72 ปีศาจแห่งโซโลมอน | The 72 Demons of Solomon .⋆。🧛🏻˚
สำรวจโลกแห่งนิยาย Romance Fantasy กับเรื่องราวของ 72 ปีศาจแห่งโซโลมอน ที่มาพร้อมความลึกลับ ความรัก และพลังเหนือธรรมชาติ เจาะลึกตำนานโกเอเทียที่บันดาลแรงบันดาลใจให้กับนิยายแฟนตาซีสุดเข้มข้น ค้นพบตัวละครและปีศาจที่น่าหลงใหลในโลกที่ความรักและอำนาจเวทมนตร์ผสานเป็นหนึ่ง | #นิยาย #Romance #Fantasy #Fiction #EROmanTIC #ตำนาน #72ปีศาจแห่งโซโลมอน #ความรัก #เวทมนตร์ #ความลึกลับ #นิยายแฟนตาซี #นิยายAI
Wednesday, April 2, 2025
❶ The Infernal Kingdom (อาณาจักรปีศาจ) | Venus's Lovers
Thursday, March 27, 2025
Wednesday, March 5, 2025
12 ‘The 7 Nights in the Twilight Realm’ (Aphrodite & Prince Sitri)
SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & Prince Sitri)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ ตอนที่ 1: บทเพลงแห่งเงามืดและแสงเทวี
ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มระยิบระยับด้วยดวงดาวราวกับผ้าคลุมของไนซ์ที่ทอด้วยเส้นแสงแห่งราตรี บนเนินเขาสูงชันแห่งทไวไลต์เรียม ดินแดนที่รอยต่อระหว่างโลกมนุษย์และอาณาจักรลึกลับของเหล่าปีศาจทับซ้อนกันราวภาพมายา อโฟรไดท์ เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณดุจหิมะแรกที่ตกลงบนยอดโอลิมปัส เดินฝ่าลมหนาวที่พัดกรีดผ่านชุดคลุมบางเบาของเธอ เธอหยุดยืน มองออกไปยังหุบเขาที่เงามืดกลืนกินแสงสว่างทั้งปวง ดวงตาคู่สวยสีมรกตของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและหยิ่งผยอง ทว่าในส่วนลึกกลับซ่อนร่องรอยของความโหยหา—อะโดนิส ชายหนุ่มมนุษย์ที่หัวใจของเธอผูกพันไว้แนบแน่นราวโซ่ทองคำ
“เจ้าจะต้องกลับมา” เธอกระซิบกับสายลม ความทรงจำของอะโดนิส ผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวันยามเช้า ยังคงฝังลึกในวิญญาณของเธอ ทว่าเธอรู้ดีว่า การชุบชีวิตเขานั้นต้องใช้ศาสตร์ต้องห้าม—ความรู้ลึกซึ้งที่แม้แต่เหล่าเทพแห่งโอลิมปัสยังหวาดกลัว และเธอได้ยินข่าวลือถึงองค์ชายซิทรี ปีศาจแห่งโซโลมอนผู้ครอบครองปัญญาอันมืดมิด เขาคือหนึ่งในเจ็ดสิบสองผู้ถูกผูกมัดด้วยแหวนแห่งอำนาจ และกำลังออกตามหาสมบัติวิเศษเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการ
อโฟรไดท์ยิ้มมุมปาก เธอรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้ที่พลังแห่งความงามและเสน่ห์ของเธอไม่อาจพิชิตได้ แม้แต่หัวใจอันเย็นชาของปีศาจ เธอก้าวลงสู่หุบเขา ท่ามกลางกลิ่นกำมะถันและเสียงคำรามต่ำที่ดังก้องจากส่วนลึกของแผ่นดิน
---
✨ การเผชิญหน้าแรก
ในถ้ำที่ปากทางปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำราวผมของเฮดีส อโฟรไดท์พบเขาครั้งแรก—ซิทรี องค์ชายแห่งเงามืด เขายืนสูงตระหง่านราวหอคอยที่แกะสลักจากหินภูเขาไฟ ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาลุกโชนด้วยพลังที่ทั้งน่าสะพรึงกลัวและน่าหลงใหล ผมสีดำยาวสยายลงปกคลุมใบหน้าคมกริบที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการต่อสู้ครั้งโบราณ ปีกหนังสีเทาดุจควันไฟกางออกครึ่งหนึ่งราวเตือนภัย เขาสวมชุดเกราะที่หล่อหลอมจากโลหะแห่งนรก มือหนึ่งถือดาบยาวที่ปลายคมยังเปื้อนคราบเลือดของศัตรูที่ล่วงลับ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เทวีแห่งโอลิมปัส?” เสียงของเขาดังก้องราวฟ้าผ่าที่แตกกระจายในพายุ “หรือว่าเจ้าหลงทางจากสวนดอกไม้ของเจ้ามายังดินแดนแห่งความตาย?”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นหวานราวน้ำผึ้งที่หยดลงบนผลทับทิม “ข้ามิได้หลงทาง ซิทรี ข้ามาตามหาเจ้า ผู้ที่กล่าวขานกันว่าเป็นนักปราชญ์แห่งความมืด ข้าต้องการบางสิ่งจากเจ้า และข้าก็มีข้อเสนอที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้”
ซิทรีหรี่ตามองเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากลมหายใจของเขา “ข้อเสนอจากเทพีที่ลุ่มหลงในความรักงั้นหรือ? ข้าจะได้อะไรจากเจ้า นอกจากคำสัญญาลมๆ แล้งๆ?”
เธอก้าวเข้าใกล้เขาเช่นกัน ไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ชุดคลุมบางของเธอปลิวไหวเผยให้เห็นผิวเรียบเนียนที่เรืองรองราวแสงจันทร์ “เจ้าต้องการอิสรภาพมิใช่หรือ? ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาสมบัติทั้งสาม—กุญแจแห่งเงา, หินแห่งเปลวเพลิง, และม่านแห่งความว่างเปล่า—เพื่อปลดปล่อยเจ้าจากพันธะของโซโลมอน แต่เจ้าจะต้องมอบความรู้ลึกลับของเจ้าให้ข้า เพื่อข้าจะได้ชุบชีวิตคนรักของข้า”
ซิทรีหัวเราะดังลั่น เสียงนั้นหยาบกระด้างแต่แฝงด้วยความเยาะเย้ย “เจ้า? เทพีแห่งความงาม จะลงมาเหยียบย่ำโคลนตมและเผชิญภัยเคียงข้างข้าเพื่อมนุษย์ผู้นั้น? ความรักของเจ้าก็เพียงภาพลวงตา อโฟรไดท์ มันคือโซ่ที่พันธนาการเจ้ามากกว่าที่แหวนของโซโลมอนจะทำได้กับข้า”
เธอยิ้มตอบ ดวงตาของเธอฉายแววท้าทาย “และเจ้าเล่า ซิทรี? เจ้าปฏิเสธว่าความปรารถนาคือพลังที่แท้จริงเพียงเพราะเจ้าไม่เคยสัมผัสมันอย่างแท้จริงหรือ? ความรักมิใช่แค่แสงสว่าง มันคือไฟที่เผาผลาญได้แม้กระทั่งหัวใจของปีศาจ”
ซิทรีนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาแดงเพลิงของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง—พลังที่ร้อนแรงและดึงดูดราวกับบ่วงที่มองไม่เห็นพันรอบจิตวิญญาณของเขา “เจ้าพูดเก่งนัก” เขากล่าวในที่สุด “ได้ ข้าจะยอมรับข้อเสนอของเจ้า แต่จงจำไว้ว่า หากเจ้าไม่อาจตามข้าทัน อย่าหวังว่าข้าจะหยุดรอเจ้า”
---
✨ การเดินทางเริ่มต้น
ทั้งสองออกเดินทางผ่านป่ามืดที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงชะลูดราวเสาของวิหารร้าง เสียงกรีดร้องของวิญญาณที่หลงทางดังแว่วมาจากระยะไกล อโฟรไดท์ก้าวตามซิทรีอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่ากิ่งไม้จะขูดขีดผิวอันบอบบางของเธอจนเกิดรอยแดง เธอไม่บ่น ไม่แสดงความอ่อนแอ ซิทรีสังเกตเห็นความดื้อรั้นของเธอ เขาเริ่มรู้สึกประหลาดใจ—เทพีผู้นี้มิได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด
“บอกข้ามา” อโฟรไดท์เอ่ยขณะที่ทั้งสองหยุดพักใกล้ลำธารสีดำสนิท “เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าความรักคือสิ่งไร้ค่า? หรือเจ้าเพียงกลัวที่จะยอมรับว่ามันมีพลังเหนือกว่าปัญญาของเจ้าด้วยซ้ำ?”
ซิทรีนั่งลงบนโขดหิน มือหนึ่งลูบคมดาบของเขา “ความรักคือจุดอ่อน มันทำให้เจ้าโง่เขลา ทำให้เจ้ายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ข้าจะไม่ยอมให้มันครอบงำข้า”
“แต่เจ้าก็ปรารถนามันมิใช่หรือ?” เธอเอียงศีรษะ มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งยั่วยวนและท้าทาย “ข้าเห็นมันในดวงตาของเจ้า—เปลวไฟที่ไม่เคยดับ แม้เจ้าจะพยายามซ่อนมันไว้”
เขาหันมองเธอ วินาทีนั้นโลกทั้งใบราวหยุดนิ่ง อโฟรไดท์ยื่นมือแตะใบหน้าของเขาเบาๆ ปลายนิ้วของเธอเย็นเยียบแต่กลับจุดประกายความร้อนในตัวเขา เขาคว้ามือของเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นทั้งดุดันและสั่นเทา “อย่าท้าทายข้ามากเกินไป เทวี” เขากระซิบ “เจ้าไม่อาจรับมือกับสิ่งที่เจ้าปลุกขึ้นมาได้”
เธอยิ้ม ไม่ถอนมือ “ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น ซิทรี ว่าแม้แต่เงามืดที่สุดก็ยังโหยหาแสง”
---
✨ ความสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัว
เมื่อทั้งสองเดินทางถึงซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่เชื่อกันว่าเก็บ 'กุญแจแห่งเงา' ไว้ พวกเขาต้องเผชิญกับกับดักและคำสาปที่ซ่อนอยู่ อโฟรไดท์ใช้เสน่ห์ของเธอหลอกล่อวิญญาณยามเฝ้าจนมันเผยที่ซ่อนของกุญแจ ขณะที่ซิทรีใช้พลังดิบของเขาทำลายกำแพงหินที่ขวางทาง ทั้งสองเริ่มเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน—เธอชื่นชมความแข็งแกร่งและสติปัญญาของเขา เขาหลงใหลในความกล้าหาญและความฉลาดของเธอ
เมื่อกุญแจอยู่ในมือ อโฟรไดท์นั่งลงข้างซิทรีใต้ท้องฟ้าสีทไวไลต์ เธอมองเขา “เจ้าจะยอมรับหรือยัง ว่าการเดินทางนี้มิใช่แค่เพื่ออิสรภาพของเจ้า แต่เพื่อบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น?”
เขามองเธอนิ่ง “บางที เจ้าอาจไม่ใช่แค่เทพีแห่งความรัก แต่เป็นเทวีแห่งการท้าทาย” เขายื่นกุญแจให้เธอ “เก็บมันไว้ ข้าจะสอนเจ้าเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเงาเมื่อเราพักคืนนี้”
เธอรับกุญแจด้วยรอยยิ้ม ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและแรงดึงดูดที่ไม่อาจปฏิเสธได้—จุดเริ่มต้นของไฟรักที่ร้อนแรงเกินหยุดยั้ง
---
---
♦ ตอนที่ 2: เปลวไฟแห่งหินและหัวใจ
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนผืนป่าทไวไลต์เรียมที่เงียบสงัด ดวงดาวระยิบระยับราวอัญมณีที่กระจัดกระจายบนผืนกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม อโฟรไดท์นั่งอยู่บนโขดหินเรียบใกล้กองไฟที่ซิทรีจุดขึ้น เปลวเพลิงสีส้มแดงเต้นระริกราวกับมีชีวิต สะท้อนเงาในดวงตาสีมรกตของเธอ เธอมองไปยังองค์ชายปีศาจที่ยืนอยู่อีกฟากของกองไฟ ร่างสูงใหญ่ของเขาดูดุดันราวเทวรูปที่หล่อจากเหล็กกล้าแห่งนรก ปีกหนังสีเทาของเขากางออกเล็กน้อย ปลายแหลมคมกรีดผ่านอากาศราวกับพร้อมจะโผบินสู่ความมืดเมื่อใดก็ได้
“หินแห่งเปลวเพลิง” ซิทรีเอ่ย เสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องราวคำสั่งจากส่วนลึกของแผ่นดิน “มันซ่อนอยู่ในเทือกเขาคาร์นิคัส ดินแดนที่ไฟไม่เคยดับ และลาวายังคงไหลรินราวสายเลือดของโลก หากเราจะได้มันมา เจ้าจะต้องพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่แค่เทพีแห่งความงาม แต่เป็นนักรบด้วย”
อโฟรไดท์ยิ้มมุมปาก เธอลุกขึ้นยืน ชุดคลุมบางเบาของเธอปลิวไหวเผยให้เห็นเรียวขาคู่งามที่เรืองรองราวหยาดน้ำค้างยามเช้า “ข้าไม่เคยกลัวไฟ ซิทรี เพราะข้าเองก็คือเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกหัวใจที่กล้าเข้าใกล้ เจ้าจะได้เห็นเอง”
ซิทรีหรี่ตามองเธอ เขาไม่ตอบ แต่ในดวงตาแดงเพลิงของเขามีแววบางอย่าง—ความท้าทายผสมผสานกับความปรารถนาที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ เขาหันหลังเดินนำไปยังเส้นทางที่ทอดยาวสู่เทือกเขาคาร์นิคัส อโฟรไดท์ก้าวตามอย่างสง่างามทุกย่างก้าว แม้กลิ่นกำมะถันที่หนักอึ้งในอากาศจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
---
✨ เส้นทางสู่คาร์นิคัส
การเดินทางผ่านป่ามืดและที่ราบรกร้างใช้เวลาหลายชั่วโมง ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีแดงฉานราวเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลของเทพเจ้าโบราณ เมื่อทั้งสองมาถึงตีนเขาคาร์นิคัส ไอร้อนจากพื้นดินพวยพุ่งขึ้นราวลมหายใจของมังกรที่หลับใหล อโฟรไดท์สัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากส่วนลึกของภูเขา—พลังที่ทั้งร้อนแรงและโหดร้ายราวกับซิทรีเอง
“ระวังตัวให้ดี” เขาเตือน มือหนึ่งวางบนด้ามดาบ “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเทพีแห่งโอลิมปัสที่เอาแต่ร่ายมนต์รัก หากเจ้าพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ลาวาจะกลืนกินเจ้าไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นหวานเย็นราวน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางความร้อนระอุ “เจ้ากลัวว่าข้าจะละลายหายไปก่อนที่เจ้าจะได้สัมผัสข้ามากกว่านี้หรือ ซิทรี?”
เขาหันขวับมองเธอ ใบหน้าคมกริบของเขาขมวดแน่นด้วยความโกรธปนสับสน “เจ้าจะหยุดยั่วยวนข้าได้หรือไม่?”
“ทำไมข้าต้องหยุด?” เธอก้าวเข้าใกล้จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงฝ่ามือ กลิ่นหอมหวานจากร่างของเธอลอยวนรอบตัวเขา “เจ้าเองก็รู้ว่าเจ้าชอบมัน”
ซิทรีคว้ามือของเธอไว้ แรงบีบนั้นแน่นหนาจนเกือบเจ็บ แต่ดวงตาของเขาเผยให้เห็นความขัดแย้งภายใน “เจ้าเล่นกับไฟ อโฟรไดท์ และเจ้าก็รู้ดีว่าไฟอย่างข้ามันเผาผลาญทุกสิ่ง”
เธอยิ้ม ไม่ถอนมือ “บางที ข้าอาจอยากถูกเผาผลาญ”
วินาทีนั้น ความเงียบเข้ามาครอบงำ มีเพียงเสียงลมร้อนที่พัดผ่านและเสียงหัวใจของทั้งสองที่เต้นรัวราวกลองศึก ซิทรีปล่อยมือของเธอในที่สุด เขาหันหลังเดินต่อไป แต่ท่าทางของเขาแข็งทื่อราวพยายามข่มบางสิ่งไว้ อโฟรไดท์มองตามหลังเขา หัวใจของเธอเต้นแรงไม่แพ้กัน—ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากความตื่นเต้นที่ได้เห็นรอยร้าวในกำแพงเย็นชาของปีศาจผู้นี้
---
✨ การเผชิญภัยและความใกล้ชิด
เมื่อทั้งสองเข้าไปในโถงลึกของคาร์นิคัส ผนังหินสีดำเงาราวกระจกสะท้อนภาพของทั้งคู่ อโฟรไดท์และซิทรีต้องเผชิญกับกับดักแห่งเปลวเพลิง—กำแพงไฟที่พุ่งขึ้นจากรอยแยกในพื้นดิน และงูไฟที่เลื้อยออกมาจากเงามืด ซิทรีใช้ดาบของเขาฟันงูไฟตัวแล้วตัวเล่าจนร่างของมันแตกสลายเป็นเถ้าถ่าน ขณะที่อโฟรไดท์ร่ายมนต์แห่งลมเย็นจากโอลิมปัสเพื่อระงับเปลวเพลิงที่คุกคามทั้งสอง
ในจังหวะหนึ่ง งูไฟตัวใหญ่พุ่งเข้าใส่อโฟรไดท์จากด้านหลัง ซิทรีหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาพุ่งเข้าปกป้องเธอ ดาบของเขากรีดผ่านลำคอของงูจนมันล้มลง แต่ไอร้อนจากพิษของมันพุ่งเข้าปะทะแขนของเขา เขาคำรามด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่ยอมถอย
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” อโฟรไดท์ถาม เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยขณะที่มือของเธอแตะแผลไหม้บนแขนของเขา
“ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก” เขาตอบ หยดเลือดสีดำไหลจากแผล “เจ้าไม่ต้องห่วงข้า”
“ข้าไม่ได้ห่วง” เธอแย้ง แต่ดวงตาของเธอบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไป เธอฉีกชายผ้าจากชุดคลุมของเธอ พันรอบแผลของเขาด้วยความระมัดระวัง ปลายนิ้วของเธอสัมผัสผิวที่หยาบกร้านของเขาเบาๆ และในสัมผัสนั้นมีความอ่อนโยนที่ทำให้ซิทรีนิ่งไป
“ทำไมเจ้าถึงทำแบบนี้?” เขาถาม เสียงของเขาต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ
“เพราะข้าเลือกเจ้าเป็นคู่เดินทาง” เธอตอบ “และข้าจะไม่ปล่อยให้คู่ของข้าต้องเจ็บปวดโดยที่ข้าไม่ทำอะไรเลย”
คำพูดของเธอเหมือนลมร้อนที่พัดผ่านหัวใจของเขา เขามองเธอนานกว่าที่ควรจะเป็น ก่อนจะหันหน้าหนี “ไปกันต่อ หินแห่งเปลวเพลิงรอเราอยู่”
---
✨ ฉากแห่งการยั่วยวน
เมื่อทั้งสองมาถึงใจกลางของคาร์นิคัส ห้องโถงกว้างใหญ่ที่มีแท่นหินตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง บนแท่นนั้นคือ 'หินแห่งเปลวเพลิง'—อัญมณีสีแดงเข้มที่ลุกไหม้ด้วยไฟที่ไม่เคยดับ อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ แต่ซิทรีคว้าแขนของเธอไว้
“ระวัง” เขาเตือน “มันจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ไม่แข็งแกร่งพอ”
เธอหันมองเขา ดวงตาของเธอฉายแววซุกซน “แล้วเจ้าเล่า ซิทรี? เจ้าแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับไฟของข้าได้หรือไม่?”
ก่อนที่เขาจะตอบ เธอก้าวเข้าใกล้จนร่างของทั้งสองชิดกัน เธอยื่นมือลูบไล้เกราะที่ปกคลุมหน้าอกของเขา ปลายนิ้วของเธอเคลื่อนไหวช้าๆ ราวหยอกเย้ากับเส้นขอบของโลหะเย็น “ข้าสงสัยมานานแล้ว ว่าใต้เกราะนี้จะซ่อนอะไรไว้”
“หยุด” เขากระซิบ แต่เสียงของเขาแหบพร่า ไม่มีน้ำหนักของคำสั่ง
“ทำไม?” เธอเอียงศีรษะ ผมสีทองของเธอปลิวไหวราวเส้นแสง “เจ้ากลัวหรือว่าข้าจะค้นพบว่าเจ้าก็มีหัวใจที่เต้นเพื่อข้า?”
ซิทรีคว้าข้อมือของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ผลักเธอออก เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนลมหายใจของทั้งสองผสานกัน “เจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าปลุกอะไรขึ้นมา” เขากล่าว ดวงตาของเขาลุกโชนราวเปลวเพลิง “ถ้าข้าปล่อยให้ตัวเองสัมผัสเจ้า อาจไม่มีทางหวนกลับ”
เธอยิ้ม รอยยิ้มที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย “บางที ข้าก็ไม่อยากให้เจ้ากลับไปเป็นเหมือนเดิม”
เขานิ่งไป วินาทีนั้นโลกทั้งใบราวหยุดหมุน มีเพียงความร้อนจากหินแห่งเปลวเพลิงและไฟที่เริ่มลุกไหม้ในหัวใจของทั้งสอง อโฟรไดท์ยื่นมือคว้าหินจากแท่นด้วยความกล้าหาญ เสียงกรีดร้องของพลังงานดังขึ้น แต่ไฟนั้นไม่อาจทำร้ายเธอได้ เธอหันกลับมามองซิทรี ถือหินไว้ในมือ “ดูสิ ข้าทนไฟได้ แล้วเจ้าจะทนข้าได้หรือไม่?”
ซิทรีหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก เสียงนั้นทุ้มลึกและอบอุ่นเกินคาด “เจ้าไม่เคยยอมแพ้จริงๆ”
---
✨ ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น
เมื่อทั้งสองออกจากคาร์นิคัส หินแห่งเปลวเพลิงอยู่ในกำมือของอโฟรไดท์ พวกเขานั่งพักใกล้ลำธารที่ไหลผ่านหุบเขา ซิทรีสอนเธอเกี่ยวกับศาสตร์แห่งไฟ—วิธีควบคุมพลังที่เผาผลาญและเปลี่ยนมันให้เป็นเครื่องมือ เขาสังเกตเห็นว่าเธอเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่เขาคาดไว้
“เจ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด” เขายอมรับ “บางที เจ้าอาจไม่ใช่แค่เทพีแห่งความงามจริงๆ”
“และเจ้าก็ไม่ใช่แค่ปีศาจที่ไร้หัวใจ” เธอตอบ มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและร้อนแรง “เราต่างมีบางสิ่งที่ซ่อนไว้ ซิทรี และการเดินทางนี้กำลังเผยมันออกมา”
คืนนั้น ใต้ท้องฟ้าที่ระยิบระยับด้วยดวงดาว อโฟรไดท์นอนลงใกล้ซิทรีมากกว่าที่เคยเป็นมา ร่างของเธอแผ่อบอุ่นราวแสงตะวันยามเช้า เขาไม่ผลักเธอออก และในความเงียบนั้น ความผูกพันของทั้งสองเริ่มก่อตัว—รากฐานของบางสิ่งที่ลึกซึ้งและร้อนแรงยิ่งกว่าที่ทั้งคู่เคยคาดคิด
---
---
♦ ตอนที่ 3: ม่านแห่งความว่างเปล่าและเงาแห่งปรารถนา
แสงตะวันสีทองแดงลอยต่ำเหนือขอบฟ้าของทไวไลต์เรียม ทอแสงสุดท้ายลงบนพื้นดินที่แตกระแหงราวผิวหนังของมังกรโบราณ อโฟรไดท์ยืนอยู่บนยอดหน้าผาสูงชัน มองออกไปยังหุบเหวที่เต็มไปด้วยหมอกสีเทาดุจควันจากเตาเผาวิญญาณ ในมือของเธอคือ 'หินแห่งเปลวเพลิง'—สมบัติชิ้นที่สองที่เธอและซิทรีคว้ามาครอบครองจากทะเลทรายอัคคี หินนั้นยังคงร้อนระอุราวกับจับถ่านที่เพิ่งหลุดจากกองไฟ แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บปวด มีเพียงความตื่นเต้นที่พุ่งพล่านในเส้นเลือดของเธอ เพราะการเดินทางครั้งนี้ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว—เหลือเพียง 'ม่านแห่งความว่างเปล่า' ชิ้นสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในหุบเหวแห่งความเงียบงัน
ซิทรียืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาดูราวกับถูกหล่อหลอมจากเงามืดและเปลวไฟ ปีกหนังสีเทาของเขากางออกเล็กน้อยเพื่อรับลมเย็นที่พัดผ่าน ชุดเกราะของเขามีรอยขีดข่วนจากการต่อสู้กับอสูรกายในทะเลทราย แต่ดวงตาสีแดงเพลิงของเขายังคงลุกโชนด้วยพลังที่ไม่อาจดับได้ เขาหันมองอโฟรไดท์ ซึ่งกำลังยกหินแห่งเปลวเพลิงขึ้นส่องกับแสงตะวัน ผิวพรรณของเธอเรืองรองราวหินอ่อนที่ถูกขัดเกลาด้วยมือของเทพ ชุดคลุมบางเบาของเธอปลิวไหวตามสายลม เผยให้เห็นเส้นโค้งของเรือนร่างที่ทั้งบริสุทธิ์และเย้ายวนในเวลาเดียวกัน
“เจ้าจะยอมแพ้หรือไม่?” เขาเอ่ย เสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องราวฟ้าคำราม “หุบเหวแห่งความเงียบงันมิใช่ที่ที่เทพีแห่งความรักอย่างเจ้าจะทนได้ มันคือดินแดนแห่งความว่างเปล่า—ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่ลมหายใจ มีเพียงความหนาวเย็นที่กัดกินวิญญาณ”
อโฟรไดท์หันมองเขา ดวงตาสีมรกตของเธอฉายแววท้าทาย “ข้าไม่เคยยอมแพ้ ซิทรี และเจ้าจะได้เห็นว่าแม้แต่ความว่างเปล่าก็ไม่อาจดับไฟในตัวข้าได้” เธอก้าวเข้าใกล้เขา กลิ่นหอมหวานจากร่างกายของเธอลอยคละคลุ้งในอากาศราวน้ำหอมที่กลั่นจากดอกไม้แห่งโอลิมปัส “หรือว่าเจ้ากลัว กลัวว่าความเงียบนั้นจะเผยบางสิ่งในตัวเจ้า—บางสิ่งที่เจ้าไม่อาจซ่อนจากข้าได้?”
ซิทรีหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นหยาบกระด้างแต่แฝงด้วยความขบขัน “เจ้าเก่งนัก อโฟรไดท์ เก่งที่ทำให้แม้แต่ปีศาจอย่างข้าต้องลังเล” เขายื่นมือออกไปแตะปลายผมสีทองของเธอ นิ้วกร้านหยาบของเขาสัมผัสเส้นผมที่นุ่มราวไหมอย่างแผ่วเบา “แต่จงระวัง หากเจ้าลงไปในหุบเหวนั้นกับข้า เจ้าจะได้เห็นด้านที่มืดมิดที่สุดของข้า... และเจ้าจะหนีไม่พ้น”
เธอยิ้มตอบ มือของเธอยกขึ้นแตะหน้าอกของเขา ใต้เกราะเย็นเยียบนั้นเธอสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งดุดันและร้อนแรง “ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อหนี ซิทรี ข้ามาที่นี่เพื่อเผชิญหน้า และบางที... เพื่อครอบครอง”
---
✨ การเดินทางสู่หุบเหวแห่งความเงียบงัน
ทั้งสองเริ่มต้นการเดินทางลงสู่หุบเหว หมอกสีเทาหนาทึบกลืนกินแสงสว่างทั้งปวงราวม่านที่ทอจากความสิ้นหวัง อโฟรไดท์ก้าวตามซิทรีอย่างระมัดระวัง เท้าของเธอสัมผัสพื้นหินที่เย็นเยียบจนแทบจะดูดซับความอบอุ่นจากร่างกายของเธอไป ซิทรีนำทางด้วยความมั่นใจ ดาบในมือของเขาสะท้อนแสงจางๆ จากเปลวไฟที่เขาเรียกขึ้นมาเพื่อส่องทาง แต่ยิ่งลงไปลึกเท่าไร ความเงียบก็ยิ่งกดทับหนักขึ้นราวโซ่ที่มองไม่เห็น
“เจ้ารู้สึกไหม?” อโฟรไดท์กระซิบ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยจากความหนาวเย็น “ความว่างเปล่าที่นี่... มันเหมือนดึงบางสิ่งออกไปจากข้า”
ซิทรีหยุด歩 มองกลับมาที่เธอ “มันคือธรรมชาติของสถานที่นี้ มันจะฉีกทุกสิ่งที่เจ้ามี—ความหวัง ความกลัว แม้แต่ความรักของเจ้า—จนเหลือเพียงตัวตนที่แท้จริง” เขาก้าวเข้าใกล้เธอ มือหนึ่งวางลงบนไหล่ของเธออย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น “แต่เจ้าจะไม่เผชิญมันเพียงลำพัง ข้าอยู่ที่นี่”
คำพูดของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ไม่ใช่จากความกลัว แต่จากความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงดุดันนั้น เธอยกมือขึ้นแตะมือของเขา มองเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ “เจ้าเริ่มห่วงข้าแล้วหรือ ซิทรี? หรือว่านี่คือกลอุบายของปีศาจ?”
เขายิ้มมุมปาก “บางทีอาจทั้งสองอย่าง” เขาดึงเธอเข้าใกล้ ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนเธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวเขา ท่ามกลางความเย็นยะเยือกของหุบเหว “แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหายไปในความมืดนี้ ไม่ใช่ตอนนี้”
---
✨ การทดสอบของความว่างเปล่า
เมื่อทั้งสองไปถึงใจกลางหุบเหว พวกเขาพบกับแท่นหินโบราณที่ลอยอยู่ในอากาศราวถูกแขวนด้วยเส้นด้ายแห่งโชคชะตา บนแท่นนั้นคือ 'ม่านแห่งความว่างเปล่า'—ผ้าคลุมบางเบาสีเทาที่ไหวระริกราวสายน้ำแห่งแม่น้ำสติกซ์ แต่ก่อนที่พวกเขาจะคว้ามันได้ เงามืดขนาดมหึมาปรากฏขึ้น—ผู้พิทักษ์แห่งความว่างเปล่า อสูรกายไร้ใบหน้าที่มีร่างกายประกอบจากหมอกและเงา
ซิทรีผลักอโฟรไดท์ไปด้านหลัง ดาบของเขาลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดงเข้ม “อยู่ข้างหลังข้า!” เขาคำราม ก่อนพุ่งเข้าต่อสู้กับอสูรกายนั้น การต่อสู้ดุเดือดราวพายุที่โหมกระหน่ำ เงาของซิทรีและอสูรกายทับซ้อนกันในหมอกหนา อโฟรไดท์ไม่ยอมอยู่นิ่ง เธอเรียกพลังแห่งเสน่ห์ของตนขึ้นมา เสียงหวานของเธอดังก้องราวบทเพลงที่สะกดวิญญาณ อสูรกายชะงักไปชั่วขณะ เปิดโอกาสให้ซิทรีฟันดาบเข้าไปที่จุดศูนย์กลางของมันจนมันสลายไป
เมื่อทุกอย่างสงบลง ซิทรีหันกลับมามองเธอ ลมหายใจของเขาหอบหนักจากความเหนื่อยล้า “เจ้าไม่เคยฟังข้าเลยใช่ไหม?” เขากล่าว แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความชื่นชมซ่อนอยู่
อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปหาเขา หยดเลือดสีแดงเข้มจากแผลที่แขนของเขาหยดลงพื้น เธอยกมือขึ้นแตะบาดแผลนั้นเบาๆ “ข้าจะไม่ยืนดูเฉยๆ ในขณะที่เจ้าต่อสู้เพื่อข้า” เธอกระซิบ ดวงตาของเธอจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินคำพูด
---
✨ เปลวไฟแห่งความใกล้ชิด
ทั้งสองคว้า 'ม่านแห่งความว่างเปล่า' มาครอบครองสำเร็จ และเมื่อออกจากหุบเหวได้ พวกเขาตั้งแคมป์พักค้างคืนใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ไฟกองเล็กๆ ลุกโชนระหว่างทั้งสอง อโฟรไดท์นั่งลงใกล้ซิทรี ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นกำมะถันและโลหะจากร่างกายของเขา เธอยื่นมือออกไปแตะแผลที่แขนของเขา “เจ้าเจ็บหรือไม่?” เธอถาม เสียงของเธอนุ่มนวลราวสายลมยามค่ำ
ซิทรีมองเธอนิ่ง “ข้าทนได้” เขาตอบ แต่เมื่อเธอเลื่อนปลายนิ้วไปตามรอยแผลอย่างแผ่วเบา เขาก็รู้สึกถึงความร้อนที่ไม่ใช่จากบาดแผล แต่จากสัมผัสของเธอ เขาคว้ามือของเธอไว้ ดึงเธอเข้ามาใกล้จนใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงลมหายใจ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ อโฟรไดท์” เขากระซิบ เสียงของเขาสั่นด้วยความปรารถนาที่เขาพยายามกดข่ม
เธอยิ้ม มืออีกข้างของเธอเลื่อนขึ้นแตะใบหน้าของเขา “บางทีข้าอาจอยากถูกไฟนั้นเผา” เธอตอบ ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะแตะลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา การจูบนั้นสั้นแต่ร้อนแรงราวประกายไฟที่จุดระเบิดในความมืด ซิทรีตอบรับด้วยความหิวกระหาย มือของเขารั้งเอวของเธอไว้แน่น ความเย็นจากม่านแห่งความว่างเปล่าที่วางอยู่ข้างๆ ไม่อาจดับความร้อนที่ลุกโชนระหว่างทั้งสองได้
เมื่อทั้งสองผละออกจากกัน ดวงตาของซิทรีลุกไหม้ด้วยบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเปลวไฟ “เจ้าทำให้ข้าอยากละทิ้งทุกสิ่ง” เขากล่าว “แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นเพียงฝันที่เลือนหาย”
อโฟรไดท์วางศีรษะลงบนไหล่ของเขา “และข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นเพียงเงาในความทรงจำของข้า” เธอกระซิบ คืนนั้นทั้งสองนั่งเคียงกัน ท่ามกลางความเงียบที่อบอุ่นด้วยไฟแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
---
---
♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันแห่งไฟรักในวิหารร้าง
ท้องฟ้าของทไวไลต์เรียมถูกระบายด้วยสีม่วงเข้มราวหมึกที่หยดลงบนผืนผ้าใบแห่งราตรี ลมเย็นพัดผ่านซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา 柱หินสีขาวที่ครั้งหนึ่งเคยสูงสง่างามได้ล้มพังลงครึ่งหนึ่ง ปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่เลื้อยราวเส้นเลือดของโลกที่ยังคงเต้นอยู่ อโฟรไดท์ยืนอยู่ตรงกลางแท่นหินกลมขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของวิหาร แสงจันทร์สาดลงบนร่างของเธอ เปลี่ยนชุดคลุมบางเบาของเธอให้กลายเป็นผ้าคลุมที่เรืองรองดุจแสงแห่งดวงดาว ในมือของเธอคือสมบัติทั้งสาม—'กุญแจแห่งเงา', 'หินแห่งเปลวเพลิง', และ 'ม่านแห่งความว่างเปล่า'—ที่เธอและซิทรีร่วมกันเสาะหามาด้วยหยาดเหงื่อและเลือด
ซิทรียืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของแท่น ร่างสูงใหญ่ของเขาดูราวกับถูกหล่อหลอมจากเงามืดและเปลวไฟ ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาจ้องมองสมบัติทั้งสามด้วยความโหยหาที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึก เขาเปลือยเกราะออกแล้ว เหลือเพียงเสื้อผ้าสีดำที่รัดแน่นกับกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ปีกหนังสีเทาของเขากางออกเต็มที่ราวพร้อมจะโผบินสู่อิสรภาพที่เขาใฝ่ฝันมานานนับพันปี “ถึงเวลาแล้ว” เขากล่าว เสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและสั่นสะท้านด้วยพลังที่ถูกกดข่ม “พิธีปลดปล่อยนี้จะฉีกพันธนาการของโซโลมอนออกจากข้า... แต่ข้าจะต้องเผชิญกับราคะและความเจ็บปวดที่ถูกสะสมไว้ในวิญญาณของข้ามานาน”
อโฟรไดท์ก้าวเข้าใกล้เขา ดวงตาสีมรกตของเธอฉายแววแห่งความเข้าใจ “ข้ารู้ ซิทรี ข้าสัมผัสได้ถึงไฟที่เผาผลาญเจ้ามาตั้งแต่แรกที่เราเจอกัน” เธอวางสมบัติทั้งสามลงบนแท่นอย่างแผ่วเบา “ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าในพิธีนี้ ไม่ว่าเจ้าจะต้องเผชิญกับอะไร”
ซิทรีมองเธอนิ่ง “เจ้าไม่เข้าใจหรอก อโฟรไดท์ เมื่อพันธนาการนี้แตกสลาย ไฟแห่งความปรารถนาของข้าจะลุกโชนเกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้ มันอาจเผาเจ้าจนมอดไหม้ไปด้วย”
เธอยิ้มตอบ มือของเธอยกขึ้นแตะใบหน้าของเขา “ข้าไม่กลัวไฟของเจ้า เพราะข้าเองก็มีเปลวไฟในตัวข้าเช่นกัน” เธอกระซิบ “ปล่อยให้มันเผาเถิด ซิทรี และข้าจะมอบความปรารถนาของข้าเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของเจ้า”
---
✨ พิธีปลดปล่อย
พิธีเริ่มต้นเมื่อซิทรีวางมือลงบนแท่นหิน สมบัติทั้งสามลุกโชนขึ้นพร้อมกัน—กุญแจแห่งเงาสะท้อนแสงสีดำสนิทราวหลุมลึก หินแห่งเปลวเพลิงลุกไหม้ด้วยไฟสีแดงเข้ม และม่านแห่งความว่างเปล่าปลิวไหวราวสายลมที่พัดผ่านความว่างเปล่า อโฟรไดท์ท่องบทสวดโบราณที่ซิทรีสอนเธอ เสียงของเธอหวานราวน้ำผึ้งที่หยดลงบนผลทับทิม ทว่ามีพลังที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นของวิหาร พลังงานสีทองและสีดำปะทะกันในอากาศราวพายุแห่งแสงและเงา
ซิทรีคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาสั่นสะท้านเมื่อโซ่ที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการวิญญาณของเขาเริ่มแตกสลาย เขาคุกเข่าลง เปลวไฟสีแดงเข้มลุกโชนรอบตัวเขา อโฟรไดท์ไม่ลังเล เธอก้าวเข้าไปในวงแหวนแห่งไฟนั้น มือของเธอแตะไหล่ของเขา ผิวของเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา—ร้อนราวกับเธอจับดวงตะวันไว้ในอ้อมแขน
“ข้าอยู่ที่นี่” เธอกระซิบ ปลายนิ้วของเธอเลื่อนลงตามแนวกระดูกสันหลังของเขา ราวกับเธอกำลังวาดเส้นทางแห่งแสงลงบนผืนผ้าของเงามืด “ปลดปล่อยมันออกมาเถิด ซิทรี ข้าจะรับมันไว้”
ซิทรีเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหิวกระหายที่ไม่อาจควบคุมได้ เขาดึงเธอลงมานั่งบนตักของเขา มือของเขารั้งเอวของเธอไว้แน่น ความร้อนจากร่างกายของเขาซึมผ่านชุดคลุมบางของเธอราวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง “เจ้าแน่ใจหรือ?” เขากระซิบ เสียงของเขาสั่นด้วยความปรารถนา “เมื่อข้าเริ่มแล้ว ข้าจะหยุดไม่ได้”
เธอพยักหน้า ริมฝีปากของเธอแตะลงบนคอของเขาอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าหยุด” เธอตอบ ก่อนที่พิธีจะสิ้นสุดลงด้วยแสงสว่างที่ระเบิดออกจากแท่นหิน ซิทรีเป็นอิสระ และไฟแห่งความปรารถนาของเขาก็ลุกโชนเต็มที่
---
✨ เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งไฟรัก
เมื่อพิธีสิ้นสุด ซิทรีและอโฟรไดท์ตกลงปลงใจที่จะใช้เวลา 7 วัน 7 คืนด้วยกันในวิหารร้างแห่งนี้ เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่ทั้งสองกดข่มมานาน คืนแรกเริ่มต้นด้วยความเงียบที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ซิทรีนั่งพิง柱หินที่ล้มลง มองอโฟรไดท์ที่ยืนอยู่ใกล้แท่นหิน เธอถอดผ้าคลุมบางออกช้าๆ เผยให้เห็นผิวพรรณที่เรืองรองราวหิมะที่ถูกแสงจันทร์สาดส่อง
“มองข้าสิ ซิทรี” เธอเอ่ย เสียงของเธอนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลัง “มองข้าด้วยดวงตาของเจ้า และบอกข้าว่าเจ้าเห็นอะไร”
เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเธอ ดวงตาของเขาลื่นไหลไปตามเส้นโค้งของร่างกายเธอราวสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขา “ข้าเห็นเทวีที่งดงามเกินกว่าคำพูดใดๆ จะพรรณนาได้” เขากล่าว มือของเขาแตะที่ไหล่ของเธอ ปลายนิ้วของเขาร้อนราวถ่านไฟ “แต่ข้ายังเห็นไฟที่ลุกโชนในตัวเจ้า—ไฟที่ดึงข้ามาใกล้จนข้าไม่อาจถอนตัวได้”
เธอยิ้ม มือของเธอเลื่อนขึ้นแตะหน้าอกของเขา สัมผัสถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรงราวกลองแห่งสงคราม “แล้วเจ้าจะรออะไร?” เธอกระซิบ ก่อนดึงเขาเข้ามาจูบ การจูบนั้นลึกซึ้งและร้อนแรงราวพายุไฟที่โหมกระหน่ำ ลิ้นของทั้งสองพันกันราวเส้นด้ายแห่งโชคชะตาที่ทอเข้าด้วยกัน กลิ่นกำมะถันจากร่างของซิทรีผสมกับกลิ่นหอมหวานจากผิวของอโฟรไดท์ สร้างความรู้สึกที่ทั้งดิบเถื่อนและศักดิ์สิทธิ์
ทั้งสองล้มตัวลงบนแท่นหินที่เย็นเยียบ ซิทรีวางร่างของเธอลงอย่างนุ่มนวล มือของเขาเลื่อนไปตามแนวสะโพกของเธอ ราวกับเขากำลังสำรวจดินแดนที่เขาเพิ่งพิชิตได้ ผิวของเธอนุ่มราวกำมะหยี่ แต่สัมผัสของเขากลับจุดประกายความร้อนที่ลุกลามไปทั่วร่าง เธอครางเบาๆ เมื่อริมฝีปากของเขากดลงบนไหล่ของเธอ เสียงนั้นหวานราวบทเพลงที่ลอยล่องในสายลม
“เจ้าเหมือนแสงที่ส่องผ่านเงามืดของข้า” เขากระซิบ ปลายนิ้วของเขาเลื่อนลงไปตามแนวท้องของเธอ ช้าๆ ราวกับเขากำลังวาดภาพแห่งความปรารถนาด้วยสัมผัส เธอโค้งตัวขึ้นรับสัมผัสนั้น หัวใจของเธอเต้นรัวราวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง
“และเจ้าเหมือนเงาที่โอบกอดแสงของข้า” เธอตอบ มือของเธอจับผมสีดำยาวของเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนแทบกลายเป็นหนึ่งเดียว ความร้อนจากตัวเขาผสมกับความเย็นจากหินใต้ร่างของเธอสร้างความรู้สึกที่ตัดกันแต่ลงตัวราวหยินและหยาง
---
✨ ความรักที่ลึกซึ้ง
ในคืนที่สาม ซิทรีจุดไฟกองเล็กๆ ใกล้แท่นหิน ทั้งสองนอนเคียงกัน มองเปลวไฟที่เต้นระยิบระยับราวดวงดาวที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า อโฟรไดท์วางศีรษะลงบนหน้าอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เคยดุดันแต่ตอนนี้เต้นอย่างสงบ “เจ้าเคยคิดไหม” เธอเอ่ย “ว่าความรักจะพาเรามาถึงจุดนี้?”
ซิทรีลูบผมของเธอเบาๆ “ข้าไม่เคยเชื่อในความรัก จนกระทั่งเจ้ามาเผยให้ข้าเห็นว่าแม้แต่ปีศาจก็ยังโหยหามัน” เขากล่าว “เจ้าเปลี่ยนข้า อโฟรไดท์ ไม่ใช่ด้วยพลังของเทพี แต่ด้วยตัวตนของเจ้า”
เธอเงยหน้ามองเขา “และเจ้าก็เปลี่ยนข้าเช่นกัน” เธอตอบ ก่อนที่ทั้งสองจะจูบกันอีกครั้ง การจูบนั้นนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความหมายราวคำสัญญาที่ไม่ต้องเอ่ยออกมา
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไปด้วยความร้อนแรงและความอ่อนโยนที่ผสมผสานกัน ทุกสัมผัส ทุกคำพูด ทุกสายตา ล้วนเป็นบทกวีที่ทั้งสองเขียนร่วมกันบนแท่นหินแห่งนี้ เมื่อถึงเช้าของวันที่เจ็ด ซิทรีและอโฟรไดท์ยืนจับมือกัน มองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้น “นี่ไม่ใช่จุดจบ” เธอกล่าว “แต่มันคือจุดเริ่มต้น”
ซิทรีพยักหน้า “และข้าจะรอวันที่เจ้ากลับมา” เขาตอบ คำสัญญานั้นถูกผนึกไว้ด้วยการโอบกอดที่อบอุ่นและร้อนแรง—สัญญาณของไฟรักที่ไม่มีวันดับ
---
---
♦ ตอนที่ 5: สัญญาแห่งราตรีและแสงตะวัน
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงบนซากวิหารร้างของทไวไลต์เรียม เปลี่ยนสีม่วงเข้มของท้องฟ้าให้กลายเป็นผืนผ้าที่ระยิบระยับด้วยสีทองและส้มราวผลไม้สุกงอมที่รอการเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านเถาวัลย์สีดำที่เลื้อยปกคลุม柱หินโบราณ พัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ซ่อนตัวอยู่ในรอยแตกของหินมาสู่แท่นกลมที่อโฟรไดท์และซิทรียืนเคียงกัน เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งไฟรักได้สิ้นสุดลงแล้ว ทว่าความอบอุ่นในหัวใจของทั้งสองยังคงลุกโชนราวเปลวไฟที่ไม่เคยมอดดับ
อโฟรไดท์หันมองซิทรี ร่างสูงใหญ่ของเขายังคงน่าเกรงขาม แม้ว่าเกราะและดาบของเขาจะถูกวางพักไว้ข้างแท่นหิน ปีกหนังสีเทาของเขากางออกเล็กน้อยเพื่อรับแสงตะวัน ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยความดุดันและเย็นชา ตอนนี้ฉายแววแห่งความสงบและความอ่อนโยนที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่านอนหลับอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ เธอยิ้มให้เขา เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวตามสายลม ราวเส้นแสงที่หลุดออกมาจากม่านแห่งโอลิมปัส
“เจ้าสามารถสัมผัสมันได้หรือไม่?” เธอเอ่ย เสียงของเธอหวานราวน้ำผึ้งที่หยดลงบนผลทับทิม “อิสรภาพของเจ้า... มันอยู่ในลมหายใจของเจ้า ในสายลมที่พัดผ่านปีกของเจ้า”
ซิทรีสูดลมหายใจลึกๆ มือของเขายกขึ้นสัมผัสอากาศราวกับต้องการจับความรู้สึกนั้นไว้ “ข้าสัมผัสได้” เขากล่าว เสียงทุ้มต่ำของเขานุ่มนวลกว่าที่เคย “พันธนาการของโซโลมอนหายไปแล้ว ข้ารู้สึกถึงน้ำหนักที่ถูกยกออกจากวิญญาณของข้า” เขาหันมองเธอ “แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่หนักแน่นยิ่งกว่า... บางสิ่งที่เจ้ามอบให้ข้า”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังเงินที่ดังก้องในยามเช้า “เจ้าเริ่มพูดเหมือนกวีแล้ว ซิทรี ข้ามิได้คาดหวังสิ่งนี้จากปีศาจแห่งเงามืด”
เขายิ้มมุมปาก ก้าวเข้าไปใกล้เธอ “บางทีข้าอาจเรียนรู้จากเทวีแห่งความรัก” เขาตอบ มือของเขาแตะไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา “เจ้าให้มากกว่าอิสรภาพแก่ข้า อโฟรไดท์ เจ้าให้ความหมายแก่การมีชีวิตอยู่นี้”
---
✨ คำสาบานแห่งแม่น้ำสติกซ์
แต่ท่ามกลางความอบอุ่นนั้น อโฟรไดท์รู้ดีว่าการเดินทางของเธอยังไม่สิ้นสุด เธอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของคำสาบานที่เคยให้ไว้กับแม่น้ำสติกซ์—สายน้ำแห่งความตายที่แม้แต่เทพแห่งโอลิมปัสยังหวาดกลัว เธอสัญญาว่าจะชุบชีวิตอะโดนิส ชายหนุ่มมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดวงตะวันในหัวใจของเธอ และเพื่อทำเช่นนั้น เธอจำเป็นต้องออกเดินทางต่อ เรียนรู้ศาสตร์ลึกลับจากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนให้ครบถ้วน
เธอหันไปมองซิทรี ดวงตาสีมรกตของเธอฉายแววแห่งความเสียใจผสมกับความมุ่งมั่น “ข้าต้องไป” เธอกล่าว “เจ้ารู้ถึงคำสาบานของข้า ข้ามิอาจหนีจากมันได้”
ซิทรีนิ่งไปชั่วขณะ ความเงียบระหว่างทั้งสองหนักอึ้งราวหินที่กดทับลงบนหน้าอก แต่แล้วเขาก็พยักหน้า “ข้ารู้” เขากล่าว “และข้าจะไม่ขัดขวางเจ้า คำสาบานของเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า เช่นเดียวกับที่พันธนาการของโซโลมอนเคยเป็นส่วนหนึ่งของข้า”
เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา มือของเธอยกขึ้นแตะใบหน้าของเขา ปลายนิ้วของเธอสัมผัสผิวกร้านของเขาเบาๆ “แต่ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไปตลอดกาล” เธอกระซิบ “ข้าสัญญาว่าจะกลับมาหาเจ้า ทุกๆ ปี ข้าจะมาอยู่กับเจ้า 7 วัน 7 คืน บนวิหารแห่งนี้ ที่ที่เราได้พบกัน ที่ที่เราได้รักกัน”
ซิทรีคว้ามือของเธอไว้ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ็ดวันเจ็ดคืนอาจไม่เพียงพอสำหรับข้า” เขากล่าว “แต่ข้าจะรอ ข้าจะรอเจ้าเสมอ อโฟรไดท์ เพราะแม้แต่ปีศาจอย่างข้าก็รู้แล้วว่า ความรักคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในการรอคอย”
เธอยิ้ม น้ำตาหยดเล็กๆ เอ่อขึ้นในดวงตาของเธอ แต่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า หากเป็นน้ำตาแห่งความสุข “และข้าจะกลับมาเสมอ” เธอตอบ “ไม่ว่าข้าจะต้องเดินทางไกลแค่ไหน ข้าจะกลับมาหาเจ้า เพราะหัวใจของข้าจะอยู่ที่นี่... กับเจ้า”
---
✨ การจากลาด้วยความหวัง
เมื่อถึงเวลาที่อโฟรไดท์ต้องออกเดินทาง เธอสวมชุดคลุมสีขาวที่เรืองรองราวแสงจันทร์อีกครั้ง ซิทรียื่น 'ม่านแห่งความว่างเปล่า' ที่กลายเป็นผ้าคลุมบางเบาให้เธอ “เก็บมันไว้” เขากล่าว “มันจะเตือนเจ้าให้คิดถึงข้า ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด”
เธอรับผ้าคลุมนั้นด้วยรอยยิ้ม “และเจ้าจะเก็บอะไรไว้คิดถึงข้า?” เธอถาม
ซิทรีหยิบ 'หินแห่งเปลวเพลิง' ที่เย็นลงแล้วจากแท่นหิน “สิ่งนี้” เขาตอบ “มันจะเตือนข้าว่าไฟในตัวข้ามิได้เผาไหม้เพียงลำพัง แต่มันลุกโชนเพราะเจ้า”
ทั้งสองโอบกอดกันครั้งสุดท้าย ร่างของอโฟรไดท์แนบชิดกับร่างของซิทรี ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาโอบล้อมเธอราวผ้าห่มแห่งแสงตะวัน กลิ่นกำมะถันจากตัวเขาผสมกับกลิ่นหอมหวานจากผิวของเธอ สร้างความทรงจำที่ทั้งสองจะเก็บไว้ตลอดไป เมื่อเธอผละออกมา เธอมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำสัญญา “พบกันใหม่ ซิทรี” เธอกล่าว
“พบกันใหม่ อโฟรไดท์” เขาตอบ ก่อนมองเธอเดินจากไป เงาของเธอค่อยๆ จางหายไปในแสงยามเช้า แต่หัวใจของเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การจากลา—มันคือจุดเริ่มต้นของการรอคอยที่เต็มไปด้วยความหวัง
---
✨ หนึ่งปีต่อมา
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมที่พัดผ่านฤดูกาล ซิทรีนั่งอยู่บนแท่นหินของวิหารร้าง มองออกไปยังขอบฟ้าที่ระยิบระยับด้วยดวงดาว เขาถือหินแห่งเปลวเพลิงไว้ในมือ ความเย็นของมันถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากความทรงจำของอโฟรไดท์ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าบางเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันไปมอง และที่นั่น—อโฟรไดท์ยืนอยู่ ผ้าคลุมสีขาวของเธอปลิวไหวตามสายลมยามค่ำ ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความสุขเมื่อเห็นเขา
“ข้าบอกแล้วว่า ข้าจะกลับมา” เธอกล่าว รอยยิ้มของเธอสว่างไสวราวดวงจันทร์เต็มดวง
ซิทรีลุกขึ้น เดินเข้าไปหาเธอด้วยก้าวยาวๆ “และข้าบอกแล้วว่า ข้าจะรอ” เขาตอบ ก่อนดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด การโอบกอดนั้นอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ทั้งสองหัวเราะร่วมกัน เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องไปทั่ววิหารร้าง กลายเป็นบทเพลงแห่งความสุขที่ลอยล่องไปกับสายลม เจ็ดวันเจ็ดคืนใหม่กำลังจะเริ่มต้น และในหัวใจของทั้งคู่ พวกเขารู้ดีว่านี่คือความรักที่ไม่มีวันจบสิ้น—ความรักที่เกิดจากเงามืดและแสงสว่าง จากเทพีและปีศาจ จากการเดินทางที่ผูกพันพวกเขาไว้ด้วยกันตลอดไป
---
✨ บทส่งท้าย
ทไวไลต์เรียมยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยต่อระหว่างโลกมนุษย์และอาณาจักรลึกลับ แต่สำหรับอโฟรไดท์และซิทรี มันคือบ้าน—บ้านที่หัวใจของทั้งสองจะกลับมาพบกันทุกๆ ปี บนแท่นหินแห่งนั้น ความรักของพวกเขาได้ทิ้งร่องรอยไว้ เป็นตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ดวงดาว และเป็นคำสัญญาที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
จบ.
—
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
11 ‘The 7 Nights in the Twilight Realm’ (Aphrodite & Duke Gusion)
SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & Duke Gusion)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ ตอนที่ 1: การตามหาในเงามืด
ท้องฟ้าสีครามเข้มของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ถูกฉาบด้วยแสงจันทร์สีเงินระยิบระยับราวกับผืนผ้าทอจากดวงดาว แสงนั้นตกลงกระทบพื้นหินอ่อนเย็นเยียบของวิหารร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ป่าผสมผสานกับกลิ่นดินชื้น อโฟรไดท์ เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณขาวดุจหิมะและดวงตาสีน้ำผึ้งที่ลุกโชนด้วยพลังแห่งเสน่ห์ ก้าวย่างอย่างสง่างามผ่านพุ่มไม้หนาที่ยื่นกิ่งก้านราวกับจะรั้งเธอไว้ เธอสวมชุดคลุมบางเบาสีขาวที่พลิ้วไหวตามสายลม เผยให้เห็นเรือนร่างโค้งเว้าที่ชวนให้มนุษย์และเทพต้องสยบแทบเท้า แต่คืนนี้ เธอไม่ได้มาเพื่อมนุษย์หรือเทพใดๆ หากแต่เพื่อเขา—ดยุกกูซีออน หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลมอน ผู้ที่ตำนานเล่าขานถึงความป่าเถื่อนและพลังอันน่าสะพรึงกลัว
อโฟรไดท์หยุดยืน มือเรียวยกขึ้นปัดผมสีทองที่ปลิวไสว เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องจากด้านหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความตื่นเต้น เธอรู้ว่าเขาอยู่ใกล้แล้ว เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนร่างสูงใหญ่ปรากฏจากเงามืดของต้นโอ๊กโบราณ กูซีออนมีรูปลักษณ์ดุดันสมคำร่ำลือ ร่างกายกำยำราวกับถูกหล่อจากเหล็กกล้า ผิวสีเข้มคล้ำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านราวกับบันทึกสงคราม ดวงตาสีแดงเพลิงลุกโชนราวกับเปลวไฟแห่งนรก ผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงปลิวไสวตามลม และกรงเล็บแหลมคมที่ยื่นออกจากนิ้วทั้งสิบสะท้อนแสงจันทร์อย่างน่าสะพรึง เขาสวมเกราะหนังสีเข้มที่แนบสนิทกับร่างกาย ทว่ามันไม่อาจซ่อนกล้ามเนื้อที่ปูดโปนหรือพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับพายุ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เทพีแห่งความรัก?” เสียงของกูซีออนทุ้มต่ำและหยาบกร้านราวกับหินที่ถูกขูดขีด เขาก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ ลอยคละคลุ้งในอากาศ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า ไม่มีมนุษย์โง่เง่าให้เจ้าหลอกล่อด้วยรอยยิ้มหวานๆ ของเจ้า”
อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างท้าทาย เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาโดยไม่หวั่นเกรงต่อกรงเล็บหรือดวงตาที่จ้องมองเธอราวกับจะฉีกเธอออกเป็นเสี่ยงๆ “ข้ามิได้มาหามนุษย์ ข้ามาเพื่อเจ้า ดยุกกูซีออน ผู้ที่รู้แจ้งในศาสตร์ลึกลับแห่งโซโลมอน ข้าต้องการบางสิ่งจากเจ้า และข้าก็รู้ว่าเจ้าต้องการบางสิ่งเช่นกัน”
กูซีออนหัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วป่า “เจ้า? เทพีผู้หยิ่งผยองแห่งโอลิมปัส ต้องการสิ่งใดจากข้า ปีศาจที่ถูกสาปให้ติดอยู่ในพันธะแห่งแหวน? อย่าทำให้ข้าขบขันไปกว่านี้เลย” เขาหยุดหัวเราะกะทันหัน ดวงตาแดงเพลิงจ้องมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “หรือว่าเจ้าจะมาหาความตื่นเต้นจากสิ่งที่เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจ?”
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการปลดปล่อยตัวเอง” อโฟรไดท์ตอบกลับอย่างมั่นใจ เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลัง “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังตามหาไอเทมวิเศษสามชิ้นที่ซ่อนอยู่ในอาณาจักรนี้เพื่อทำลายพันธะแห่งแหวนของโซโลมอน ข้าจะช่วยเจ้าได้”
“ช่วยข้า?” กูซีออนเย้ยหยัน “เจ้าไม่มีวันเข้าใจราคาที่ข้าต้องจ่าย ความเจ็บปวดที่ข้าต้องแบกรับ เจ้าจะช่วยข้าได้อย่างไรกัน?”
“ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาไอเทมทั้งสามชิ้นนั้น” เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกจนเกือบสัมผัสเขา กลิ่นหอมจากร่างเธอลอยเข้าจมูกเขา ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเพลิงของเขา “แต่เจ้าจะต้องมอบบางสิ่งให้ข้าเป็นการตอบแทน ข้าต้องการศาสตร์ลึกลับที่เจ้ารู้ เพื่อที่ข้าจะได้ชุบชีวิตอะโดนิส ผู้เป็นที่รักของข้า”
ชื่อนั้น—อะโดนิส—ทำให้กูซีออนขบกรามแน่น ความโกรธปะทุขึ้นในอกของเขา แต่ขณะเดียวกัน แสงในดวงตาของอโฟรไดท์และน้ำเสียงที่มั่นใจของเธอก็จุดประกายบางอย่างในตัวเขา เขาก้มมองเธอ ร่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความเย่อหยิ่ง “เจ้าจะชุบชีวิตเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นั้นเพื่ออะไร? เพื่อให้เขากลับไปตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอ้อมกอดของเจ้า? ความรักของเจ้ามันไร้สาระ เทพี มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่เจ้าใช้หลอกตัวเอง”
“และความรักของเจ้าล่ะ?” อโฟรไดท์โต้กลับทันควัน เธอยิ้มกว้างขึ้น มือเรียวยกขึ้นแตะที่หน้าอกเกราะของเขาเบาๆ “เจ้าไม่เคยรู้จักมันเลยใช่ไหม? เจ้าถูกพันธนาการด้วยโซ่แห่งโซโลมอน แต่ที่จริงแล้ว โซ่ที่แท้จริงคือหัวใจที่เย็นชาของเจ้า ความรักมิใช่ภาพลวง มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าก็หนีไม่พ้น”
กูซีออนสะบัดมือของเธอออก แต่สัมผัสนั้นกลับทิ้งรอยอุ่นไว้ที่อกของเขา เขาก้าวถอยหลัง ดวงตาเพลิงลุกวาว “เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว เทพี ถ้าจะช่วยข้าจริง ก็พิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหวานๆ”
“ได้” อโฟรไดท์ตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าจะตามเจ้าไปทุกหนแห่งในอาณาจักรนี้ จนกว่าเราจะพบไอเทมทั้งสาม และเจ้าจะต้องสอนข้าทุกอย่างที่ข้าต้องการรู้”
กูซีออนมองเธออยู่นาน ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้และเสียงหายใจของทั้งสองที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกถึงพลังดึงดูดจากเธอ มันไม่ใช่แค่เสน่ห์ของเทพีแห่งความรัก แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น—อันตรายกว่านั้น เขาเกลียดความรู้สึกนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเริ่มอยากรู้ อยากเห็นว่าเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน
“ตามมา ถ้าจะกล้า” เขากล่าวในที่สุด แล้วหันหลังเดินเข้าสู่เงามืดของป่า อโฟรไดท์ยิ้มให้กับชัยชนะเล็กๆ นี้ เธอก้าวตามเขาไปโดยไม่ลังเล หัวใจเต้นแรงด้วยความท้าทายและความหวัง
---
คืนนั้น ทั้งสองเริ่มการเดินทางร่วมกัน กูซีออนนำทางผ่านเส้นทางคดเคี้ยวของป่าทไวไลต์ อโฟรไดท์เดินตามอย่างสง่างามราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของแสงจันทร์ ระหว่างทาง พวกเขาเผชิญกับกับดักแรก—หุบเขาหินที่เต็มไปด้วยเงามืดเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต กูซีออนใช้พลังของเขาในการต่อสู้ ขณะที่อโฟรไดท์ใช้เสน่ห์ของเธอหลอกล่อเงาเหล่านั้นให้สับสน ฉากนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและการประสานงานที่ไม่คาดคิด ทั้งสองเริ่มมองเห็นคุณค่าของกันและกัน แม้จะยังไม่ยอมรับออกมาดังๆ
เมื่อถึงยามดึก พวกเขาหยุดพักที่ลำธารใสสะอาด อโฟรไดท์นั่งลงบนโขดหิน มองดูกูซีออนที่ยืนจ้องน้ำด้วยท่าทีครุ่นคิด “เจ้าเคยรักใครสักคนบ้างไหม?” เธอถามกะทันหัน
เขาหันมามองเธอ ดวงตาแดงเพลิงสงบนิ่งเป็นครั้งแรก “ข้าไม่ต้องการมัน มันทำให้อ่อนแอ”
“หรือว่ามันทำให้เจ้าเป็นอิสระ?” อโฟรไดท์โต้กลับ เธอลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้เขา “เจ้ากลัวมันต่างหาก กูซีออน เพราะเจ้าไม่เคยสัมผัสมัน”
เขาจ้องเธออยู่นาน ก่อนจะหันหน้าหนี “นอนเสีย เทพี พรุ่งนี้เรายังต้องไปต่อ”
อโฟรไดท์ยิ้ม เธอรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเติบโตขึ้นจากที่นี่ จากคืนนี้ และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ—ทั้งอะโดนิส และบางที...อาจจะเป็นหัวใจของปีศาจตนนี้ด้วย
---
♦ ตอนที่ 2: เงาแห่งความปรารถนา
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านม่านใบไม้หนาที่ยอดไม้แห่งป่าทไวไลต์เรียวม์ ทอประกายสีทองอ่อนลงสู่พื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสเขียวขจี อโฟรไดท์ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งการพักผ่อนบนโขดหินเรียบ เธอยืดกายอย่างงดงามราวกับแมวที่ตื่นจากฝัน ชุดคลุมบางเบาของเธอขยับไหวเผยให้เห็นผิวขาวนวลที่สะท้อนแสงแดดราวกับไข่มุก ดวงตาสีน้ำผึ้งมองไปยังกูซีออนที่ยืนอยู่ริมลำธาร เขากำลังลับกรงเล็บของตนกับหินแกรนิต แสงแดดกระทบเกราะหนังสีเข้มของเขา ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงแน่นดูเด่นชัดยิ่งขึ้น
“เจ้าจะยืนลับกรงเล็บอยู่นั่นทั้งวันหรืออย่างไร?” อโฟรไดท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น เธอลุกขึ้นเดินไปหาเขา สะโพกพลิ้วไหวอย่างจงใจราวกับกำลังเต้นระบำแห่งการยั่วยวน “เราควรออกเดินทางได้แล้ว ไอเทมชิ้นแรกอยู่ที่ใดกัน?”
กูซีออนหันมามองเธอ ดวงตาแดงเพลิงลุกวาวด้วยความหงุดหงิดปนสนใจ “เจ้าจะรีบไปตายหรืออย่างไร เทพี? ไอเทมชิ้นแรกอยู่ในถ้ำเงามืด ทางทิศเหนือของป่า แต่มันไม่ได้มาง่ายๆ อย่างที่เจ้าคิด” เขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องที่รอยยิ้มมั่นใจของเธอ “หรือเจ้าคิดว่าเสน่ห์ของเจ้าจะทำให้ทุกอย่างยอมจำนน?”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกังวานราวกับระฆังเงิน “ข้าไม่คิดอย่างนั้นหรอก ปีศาจ ข้ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ข้าก็ไม่กลัว และเจ้าก็ควรรู้ว่าข้าจะไม่ยอมแพ้” เธอก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบสัมผัสเขา กลิ่นหอมหวานจากร่างเธอลอยเข้าจมูกเขา “แล้วเจ้าล่ะ กลัวหรือไม่ ที่ต้องเดินทางเคียงข้างข้า?”
“กลัว?” กูซีออนแค่นยิ้ม “ข้าไม่กลัวสิ่งใด เทพี แม้แต่เจ้า” เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อยราวกับพยายามหนีจากพลังดึงดูดของเธอ “ไปกันเถอะ อย่ามัวเสียเวลา”
---
ทั้งสองออกเดินทางสู่ถ้ำเงามืด เส้นทางเต็มไปด้วยโขดหินและพุ่มไม้หนาที่ยื่นกิ่งก้านราวกับจะฉุดรั้งผู้มาเยือน อโฟรไดท์เดินตามกูซีออนอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าสายลมจะพัดชุดของเธอให้ปลิวไสวและกิ่งไม้จะขูดขีดผิวอันบอบบางของเธอจนเกิดรอยแดงจางๆ กูซีออนมองเธอเป็นระยะ ดวงตาของเขาเผยความรู้สึกที่เขาไม่อยากยอมรับ—ความประทับใจต่อความกล้าหาญของเธอ
เมื่อถึงปากถ้ำ อากาศเย็นยะเยือกพัดออกมาพร้อมกลิ่นอับชื้น กูซีออนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด “ไอเทมชิ้นแรกคือ ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’ มันถูกปกป้องด้วยเหล่าสัตว์เงาที่หิวโหย เจ้าจะต้องระวังตัว เทพี”
“ข้ารู้วิธีจัดการกับความหิวโหย” อโฟรไดท์ตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอก้าวเข้าไปในถ้ำโดยไม่รอคำเตือนเพิ่มเติม กูซีออนส่ายหัว แต่ก็ตามเธอเข้าไป
ภายในถ้ำมืดมิดราวกับกลืนกินแสงทั้งหมด เสียงหายใจของสัตว์เงาดังก้อง อโฟรไดท์ยกมือขึ้น ปลายนิ้วของเธอเรืองแสงสีทองอ่อนราวกับดวงดาว “มาเถิด สิ่งมีชีวิตแห่งเงา จงมองข้า” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน สัตว์เงา—ร่างสูงใหญ่ที่มีดวงตาสีเขียวเรืองรอง—คืบคลานออกมาจากมุมมืด อโฟรไดท์ขยับตัวช้าๆ ร่างของเธอโค้งงอราวกับกำลังเต้นระบำ ดวงตาของสัตว์เงาเริ่มอ่อนลง มันหมอบลงแทบเท้าของเธอราวกับถูกสะกดจิต
กูซีออนมองฉากนั้นด้วยความตื่นตะลึง เขาก้าวเข้าไปใกล้ ถือโอกาสคว้า ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’—ลูกแก้วสีดำที่เรืองแสงจางๆ—จากแท่นหิน “เจ้ามันเจ้าเล่ห์จริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความชื่นชม
“ข้ามีวิธีของข้า” อโฟรไดท์หันมามองเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งเป็นประกาย “และเจ้าก็มีวิธีของเจ้า เราเหมาะสมกันดีมิใช่หรือ?”
กูซีออนไม่ตอบ แต่รอยยิ้มมุมปากของเขาบ่งบอกว่าเขากำลังเริ่มยอมรับเธอมากขึ้น
---
หลังจากได้ไอเทมชิ้นแรก ทั้งสองเดินทางต่อไปยังทุ่งหญ้าสีเงินเพื่อตามหาไอเทมชิ้นที่สอง—‘เปลวไฟแห่งวิญญาณ’ บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบภายใต้ท้องฟ้าสีครามเข้มที่เต็มไปด้วยดวงดาว อโฟรไดท์เดินเคียงข้างกูซีออน หยอกล้อเขาด้วยคำพูดและท่าทางที่ยั่วยวน เธอจงใจสะบัดผมให้ปลายผมแตะไหล่ของเขา หรือแกล้งสะดุดเพื่อให้มือของเธอสัมผัสแขนแข็งแกร่งของเขา
“เจ้ามันน่ารำคาญ” กูซีออนพูด แต่ไม่มีน้ำเสียงโกรธ เขาหยุดเดิน หันมามองเธอ “เจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่ เทพี?”
“เล่น?” อโฟรไดท์หัวเราะ “ข้าแค่ทำให้การเดินทางนี้สนุกขึ้นเท่านั้น เจ้าจะโทษข้าที่ทำให้หัวใจของเจ้าเต้นแรงขึ้นหรือ?” เธอก้าวเข้าไปใกล้ มือเรียวยกขึ้นแตะที่หน้าอกของเขา “บอกข้าสิ กูซีออน เจ้ารู้สึกอะไรบ้างตอนนี้?”
กูซีออนจับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่ไม่ผลักออก ดวงตาแดงเพลิงของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เทพี และเจ้าก็รู้ดีว่าไฟมันเผาได้”
“ข้าชอบความร้อน” อโฟรไดท์กระซิบ มืออีกข้างของเธอเลื่อนขึ้นแตะคอของเขาเบาๆ “และข้าคิดว่าเจ้าก็เช่นกัน”
สัมผัสนั้นทำให้กูซีออนตัวสั่นสะท้าน เขาปล่อยข้อมือของเธอและถอยหลัง “ไปต่อเถอะ” เขากล่าวสั้นๆ แต่หัวใจของเขากำลังเต้นระรัวอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ
---
เมื่อถึงทุ่งหญ้าสีเงิน พวกเขาพบกับเปลวไฟแห่งวิญญาณที่ลอยอยู่ในอากาศ ถูกปกป้องด้วยพายุหมุนวนแห่งวิญญาณร้าย กูซีออนใช้พลังของเขาในการต่อสู้ ขณะที่อโฟรไดท์ร้องเพลงแห่งความรักโบราณเพื่อสงบวิญญาณเหล่านั้น เสียงของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลังราวกับสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า วิญญาณค่อยๆ สงบลง และกูซีออนคว้าเปลวไฟนั้นมาได้สำเร็จ
หลังจากการต่อสู้ ทั้งสองนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ อโฟรไดท์เอนตัวพิงลำต้น มองดูกูซีออนที่ถือเปลวไฟอยู่ในมือ “สองชิ้นแล้ว” เธอพูด “เหลืออีกเพียงชิ้นเดียว เจ้าจะสอนข้าบ้างหรือยัง?”
กูซีออนมองเธอ “เจ้าต้องการศาสตร์ลึกลับเพื่ออะไรกันแน่? เพื่อมนุษย์ผู้นั้นจริงๆ หรือ?”
“เพื่ออะโดนิส” อโฟรไดท์ตอบ แต่แววตาของเธอสั่นไหว “และบางที...เพื่อตัวข้าเองด้วย”
กูซีออนยิ้มมุมปาก “เจ้ามันซับซ้อนเกินกว่าที่ข้าจะเข้าใจ เทพี แต่ข้าจะสอนเจ้า เมื่อเราค้นพบไอเทมชิ้นสุดท้าย”
อโฟรไดท์ยิ้มตอบ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเปลี่ยนไป ความดึงดูดใจระหว่างทั้งคู่เริ่มลึกซึ้งเกินกว่าคำพูด และคืนนั้น ภายใต้แสงดาว เธอนอนลงใกล้เขาเพียงปลายนิ้วสัมผัส ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในความเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและคำสัญญาที่ยังไม่ถูกเอ่ยออกมา
---
♦ ตอนที่ 3: ไฟแห่งโชคชะตา
ท้องฟ้าของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ในยามค่ำคืนถูกฉาบด้วยสีม่วงเข้มราวกับผ้าม่านกำมะหยี่ ดวงดาวระยิบระยับราวอัญมณีที่กระจัดกระจาย อโฟรไดท์และกูซีออนเดินเคียงกันผ่านเส้นทางหินขรุขระที่ทอดยาวไปสู่เทือกเขาหินทมิฬ—สถานที่ที่เชื่อกันว่าเก็บ ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ ไอเทมชิ้นสุดท้ายที่กูซีออนต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวนของโซโลมอน ลมหนาวพัดผ่าน หอบกลิ่นดินและกำมะถันอ่อนๆ มาปะปนกับกลิ่นหอมหวานจากร่างของอโฟรไดท์ ชุดคลุมสีขาวของเธอปลิวไสว เผยให้เห็นขาอันเรียวงามที่ก้าวย่างอย่างมั่นคง แม้พื้นหินจะคมกริบจนทิ้งรอยแดงจางๆ บนผิวของเธอ
กูซีออนเดินนำหน้า ร่างสูงใหญ่ของเขาดูดุดันยิ่งขึ้นภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเกราะหนังสีเข้ม กรงเล็บของเขาสะท้อนแสงวาววับราวกับอาวุธที่พร้อมฉีกทุกสิ่งที่ขวางหน้า เขาหันมามองอโฟรไดท์เป็นระยะ ดวงตาแดงเพลิงของเขาซ่อนความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป “เจ้าจะทนได้หรือ เทพี?” เขาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “เทือกเขานี้ไม่ใช่สวนดอกไม้ของโอลิมปัส”
อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างท้าทาย เธอเร่งฝีเท้าให้ทันเขา “ข้าทนได้มากกว่าที่เจ้าคิด กูซีออน ข้าเคยเดินผ่านเปลวไฟแห่งนรกเพื่อความรักมาแล้ว เทือกเขานี้มันจะเทียบอะไรได้?” เธอจงใจสะบัดผมสีทองให้ปลายผมแตะไหล่ของเขา “หรือว่าเจ้าห่วงข้ากัน?”
“ห่วง?” กูซีออนแค่นยิ้ม “ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้ากลายเป็นภาระ” เขาตอบ แต่แววตาของเขากลับบอกว่านั่นไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
---
เมื่อถึงเชิงเขา อากาศเริ่มหนาวเย็นจนลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นไอขาวจางๆ ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นช่องหินที่แทบจะต้องคลานเข้าไป กูซีออนหยุดลง มองไปยังปากทางที่มืดสนิท “ดวงใจแห่งโชคชะตาอยู่ในนั้น” เขากล่าว “แต่มันถูกปกป้องด้วยอสูรกายหิน ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์เงาและวิญญาณร้ายที่เราเจอมา เจ้าจะถอยหรือยัง?”
อโฟรไดท์ก้าวไปยืนข้างเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น “ถอย? ข้าไม่รู้จักคำนั้น” เธอยิ้มกว้าง “ไปกันเถอะ ปีศาจ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้าทำอะไรได้บ้าง”
ทั้งสองคลานเข้าไปในช่องหิน ภายในถ้ำกว้างขวางกว่าที่คิด พื้นผิวเต็มไปด้วยผลึกหินที่สะท้อนแสงจากเปลวไฟลึกลับที่ลอยอยู่ในอากาศ ตรงกลางถ้ำ รูปปั้นอสูรกายหินสูงตระหง่านยืนเด่นอยู่ข้างแท่นที่วาง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’—ลูกแก้วสีแดงเข้มที่เต้นระรัวราวกับมีชีวิต เมื่อกูซีออนก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาของอสูรกายเรืองแสงสีเขียว และมันเริ่มขยับตัว เสียงหินกระทบกันดังก้องราวกับแผ่นดินไหว
“ระวัง!” อโฟรไดท์ตะโกน เธอกระโจนไปข้างหน้า ผลักกูซีออนออกจากเส้นทางของกำปั้นหินที่พุ่งลงมา พื้นถ้ำสั่นสะเทือนจากแรงกระแทก กูซีออนลุกขึ้นทันที ดวงตาแดงเพลิงลุกโชนด้วยความโกรธ เขาใช้กรงเล็บโจมตีอสูรกาย ทว่าเกราะหินของมันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะทำลายได้ง่ายๆ
อโฟรไดท์ไม่รอช้า เธอยกมือขึ้น ร่ายมนตร์แห่งความรักโบราณ คำพูดของเธอไหลลื่นราวกับบทกวี “จงฟังข้า สิ่งมีชีวิตแห่งหิน ผู้ไร้หัวใจ ข้าจะมอบความอบอุ่นแห่งชีวิตให้เจ้า” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลัง แสงสีทองจากมือของเธอแผ่ออกไป อสูรกายหยุดชะงัก ดวงตาสีเขียวเริ่มอ่อนลงราวกับถูกสะกด
“ตอนนี้!” อโฟรไดท์ตะโกน กูซีออนฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าไป ใช้พลังทั้งหมดทุบเกราะหินบริเวณอกของมันจนแตกกระจาย เขาคว้า ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ มาได้สำเร็จ ขณะที่อสูรกายล้มลงกลายเป็นกองหิน
ทั้งสองหอบหายใจ มองหน้ากันในความเงียบ อโฟรไดท์ยิ้ม “เห็นไหม? เราเหมาะสมกันจริงๆ”
กูซีออนมองเธออยู่นาน “เจ้ามันบ้า เทพี แต่ข้าจะยอมรับว่าครั้งนี้เจ้ามีประโยชน์” เขากล่าว แต่แววตาของเขาเผยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น
---
หลังจากได้ไอเทมชิ้นสุดท้าย พวกเขาออกมาจากถ้ำและตั้งแคมป์พักที่ลานหินกว้างใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว อโฟรไดท์นั่งลงข้างกองไฟที่กูซีออนจุดขึ้น เธอถอดรองเท้าออก เผยให้เห็นรอยแดงที่เท้าจากการเดินทางอันทรหด กูซีออนมองเธอเงียบๆ ก่อนจะหยิบผ้าชุบน้ำจากลำธารใกล้ๆ มาเช็ดรอยแดงนั้นให้
“เจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้” อโฟรไดท์พูด น้ำเสียงอ่อนลงจากความประหลาดใจ
“หุบปาก” กูซีออนตอบสั้นๆ มือหยาบกร้านของเขาเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลเกินคาด สัมผัสนั้นทำให้หัวใจของอโฟรไดท์เต้นแรง เธอมองเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งเป็นประกายด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
“เจ้าเคยบอกว่าความรักทำให้อ่อนแอ” เธอกระซิบ “แต่ตอนนี้เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
กูซีออนหยุดชะงัก มือของเขาค้างอยู่ที่ข้อเท้าของเธอ เขามองขึ้นมาสบตาเธอ “ข้าไม่รู้” เขายอมรับ “แต่เจ้ามัน... เจ้ามันทำให้ข้าสับสน”
อโฟรไดท์ยิ้ม เธอเลื่อนตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งสองแทบสัมผัสกัน “บางที ความสับสนนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง” เธอยกมือขึ้นแตะแก้มของเขาเบาๆ ผิวหยาบกร้านของเขาตัดกับความนุ่มนวลของเธออย่างลงตัว
กูซีออนจับมือของเธอไว้ แต่คราวนี้เขาไม่ผลักออก เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนหน้าผากของทั้งคู่สัมผัสกัน “เจ้ากำลังยั่วข้าใช่ไหม?” เขากระซิบ เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้านด้วยความปรารถนาที่ถูกกักไว้
“ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะทำอย่างไร?” อโฟรไดท์ตอบ เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ริมฝีปากของเธอเกือบสัมผัสเขา
กูซีออนครางแผ่วในลำคอ เขาปล่อยมือของเธอและกอดเอวของเธอไว้แน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกันท่ามกลางความอบอุ่นของกองไฟ กลิ่นหอมของเธอผสมกับกลิ่นกำมะถันจากตัวเขา ความร้อนจากสัมผัสนั้นทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัว เขาก้มลงราวกับจะจูบ แต่หยุดลงกลางคัน “เจ้ามันอันตรายเกินไป” เขากล่าว แล้วผละออกอย่างรวดเร็ว
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ “เจ้าก็เช่นกัน” เธอพูด แต่ในใจของเธอรู้ดีว่าค่ำคืนนี้ได้เปลี่ยนบางสิ่งระหว่างพวกเขาไปตลอดกาล
---
ทั้งคู่ผลัดกันเฝ้ายามในคืนนั้น อโฟรไดท์นอนลงใกล้กูซีออน ระยะห่างเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสได้ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทอเงาของทั้งสองให้ประสานกันบนพื้นหิน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและความรู้สึกที่กำลังเบ่งบาน ไอเทมทั้งสามชิ้นอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว แต่การเดินทางยังไม่จบ และหัวใจของทั้งคู่ก็เริ่มเปิดรับกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ
---
♦ ตอนที่ 4: เจ็ดคืนแห่งไฟรัก
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมายังแท่นวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ เสาหินโบราณที่แตกหักพาดพิงกันราวกับโครงกระดูกของอดีตอันรุ่งโรจน์ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเข้มที่เลื้อยพันอย่างอ้อยอิ่ง อโฟรไดท์ยืนอยู่บนแท่นหินกลมตรงกลาง มือเรียวกุม ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’ และ ‘เปลวไฟแห่งวิญญาณ’ ขณะที่กูซีออนวาง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ ลงในร่องหินที่แกะสลักเป็นวงกลมโบราณ ลมเย็นพัดผ่าน หอบกลิ่นดอกไม้ป่ามาผสมกับกลิ่นกำมะถันจากร่างของเขา ชุดคลุมบางเบาของเธอปลิวไสวราวกับปีกเธอฟ้า เผยให้เห็นเรือนร่างโค้งเว้าที่สะท้อนแสงจันทร์ราวกับงานปั้นของเทพ
กูซีออนถอยออกมา ดวงตาแดงเพลิงของเขาลุกโชนด้วยความตื่นเต้นและความหวัง “พิธีนี้จะปลดปล่อยข้าจากพันธะแห่งแหวน” เขากล่าว เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้านด้วยพลัง “แต่ข้าต้องการพลังของเจ้า เทพี เพื่อจุดไฟแห่งโชคชะตา”
อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ มือของเธอวางไอเทมทั้งสองลงข้าง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ “พลังของข้า?” เธอถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้ามั่นใจหรือว่าต้องการมันจริงๆ? เพราะเมื่อข้ามอบให้ มันจะเผาทุกสิ่งที่เจ้ากักขังไว้”
“ข้ามั่นใจ” กูซีออนตอบ เขายื่นมือออกมา กรงเล็บแหลมคมสะท้อนแสงจันทร์ “เริ่มเถอะ”
เธอพยักหน้า แล้วยกมือทั้งสองขึ้น ร่ายมนตร์โบราณด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะราวกับบทเพลงแห่งความรัก “ด้วยหยาดน้ำตาแห่งเงา ข้าจะล้างความเจ็บปวด ด้วยเปลวไฟแห่งวิญญาณ ข้าจะจุดประกายชีวิต และด้วยดวงใจแห่งโชคชะตา ข้าจะมอบอิสรภาพ” แสงสีทองจากมือของเธอแผ่ออกไป ไอเทมทั้งสามเริ่มเรืองแสง—สีดำ สีแดง และสีทอง—ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นลูกไฟขนาดเล็กที่ลอยขึ้นเหนือแท่น
ทันใดนั้น ร่างของกูซีออนสั่นสะท้าน เขาคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด พันธะแห่งแหวนที่พันธนาการจิตวิญญาณของเขาเริ่มแตกสลาย เปลวไฟสีดำพุ่งออกจากอกของเขา ราวกับโซ่ที่ถูกเผาไหม้จนขาดสะบั้น อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ มือของเธอแตะที่หน้าอกของเขาเพื่อส่งพลังของเธอเข้าไปช่วย “ทนไว้” เธอกระซิบ “ข้าอยู่ที่นี่”
สัมผัสของเธอเหมือนน้ำเย็นที่ไหลผ่านไฟนรก ความเจ็บปวดของกูซีออนบรรเทาลง แต่สิ่งที่ตามมาคือไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนขึ้นแทน เขาจับข้อมือของเธอไว้แน่น ดวงตาแดงเพลิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอ “เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า?” เขากล่าว เสียงสั่นด้วยอารมณ์ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
“ข้ามอบตัวข้าให้เจ้า” อโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปใกล้จนร่างของทั้งคู่แทบแนบชิด “เพื่อให้เจ้าได้รู้ว่าไฟแห่งอิสรภาพและไฟแห่งความรักนั้นเหมือนกัน”
---
พิธีเสร็จสิ้นลงเมื่อแสงจากไอเทมทั้งสามจางหายไป กูซีออนรู้สึกถึงอิสรภาพที่ไหลเวียนในร่าง แต่ความว่างเปล่าที่เคยครอบงำเขาถูกแทนที่ด้วยความร้อนจากร่างของอโฟรไดท์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างสูงใหญ่ของเขาครอบงำร่างเล็กของเธอ แต่เธอไม่ขัดขืน เธอเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของเธอเกือบสัมผัสคางหยาบกร้านของเขา “เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกระซิบ “แต่เจ้ายังต้องการข้าอยู่หรือไม่?”
คำถามนั้นจุดไฟในตัวกูซีออน เขาก้มลงจูบ نางอย่างรุนแรง ราวกับพายุที่พัดกระหน่ำทุ่งหญ้า ริมฝีปากหยาบกร้านของเขากดทับความนุ่มนวลของเธอ รสชาติของกำมะถันผสมกับความหวานจากลมหายใจของเธอทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน อโฟรไดท์ตอบสนองด้วยความเร่าร้อนที่ไม่แพ้กัน มือของเธอเลื่อนขึ้นโอบรอบคอของเขา นิ้วเรียวฝังลงในผมสีดำสนิทของเขา
ทั้งสองล้มตัวลงบนแท่นหินที่ยังคงอุ่นจากพิธี ผิวของอโฟรไดท์นุ่มนวลราวกับกลีบดอกไม้ตัดกับความแข็งกระด้างของเกราะหนังที่กูซีออนถอดออกอย่างรีบร้อน เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังประสานกันท่ามกลางความเงียบของวิหารร้าง แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทอเงาของทั้งสองให้กลายเป็นภาพแห่งความรักที่ร้อนแรงและบริสุทธิ์
กูซีออนเลื่อนมือหยาบกร้านของเขาลงตามแนวโค้งของเอวของเธอ สัมผัสนั้นเหมือนเปลวไฟที่ลูบไล้ผืนผ้าไหม อโฟรไดท์ครางแผ่วในลำคอ เสียงนั้นไพเราะราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ เธอยกมือขึ้นแตะหน้าอกกว้างของเขา รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นและหัวใจที่เต้นระรัวภายใต้ผิวสีเข้มของเขา “เจ้ารู้สึกถึงข้าไหม?” เธอถาม มือของเธอเลื่อนลงช้าๆ ราวกับกำลังวาดภาพแห่งความปรารถนา
“ข้ารู้สึกถึงเจ้ามากเกินไป” กูซีออนตอบ เขาก้มลงจูบที่ไหปลาร้าของเธอ กลิ่นหอมจากผิวของเธอทำให้เขาหลงใหลราวกับดอกไม้ที่บานในความมืด เขาเคลื่อนริมฝีปากลงไปตามแนวไหล่ของเธอ ปลายลิ้นสัมผัสผิวเนียนนุ่มราวกับหยาดน้ำที่ไหลผ่านหินเรียบ
อโฟรไดท์โอบกอดเขาแน่น ร่างของเธอโค้งรับสัมผัสของเขาเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ความร้อนจากร่างของทั้งคู่ผสมผสานกันราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนท่ามกลางคืนอันหนาวเย็น เสียงลมหายใจของเธอดังถี่ขึ้นเมื่อมือของเขาลูบไล้สูงขึ้นตามแนวต้นขาของเธอ ผิวของเธอสั่นสะท้านราวกับใบไม้ที่ถูกสายลมพัดผ่าน
“เจ้าเหมือนดวงดาว” เขากระซิบที่ข้างหูของเธอ ลมหายใจร้อนของเขาทำให้เธอตัวสั่น “สว่างไสว และข้าจะไม่มีวันจับต้องเจ้าได้เต็มที่”
“เจ้าจับต้องข้าได้แล้ว” อโฟรไดท์ตอบ เธอดึงเขาเข้ามาใกล้จนร่างของทั้งคู่แนบสนิท “และข้าจะให้เจ้ามากกว่านี้”
---
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไปบนแท่นวิหารนั้น ทั้งสองหลอมรวมกันในอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยสัมผัสทั้งห้า—กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นควันจากร่างของเขา เสียงครางแผ่วเบาที่ดังประสานกับเสียงลม รสชาติของเหงื่อที่หยดลงจากหน้าผากของเขาสู่ริมฝีปากของเธอ สายตาที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน และสัมผัสของผิวที่แนบชิดราวกับถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่ถูกห่อหุ้มด้วยความอ่อนโยน
ในคืนสุดท้าย อโฟรไดท์นอนอยู่ในอ้อมแขนของกูซีออน แสงจันทร์สาดส่องลงมาทอเงาของทั้งคู่ให้กลายเป็นภาพแห่งความสมบูรณ์ เธอยกมือขึ้นลูบแก้มของเขา “เจ้าได้อิสรภาพแล้ว” เธอพูด “แต่ข้าจะจากไปไม่ได้หากหัวใจของเจ้ายังคงต้องการข้า”
กูซีออนจับมือของเธอไว้ “เจ้าเปลี่ยนข้าไป เทพี” เขากล่าว “ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากให้เจ้าไป”
อโฟรไดท์ยิ้ม “ข้าจะต้องไป แต่ข้าจะกลับมา” เธอก้มลงจูบเขาอีกครั้ง จูบนั้นนุ่มนวลและยาวนานราวกับคำสัญญา “เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น”
ทั้งสองนอนกอดกันภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบสงบที่อบอวลไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
---
♦ ตอนที่ 5: คำสัญญาใต้แสงจันทร์
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาผ่านรอยแยกของเสาหินโบราณในวิหารร้างแห่งทไวไลต์เรียวม์ ทอประกายสีทองอ่อนลงสู่แท่นหินที่อโฟรไดท์และกูซีออนนอนเคียงกันตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน อากาศเย็นยามรุ่งสางพัดผ่าน หอบกลิ่นดอกไม้ป่ามาผสมกับกลิ่นกำมะถันจางๆ จากร่างของเขา อโฟรไดท์ตื่นขึ้นก่อน เธอขยับตัวอย่างแผ่วเบา มองไปยังกูซีออนที่ยังหลับสนิท ร่างสูงใหญ่ของเขานอนนิ่ง หน้าอกกว้างขยับขึ้นลงตามลมหายใจ ดวงตาแดงเพลิงที่เคยลุกโชนด้วยความดุดันปิดสนิท เผยให้เห็นความสงบที่เขาไม่เคยมีมาก่อน
เธอยิ้ม มือเรียวยกขึ้นลูบผมสีดำสนิทของเขาเบาๆ “เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” เธอกระซิบ “และบางที ข้าก็ด้วย” ชุดคลุมบางเบาของเธอที่ขาดรุ่งริ่งจากการกอดรัดเจ็ดคืนปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่ยังมีรอยแดงจางๆ จากสัมผัสหยาบกร้านของเขา เธอลุกขึ้นยืน มองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีครามเข้มเป็นสีทองอ่อน—ถึงเวลาที่เธอต้องจากไปแล้ว
กูซีออนตื่นขึ้นจากสัมผัสที่หายไป เขาลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเพลิงมองหาเธอทันที “เจ้ากำลังจะไปแล้วหรือ?” เสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวลกว่าที่เคย เธอหันกลับมามองเขา ยิ้มให้ด้วยแววตาที่อบอุ่น
“ข้าต้องไป” อโฟรไดท์ตอบ “คำสาบานที่ข้าตั้งไว้ต่อแม่น้ำสติกซ์ยังคงผูกมัดข้า ข้าต้องชุบชีวิตอะโดนิสให้ได้ และเพื่อทำเช่นนั้น ข้าจะต้องเรียนรู้ศาสตร์ลึกลับจากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนให้ครบ”
กูซีออนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาเข้าไปใกล้เธอ “และข้าจะเป็นเพียงหนึ่งในนั้นสำหรับเจ้า?” เขาถาม น้ำเสียงแฝงความขมขื่นที่เขาไม่อาจซ่อนได้
อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปหาเขา มือของเธอแตะที่หน้าอกของเขาเบาๆ “ไม่” เธอกล่าว “เจ้าไม่ใช่แค่หนึ่งในนั้น เจ้าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งสำหรับข้า” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำผึ้งจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เจ็ดวันเจ็ดคืนที่เราอยู่ด้วยกัน มันเปลี่ยนข้าไปมากกว่าที่ข้าคาดคิด”
---
กูซีออนมองเธออยู่นาน ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมและเสียงใบไม้ที่ไหวระริก เขายกมือหยาบกร้านขึ้นจับมือของเธอที่วางอยู่บนหน้าอกของเขา “แล้วอะโดนิสล่ะ?” เขาถาม “เขาคือสิ่งที่เจ้ามุ่งมั่นมาตลอดมิใช่หรือ?”
อโฟรไดท์พยักหน้า “เขาเป็นส่วนหนึ่งของข้า ความรักที่ข้ามีต่อเขาคือสิ่งที่ผลักดันข้ามาถึงจุดนี้ แต่...” เธอหยุดชะงัก มองไปยังแสงตะวันที่เริ่มสว่างขึ้น “เจ้าได้สอนข้าว่าความรักมันกว้างใหญ่กว่านั้น มันไม่ใช่แค่การครอบครองหรือการเสียสละ แต่มันคือการปลดปล่อย—ทั้งตัวข้าและคนที่ข้ารัก”
“เจ้ากำลังบอกว่าข้าทำให้เจ้าเป็นอิสระ?” กูซีออนยิ้มมุมปาก ความเย้ยหยันในน้ำเสียงของเขาผสมกับความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน
“ใช่” อโฟรไดท์ตอบ เธอเลื่อนมือขึ้นแตะแก้มของเขา “และข้าก็ทำให้เจ้าเป็นอิสระเช่นกัน เราได้มอบบางสิ่งให้กันและกันที่ไม่มีใครพรากไปได้”
กูซีออนจับมือของเธอไว้แน่น เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างเล็กของเธอแนบชิดกับร่างกำยำของเขา “ถ้าข้าบอกว่าไม่อยากให้เจ้าไป เจ้าจะอยู่ไหม?” เขากระซิบที่ข้างหูของเธอ ลมหายใจร้อนของเขาทำให้ผิวของเธอสั่นสะท้าน
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นไพเราะราวกับระฆังเงิน “ข้าอยากอยู่” เธอยอมรับ “แต่ข้าจะไม่เป็นอโฟรไดท์ที่เจ้ารู้จัก ถ้าข้าทิ้งคำสาบานของตัวเอง ข้าต้องไปเพื่อให้คำสัญญาของข้าสมบูรณ์” เธอผละออกจากอ้อมกอดของเขา มองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “แต่ข้าจะกลับมา ทุกๆ ปี ข้าจะกลับมาหาเจ้า และเราจะมีเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน”
---
กูซีออนมองเธออยู่นาน เขารู้ว่าเธอพูดจริง คำสัญญาของเทพีแห่งความรักไม่ใช่สิ่งที่แตกสลายง่ายๆ “เจ็ดวันเจ็ดคืน” เขาพูดซ้ำ “มันจะเพียงพอสำหรับข้าหรือ?”
“มันจะเพียงพอ” อโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปใกล้ ก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่ริมฝีปาก จูบนั้นนุ่มนวลและอบอุ่นราวกับแสงตะวันแรกของวัน “เพราะทุกครั้งที่ข้ากลับมา เราจะเริ่มต้นใหม่ และความรักของเราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”
กูซีออนโอบกอดเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่พูดอะไร เขาเพียงกอดเธอแน่นราวกับจะจดจำสัมผัสของเธอไว้ในทุกส่วนของจิตวิญญาณ อโฟรไดท์ซบหน้าลงที่อกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเขา—หัวใจที่ครั้งหนึ่งเคยเย็นชา แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เกิดจากเธอ
เมื่อถึงเวลาต้องจากลา อโฟรไดท์ก้าวถอยหลัง เธอยกมือขึ้นร่ายมนตร์ แสงสีทองห่อหุ้มร่างของเธอราวกับผ้าคลุมแห่งดวงดาว “ข้าจะไปแล้ว” เธอกล่าว “แต่จงจำไว้ว่า หัวใจของข้าจะอยู่กับเจ้าทุกคืนที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง”
กูซีออนพยักหน้า “และข้าจะรอเจ้า” เขาตอบ “ทุกๆ ปี ณ ที่แห่งนี้”
เธอยิ้มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แสงสีทองจะพาเธอหายไป เหลือเพียงกลิ่นหอมจางๆ และความทรงจำของเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ กูซีออนยืนนิ่ง มองไปยังจุดที่เธอจากไป ดวงตาแดงเพลิงของเขาสงบนิ่ง เขารู้สึกถึงอิสรภาพที่แท้จริง—ไม่เพียงแต่จากโซ่ตรวนของโซโลมอนเท่านั้น แต่จากคุกแห่งหัวใจของเขาเองด้วย
---
หนึ่งปีต่อมา ณ วิหารร้างแห่งเดิม แสงจันทร์สาดส่องลงมาเหมือนคืนแรกที่ทั้งคู่พบกัน กูซีออนยืนอยู่บนแท่นหิน มือของเขาถือดอกไม้ป่าสีขาวที่เขาเก็บมาจากทุ่งหญ้าใกล้ๆ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรเช่นนี้—ปีศาจผู้ป่าเถื่อนที่ครั้งหนึ่งเกลียดชังความอ่อนโยน แต่ตอนนี้ เขายิ้มให้กับความทรงจำของเธอ
แสงสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา อโฟรไดท์ก้าวออกมา ชุดคลุมสีขาวของเธอยังคงบางเบาและงดงามเช่นเคย ดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอเป็นประกายเมื่อเห็นเขา “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
กูซีออนยื่นดอกไม้ให้เธอ “และข้าก็บอกแล้วว่าข้าจะรอ” เขาตอบ เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันอีกครั้งราวกับไม่เคยห่างกัน
“เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นแล้ว” อโฟรไดท์กระซิบ เธอเงยหน้าขึ้นจูบเขา จูบนั้นหวานซึ้งและเต็มไปด้วยคำสัญญาแห่งอนาคต
ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ภายใต้แสงจันทร์ หัวใจของพวกเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความรักของทั้งคู่ไม่ใช่โซ่ที่ผูกมัด แต่เป็นสายลมที่พัดพาทั้งสองให้โบยบินไปด้วยกัน—อบอุ่น อิสระ และงดงามตลอดกาล
---
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
Featured Post
Popular Posts
-
The 72 Demons แห่ง The Lesser Key of Solomon : ตำนานและความหมาย The Lesser Key of Solomon หรือ Lemegeton เป็นหนึ่งในตำราปิศาจวิทยา (Demono...
-
SERIES The 72 Nights in the Twilight Realm โดย หมื่นล้านคำรัก และ AI ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติ...
-
The seventy-two demons 🍹 อโฟรไดท์กับชู้รักเทพเจ้า และเหล่าปีศาจ 72 ตน โดย หมื่นล้านคำรัก และ AI ©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ...



