที่ยอดอกอ่อนที่โค้งรับสัมผัสอย่างเสน่หา เสียงหายใจของเธอเปลี่ยนเป็นหอบสั้นทุกครั้งที่เขาแตะต้อง ส่วนลึกของร่างกายตอบสนองต่อเขาอย่างซื่อสัตย์
ลมหายใจเธอสั่นระริกเมื่อเขาใช้ลิ้นลากเส้นบางๆ ไล่ลงมาตามหน้าท้อง แผ่นหลังเธองอขึ้นรับสัมผัสราวกับจะทนไม่ไหวต่อไฟที่เขาจุดขึ้นจากทุกสัมผัสของเขา
เธอครางต่ำ เสียงเบาแต่หนักแน่น ปรากฏกลางความเงียบของป่า เป็นเสียงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกลั้นหายใจพอจะมองข้าม
มือเขาสอดใต้ต้นขาของเธอ ยกร่างเธอขึ้นเล็กน้อย เขาแนบชิดจนร่างแน่นสนิท — ความร้อนของเขาแทบหลอมละลายความเย็นจากน้ำพุที่ไหลผ่านใต้ร่าง
คลื่นไหวสะท้อนในบ่อน้ำ เสียงน้ำกระเพื่อมพัดคลอเสียงครางและเสียงจุมพิตอย่างช้าๆ เร้าเร่ง
เมื่อจังหวะระหว่างพวกเขาเร่าร้อนขึ้น อโฟรไดท์หลับตา ปล่อยให้ตัวเองจมหายไปกับความรู้สึก เธอไม่ใช่เทพีในตอนนั้น ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความงาม ไม่ใช่ผู้ถูกบูชา
เธอเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ปล่อยให้ตนเองหลอมรวมกับปีศาจที่กล้าเผาเธอด้วยไฟของเขาอย่างเต็มใจ
และเมื่อถึงจุดสูงสุดของเปลวเพลิง ร่างกายของทั้งสองแทบแยกไม่ออกจากกัน เสียงของธรรมชาติหยุดนิ่ง ดอกไม้หยุดไหว ลมหยุดพัด
เมื่อทุกอย่างจบลง — บาเอลยังคงไม่ผละออก เขาวางหน้าผากลงบนไหล่ของเธอ หอบหายใจหนัก ดวงตาที่เคยดุดันหลุบต่ำด้วยแววบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"ข้าไม่คิดว่าเทพี...จะร้องเรียกชื่อข้าได้หวานขนาดนี้" เขากระซิบเบาๆ แฝงรอยยิ้มในน้ำเสียง
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ แสงสะท้อนจากผิวน้ำวาดลวดลายบนผิวเปลือยของเธอ "ข้าไม่คิดว่าปีศาจจะสัมผัสได้...อ่อนโยนขนาดนี้"
เขาเงยหน้าขึ้น มองเธออย่างเงียบงัน ดวงตาที่เคยเป็นเหวลึกกลับสะท้อนประกายบางอย่าง — อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ความใคร่
เขาโน้มลง จูบเธออย่างแผ่วเบาอีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงต่ำ "ข้าจะไม่ลืมสัมผัสนี้…แม้วันใดที่ข้าต้องกลับสู่นรก"
เธอยกมือขึ้นแตะแก้มเขา ลูบเบาๆ อย่างที่เทพีองค์หนึ่งไม่ควรทำกับสิ่งที่สวรรค์เรียกว่าปีศาจ
"แล้วเจ้าจะจำมัน...ด้วยหัวใจหรือด้วยไฟ?" เธอถามเสียงแผ่ว
"ทั้งสองอย่าง" เขาตอบ ไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที
แสงแดดยามเย็นเริ่มลอดผ่านเมฆหนา กลีบดอกไม้ยังคงปลิวว่อน แสงสะท้อนจากผิวน้ำเปล่งประกายเหมือนเวทมนตร์
ร่างของเทพีและราชาปีศาจยังแนบชิด กลิ่นผิวหนังร้อนยังลอยในอากาศ ดวงตาของทั้งสองสบกันนานราวกับจะตรึงภาพนั้นไว้ตลอดนิรันดร์
และในใจกลางของป่าต้องห้าม ท่ามกลางเสียงธรรมชาติที่เงียบงัน — เพลิงพิศวาสที่ไม่มีเทพองค์ใดดับได้ ก็ยังลุกโชนอยู่ต่อไป
จบบทที่ 3
ตอนพิเศษ: เพลิงพิศวาสที่ไม่อาจต้านทาน [อ่านได้ในแบบฉบับ eBook เท่านั้น]
จบบริบูรณ์
(To be continued… Demon No.2: Duke Agares)
King Bael: ราชาแห่งปีศาจตนแรกจาก The Lesser Key of Solomon
บทนำ
ในบรรดาอสูรทั้ง 72 ตนจาก The Lesser Key of Solomon หรือ Lemegeton “King Bael” คือราชาแห่งปีศาจและเป็นชื่อแรกในบันทึกเก่าแก่ด้านศาสตร์ลี้ลับ ด้วยพลังอำนาจและอิทธิพลอันน่าครั่นคร้าม เขาจึงเป็นหนึ่งในอสูรที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในเวทมนตร์พิธี (Goetia)
King Bael คือใคร?
King Bael (หรือ Baal) เป็นปีศาจลำดับที่ 1 ใน Ars Goetia มีศักดิ์เป็น “ราชา” (King) ผู้ทรงอำนาจเหนืออสูร 66 กองทัพ ในศาสตร์โหราศาสตร์และเวทมนตร์โกเอเทีย เขาเป็นตัวแทนแห่งความเป็นผู้นำและการควบคุม
ลักษณะและการปรากฏตัว:
ตามคำบรรยายใน The Lesser Key of Solomon King Bael ปรากฏตัวในรูปแบบที่ลึกลับและแปลกตา เขามี สามเศียร (Three Heads):
- เศียรมนุษย์ (Human Head)
- เศียรคางคก (Toad Head)
- เศียรแมว (Cat Head)
ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยหมอกควัน ล่องลอยราวกับไม่มีตัวตน ทำให้ยากแก่การมองเห็น
พลังและความสามารถของ King Bael
- การทำให้ล่องหน (Invisibility): King Bael มีพลังในการทำให้ผู้เรียก (Summoner) ล่องหนจากสายตาศัตรู ซึ่งเป็นความสามารถที่ทรงคุณค่าสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหนีหรือปกปิดตนเอง
- การปกครองเหนือกองทัพปีศาจ: เขามีกองทัพปีศาจ 66 กองอยู่ใต้บัญชาของเขา ทำให้เขาเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีอำนาจทางการสงครามมากที่สุด
- การมอบความรู้และปัญญา: ว่ากันว่า King Bael สามารถเปิดเผยความลับที่ซ่อนเร้นและให้คำแนะนำในเรื่องที่ซับซ้อนแก่ผู้ที่เขายอมรับ
King Bael ในตำนานและวัฒนธรรมต่าง ๆ
- ในตำนานของคานาอัน (Canaanite Mythology) “Baal” เป็นเทพแห่งพายุและความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาในคริสต์ศาสนา ชื่อนี้ได้ถูกตีความเป็นปีศาจ
- ในวรรณกรรมสมัยกลาง (Medieval Demonology) Bael คือร่างหนึ่งของ Baal ที่ปรับเปลี่ยนเป็นปีศาจตามความเชื่อคริสต์ศาสนา
การเรียก King Bael ตามศาสตร์ Goetia
การเรียก (Summoning) King Bael ต้องกระทำผ่านพิธีกรรมโกเอเทียที่ซับซ้อน โดยใช้วงเวท (Magic Circle) และสัญลักษณ์อัญเชิญ (Seal of Bael) หากทำผิดพลาด ผู้เรียกอาจตกเป็นเหยื่อของอำนาจที่ตนเองปลุกขึ้นมา
คำเตือน:
King Bael เป็นปีศาจที่ฉลาดและมักทดสอบผู้เรียกด้วยข้อแลกเปลี่ยน การเรียกเขาโดยปราศจากความรู้และความเคารพในอำนาจของเขา อาจนำมาซึ่งหายนะ
King Bael ในสื่อสมัยใหม่
King Bael ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปมากมาย เช่น:
- เกม: ปรากฏตัวเป็นบอสหรืออสูรในเกมแนวแฟนตาซีและ RPG
- การ์ตูนและนิยาย: มักถูกนำเสนอเป็นตัวละครที่ทรงปัญญาและมีเล่ห์เหลี่ยมสูง
- ภาพยนตร์: ในหนังแนวสยองขวัญหรือแฟนตาซีที่เกี่ยวกับการอัญเชิญปีศาจ
บทส่งท้าย:
King Bael คือสัญลักษณ์ของพลังและภูมิปัญญาที่มาพร้อมกับความอันตราย ในโลกของเวทมนตร์โกเอเทีย เขาคืออสูรที่ทรงเกียรติและน่าหวาดกลัว ในวัฒนธรรมปัจจุบัน เขาคือแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครลึกลับทรงอำนาจ
คุณคิดอย่างไรกับ King Bael? ถ้าคุณมีโอกาสเผชิญหน้ากับเขา คุณจะขอพรอะไร?
#Goetia #KingBael #Occult #LesserKeyOfSolomon #Demonology
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
ลักษณะเด่น
กษัตริย์เบลปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มรูปงาม สวมมงกุฎและเครื่องทรงสีแดง เขามีท่าทางสง่างาม น่าเกรงขาม และมักถืองูในมือ
อำนาจ
กษัตริย์เบลมีอำนาจมากมาย ดังนี้
- มอบปัญญาความรู้แก่ผู้เรียก
- เปิดเผยความลับ
- ช่วยเหลือด้านการเงินและความมั่งคั่ง
- ปกป้องคุ้มครองผู้เรียก
- ควบคุมวิญญาณชั่วร้าย
คาถาสำหรับอัญเชิญกษัตริย์เบลมีหลายแบบ ตัวอย่างคาถา
"โอ้ กษัตริย์เบลผู้ทรงพลัง ข้าขออัญเชิญท่านมา ณ ที่นี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่านในเรื่อง...ข้าสัญญาว่าจะถวายเครื่องบูชาแด่ท่านโปรดประทานปัญญา ความรู้ และความมั่งคั่งแก่ข้าข้าขออุทิศตนแด่ท่าน"
วิธีการอัญเชิญการอัญเชิญกษัตริย์เบลควรทำในตอนกลางคืน โดยผู้เรียกควรสวมชุดสีขาว จุดเทียนสีแดง และวางเครื่องบูชา เช่น ทองคำ เงิน หรืออัญมณี บนแท่นบูชา
บทสรุป
กษัตริย์เบลเป็นปีศาจที่ทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยปัญญา และความมั่งคั่ง ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้สามารถลองอัญเชิญกษัตริย์เบลได้ แต่ควรศึกษาข้อมูลและวิธีการอย่างละเอียดก่อนทำ
หมายเหตุ:
- การอัญเชิญปีศาจเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยความระมัดระวัง
- ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนทำ
- ควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ
