* กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกเลยจ้าา *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Wednesday, March 5, 2025

11 ‘The 7 Nights in the Twilight Realm’ (Aphrodite & Duke Gusion)

SERIES

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

หมื่นล้านคำรัก | นิยาย AI เทพนิยายโรแมนซ์แฟนตาซีอิโรติก

(Aphrodite & Duke Gusion)

5 ตอนจบ

**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

♦ ตอนที่ 1: การตามหาในเงามืด

ท้องฟ้าสีครามเข้มของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ถูกฉาบด้วยแสงจันทร์สีเงินระยิบระยับราวกับผืนผ้าทอจากดวงดาว แสงนั้นตกลงกระทบพื้นหินอ่อนเย็นเยียบของวิหารร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ป่าผสมผสานกับกลิ่นดินชื้น อโฟรไดท์ เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณขาวดุจหิมะและดวงตาสีน้ำผึ้งที่ลุกโชนด้วยพลังแห่งเสน่ห์ ก้าวย่างอย่างสง่างามผ่านพุ่มไม้หนาที่ยื่นกิ่งก้านราวกับจะรั้งเธอไว้ เธอสวมชุดคลุมบางเบาสีขาวที่พลิ้วไหวตามสายลม เผยให้เห็นเรือนร่างโค้งเว้าที่ชวนให้มนุษย์และเทพต้องสยบแทบเท้า แต่คืนนี้ เธอไม่ได้มาเพื่อมนุษย์หรือเทพใดๆ หากแต่เพื่อเขา—ดยุกกูซีออน หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลมอน ผู้ที่ตำนานเล่าขานถึงความป่าเถื่อนและพลังอันน่าสะพรึงกลัว

อโฟรไดท์หยุดยืน มือเรียวยกขึ้นปัดผมสีทองที่ปลิวไสว เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องจากด้านหน้าทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความตื่นเต้น เธอรู้ว่าเขาอยู่ใกล้แล้ว เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนร่างสูงใหญ่ปรากฏจากเงามืดของต้นโอ๊กโบราณ กูซีออนมีรูปลักษณ์ดุดันสมคำร่ำลือ ร่างกายกำยำราวกับถูกหล่อจากเหล็กกล้า ผิวสีเข้มคล้ำที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านราวกับบันทึกสงคราม ดวงตาสีแดงเพลิงลุกโชนราวกับเปลวไฟแห่งนรก ผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงปลิวไสวตามลม และกรงเล็บแหลมคมที่ยื่นออกจากนิ้วทั้งสิบสะท้อนแสงจันทร์อย่างน่าสะพรึง เขาสวมเกราะหนังสีเข้มที่แนบสนิทกับร่างกาย ทว่ามันไม่อาจซ่อนกล้ามเนื้อที่ปูดโปนหรือพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับพายุ

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เทพีแห่งความรัก?” เสียงของกูซีออนทุ้มต่ำและหยาบกร้านราวกับหินที่ถูกขูดขีด เขาก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ ลอยคละคลุ้งในอากาศ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า ไม่มีมนุษย์โง่เง่าให้เจ้าหลอกล่อด้วยรอยยิ้มหวานๆ ของเจ้า”

อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างท้าทาย เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาโดยไม่หวั่นเกรงต่อกรงเล็บหรือดวงตาที่จ้องมองเธอราวกับจะฉีกเธอออกเป็นเสี่ยงๆ “ข้ามิได้มาหามนุษย์ ข้ามาเพื่อเจ้า ดยุกกูซีออน ผู้ที่รู้แจ้งในศาสตร์ลึกลับแห่งโซโลมอน ข้าต้องการบางสิ่งจากเจ้า และข้าก็รู้ว่าเจ้าต้องการบางสิ่งเช่นกัน”

กูซีออนหัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วป่า “เจ้า? เทพีผู้หยิ่งผยองแห่งโอลิมปัส ต้องการสิ่งใดจากข้า ปีศาจที่ถูกสาปให้ติดอยู่ในพันธะแห่งแหวน? อย่าทำให้ข้าขบขันไปกว่านี้เลย” เขาหยุดหัวเราะกะทันหัน ดวงตาแดงเพลิงจ้องมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “หรือว่าเจ้าจะมาหาความตื่นเต้นจากสิ่งที่เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจ?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการปลดปล่อยตัวเอง” อโฟรไดท์ตอบกลับอย่างมั่นใจ เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลัง “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังตามหาไอเทมวิเศษสามชิ้นที่ซ่อนอยู่ในอาณาจักรนี้เพื่อทำลายพันธะแห่งแหวนของโซโลมอน ข้าจะช่วยเจ้าได้”

“ช่วยข้า?” กูซีออนเย้ยหยัน “เจ้าไม่มีวันเข้าใจราคาที่ข้าต้องจ่าย ความเจ็บปวดที่ข้าต้องแบกรับ เจ้าจะช่วยข้าได้อย่างไรกัน?”

“ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาไอเทมทั้งสามชิ้นนั้น” เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกจนเกือบสัมผัสเขา กลิ่นหอมจากร่างเธอลอยเข้าจมูกเขา ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเพลิงของเขา “แต่เจ้าจะต้องมอบบางสิ่งให้ข้าเป็นการตอบแทน ข้าต้องการศาสตร์ลึกลับที่เจ้ารู้ เพื่อที่ข้าจะได้ชุบชีวิตอะโดนิส ผู้เป็นที่รักของข้า”

ชื่อนั้น—อะโดนิส—ทำให้กูซีออนขบกรามแน่น ความโกรธปะทุขึ้นในอกของเขา แต่ขณะเดียวกัน แสงในดวงตาของอโฟรไดท์และน้ำเสียงที่มั่นใจของเธอก็จุดประกายบางอย่างในตัวเขา เขาก้มมองเธอ ร่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความเย่อหยิ่ง “เจ้าจะชุบชีวิตเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นั้นเพื่ออะไร? เพื่อให้เขากลับไปตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอ้อมกอดของเจ้า? ความรักของเจ้ามันไร้สาระ เทพี มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่เจ้าใช้หลอกตัวเอง”

“และความรักของเจ้าล่ะ?” อโฟรไดท์โต้กลับทันควัน เธอยิ้มกว้างขึ้น มือเรียวยกขึ้นแตะที่หน้าอกเกราะของเขาเบาๆ “เจ้าไม่เคยรู้จักมันเลยใช่ไหม? เจ้าถูกพันธนาการด้วยโซ่แห่งโซโลมอน แต่ที่จริงแล้ว โซ่ที่แท้จริงคือหัวใจที่เย็นชาของเจ้า ความรักมิใช่ภาพลวง มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าก็หนีไม่พ้น”

กูซีออนสะบัดมือของเธอออก แต่สัมผัสนั้นกลับทิ้งรอยอุ่นไว้ที่อกของเขา เขาก้าวถอยหลัง ดวงตาเพลิงลุกวาว “เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว เทพี ถ้าจะช่วยข้าจริง ก็พิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหวานๆ”

“ได้” อโฟรไดท์ตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าจะตามเจ้าไปทุกหนแห่งในอาณาจักรนี้ จนกว่าเราจะพบไอเทมทั้งสาม และเจ้าจะต้องสอนข้าทุกอย่างที่ข้าต้องการรู้”

กูซีออนมองเธออยู่นาน ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้และเสียงหายใจของทั้งสองที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกถึงพลังดึงดูดจากเธอ มันไม่ใช่แค่เสน่ห์ของเทพีแห่งความรัก แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น—อันตรายกว่านั้น เขาเกลียดความรู้สึกนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเริ่มอยากรู้ อยากเห็นว่าเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน

“ตามมา ถ้าจะกล้า” เขากล่าวในที่สุด แล้วหันหลังเดินเข้าสู่เงามืดของป่า อโฟรไดท์ยิ้มให้กับชัยชนะเล็กๆ นี้ เธอก้าวตามเขาไปโดยไม่ลังเล หัวใจเต้นแรงด้วยความท้าทายและความหวัง

---

คืนนั้น ทั้งสองเริ่มการเดินทางร่วมกัน กูซีออนนำทางผ่านเส้นทางคดเคี้ยวของป่าทไวไลต์ อโฟรไดท์เดินตามอย่างสง่างามราวกับเธอเป็นส่วนหนึ่งของแสงจันทร์ ระหว่างทาง พวกเขาเผชิญกับกับดักแรก—หุบเขาหินที่เต็มไปด้วยเงามืดเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต กูซีออนใช้พลังของเขาในการต่อสู้ ขณะที่อโฟรไดท์ใช้เสน่ห์ของเธอหลอกล่อเงาเหล่านั้นให้สับสน ฉากนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและการประสานงานที่ไม่คาดคิด ทั้งสองเริ่มมองเห็นคุณค่าของกันและกัน แม้จะยังไม่ยอมรับออกมาดังๆ

เมื่อถึงยามดึก พวกเขาหยุดพักที่ลำธารใสสะอาด อโฟรไดท์นั่งลงบนโขดหิน มองดูกูซีออนที่ยืนจ้องน้ำด้วยท่าทีครุ่นคิด “เจ้าเคยรักใครสักคนบ้างไหม?” เธอถามกะทันหัน

เขาหันมามองเธอ ดวงตาแดงเพลิงสงบนิ่งเป็นครั้งแรก “ข้าไม่ต้องการมัน มันทำให้อ่อนแอ”

“หรือว่ามันทำให้เจ้าเป็นอิสระ?” อโฟรไดท์โต้กลับ เธอลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้เขา “เจ้ากลัวมันต่างหาก กูซีออน เพราะเจ้าไม่เคยสัมผัสมัน”

เขาจ้องเธออยู่นาน ก่อนจะหันหน้าหนี “นอนเสีย เทพี พรุ่งนี้เรายังต้องไปต่อ”

อโฟรไดท์ยิ้ม เธอรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเติบโตขึ้นจากที่นี่ จากคืนนี้ และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ—ทั้งอะโดนิส และบางที...อาจจะเป็นหัวใจของปีศาจตนนี้ด้วย

---

♦ ตอนที่ 2: เงาแห่งความปรารถนา

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านม่านใบไม้หนาที่ยอดไม้แห่งป่าทไวไลต์เรียวม์ ทอประกายสีทองอ่อนลงสู่พื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสเขียวขจี อโฟรไดท์ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งการพักผ่อนบนโขดหินเรียบ เธอยืดกายอย่างงดงามราวกับแมวที่ตื่นจากฝัน ชุดคลุมบางเบาของเธอขยับไหวเผยให้เห็นผิวขาวนวลที่สะท้อนแสงแดดราวกับไข่มุก ดวงตาสีน้ำผึ้งมองไปยังกูซีออนที่ยืนอยู่ริมลำธาร เขากำลังลับกรงเล็บของตนกับหินแกรนิต แสงแดดกระทบเกราะหนังสีเข้มของเขา ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงแน่นดูเด่นชัดยิ่งขึ้น

“เจ้าจะยืนลับกรงเล็บอยู่นั่นทั้งวันหรืออย่างไร?” อโฟรไดท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น เธอลุกขึ้นเดินไปหาเขา สะโพกพลิ้วไหวอย่างจงใจราวกับกำลังเต้นระบำแห่งการยั่วยวน “เราควรออกเดินทางได้แล้ว ไอเทมชิ้นแรกอยู่ที่ใดกัน?”

กูซีออนหันมามองเธอ ดวงตาแดงเพลิงลุกวาวด้วยความหงุดหงิดปนสนใจ “เจ้าจะรีบไปตายหรืออย่างไร เทพี? ไอเทมชิ้นแรกอยู่ในถ้ำเงามืด ทางทิศเหนือของป่า แต่มันไม่ได้มาง่ายๆ อย่างที่เจ้าคิด” เขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องที่รอยยิ้มมั่นใจของเธอ “หรือเจ้าคิดว่าเสน่ห์ของเจ้าจะทำให้ทุกอย่างยอมจำนน?”

อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกังวานราวกับระฆังเงิน “ข้าไม่คิดอย่างนั้นหรอก ปีศาจ ข้ารู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ข้าก็ไม่กลัว และเจ้าก็ควรรู้ว่าข้าจะไม่ยอมแพ้” เธอก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบสัมผัสเขา กลิ่นหอมหวานจากร่างเธอลอยเข้าจมูกเขา “แล้วเจ้าล่ะ กลัวหรือไม่ ที่ต้องเดินทางเคียงข้างข้า?”

“กลัว?” กูซีออนแค่นยิ้ม “ข้าไม่กลัวสิ่งใด เทพี แม้แต่เจ้า” เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อยราวกับพยายามหนีจากพลังดึงดูดของเธอ “ไปกันเถอะ อย่ามัวเสียเวลา”

---

ทั้งสองออกเดินทางสู่ถ้ำเงามืด เส้นทางเต็มไปด้วยโขดหินและพุ่มไม้หนาที่ยื่นกิ่งก้านราวกับจะฉุดรั้งผู้มาเยือน อโฟรไดท์เดินตามกูซีออนอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าสายลมจะพัดชุดของเธอให้ปลิวไสวและกิ่งไม้จะขูดขีดผิวอันบอบบางของเธอจนเกิดรอยแดงจางๆ กูซีออนมองเธอเป็นระยะ ดวงตาของเขาเผยความรู้สึกที่เขาไม่อยากยอมรับ—ความประทับใจต่อความกล้าหาญของเธอ

เมื่อถึงปากถ้ำ อากาศเย็นยะเยือกพัดออกมาพร้อมกลิ่นอับชื้น กูซีออนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด “ไอเทมชิ้นแรกคือ ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’ มันถูกปกป้องด้วยเหล่าสัตว์เงาที่หิวโหย เจ้าจะต้องระวังตัว เทพี”

“ข้ารู้วิธีจัดการกับความหิวโหย” อโฟรไดท์ตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอก้าวเข้าไปในถ้ำโดยไม่รอคำเตือนเพิ่มเติม กูซีออนส่ายหัว แต่ก็ตามเธอเข้าไป

ภายในถ้ำมืดมิดราวกับกลืนกินแสงทั้งหมด เสียงหายใจของสัตว์เงาดังก้อง อโฟรไดท์ยกมือขึ้น ปลายนิ้วของเธอเรืองแสงสีทองอ่อนราวกับดวงดาว “มาเถิด สิ่งมีชีวิตแห่งเงา จงมองข้า” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน สัตว์เงา—ร่างสูงใหญ่ที่มีดวงตาสีเขียวเรืองรอง—คืบคลานออกมาจากมุมมืด อโฟรไดท์ขยับตัวช้าๆ ร่างของเธอโค้งงอราวกับกำลังเต้นระบำ ดวงตาของสัตว์เงาเริ่มอ่อนลง มันหมอบลงแทบเท้าของเธอราวกับถูกสะกดจิต

กูซีออนมองฉากนั้นด้วยความตื่นตะลึง เขาก้าวเข้าไปใกล้ ถือโอกาสคว้า ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’—ลูกแก้วสีดำที่เรืองแสงจางๆ—จากแท่นหิน “เจ้ามันเจ้าเล่ห์จริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความชื่นชม

“ข้ามีวิธีของข้า” อโฟรไดท์หันมามองเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งเป็นประกาย “และเจ้าก็มีวิธีของเจ้า เราเหมาะสมกันดีมิใช่หรือ?”

กูซีออนไม่ตอบ แต่รอยยิ้มมุมปากของเขาบ่งบอกว่าเขากำลังเริ่มยอมรับเธอมากขึ้น

---

หลังจากได้ไอเทมชิ้นแรก ทั้งสองเดินทางต่อไปยังทุ่งหญ้าสีเงินเพื่อตามหาไอเทมชิ้นที่สอง—‘เปลวไฟแห่งวิญญาณ’ บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบภายใต้ท้องฟ้าสีครามเข้มที่เต็มไปด้วยดวงดาว อโฟรไดท์เดินเคียงข้างกูซีออน หยอกล้อเขาด้วยคำพูดและท่าทางที่ยั่วยวน เธอจงใจสะบัดผมให้ปลายผมแตะไหล่ของเขา หรือแกล้งสะดุดเพื่อให้มือของเธอสัมผัสแขนแข็งแกร่งของเขา

“เจ้ามันน่ารำคาญ” กูซีออนพูด แต่ไม่มีน้ำเสียงโกรธ เขาหยุดเดิน หันมามองเธอ “เจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่ เทพี?”

“เล่น?” อโฟรไดท์หัวเราะ “ข้าแค่ทำให้การเดินทางนี้สนุกขึ้นเท่านั้น เจ้าจะโทษข้าที่ทำให้หัวใจของเจ้าเต้นแรงขึ้นหรือ?” เธอก้าวเข้าไปใกล้ มือเรียวยกขึ้นแตะที่หน้าอกของเขา “บอกข้าสิ กูซีออน เจ้ารู้สึกอะไรบ้างตอนนี้?”

กูซีออนจับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่ไม่ผลักออก ดวงตาแดงเพลิงของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เทพี และเจ้าก็รู้ดีว่าไฟมันเผาได้”

“ข้าชอบความร้อน” อโฟรไดท์กระซิบ มืออีกข้างของเธอเลื่อนขึ้นแตะคอของเขาเบาๆ “และข้าคิดว่าเจ้าก็เช่นกัน”

สัมผัสนั้นทำให้กูซีออนตัวสั่นสะท้าน เขาปล่อยข้อมือของเธอและถอยหลัง “ไปต่อเถอะ” เขากล่าวสั้นๆ แต่หัวใจของเขากำลังเต้นระรัวอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ

---

เมื่อถึงทุ่งหญ้าสีเงิน พวกเขาพบกับเปลวไฟแห่งวิญญาณที่ลอยอยู่ในอากาศ ถูกปกป้องด้วยพายุหมุนวนแห่งวิญญาณร้าย กูซีออนใช้พลังของเขาในการต่อสู้ ขณะที่อโฟรไดท์ร้องเพลงแห่งความรักโบราณเพื่อสงบวิญญาณเหล่านั้น เสียงของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลังราวกับสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า วิญญาณค่อยๆ สงบลง และกูซีออนคว้าเปลวไฟนั้นมาได้สำเร็จ

หลังจากการต่อสู้ ทั้งสองนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ อโฟรไดท์เอนตัวพิงลำต้น มองดูกูซีออนที่ถือเปลวไฟอยู่ในมือ “สองชิ้นแล้ว” เธอพูด “เหลืออีกเพียงชิ้นเดียว เจ้าจะสอนข้าบ้างหรือยัง?”

กูซีออนมองเธอ “เจ้าต้องการศาสตร์ลึกลับเพื่ออะไรกันแน่? เพื่อมนุษย์ผู้นั้นจริงๆ หรือ?”

“เพื่ออะโดนิส” อโฟรไดท์ตอบ แต่แววตาของเธอสั่นไหว “และบางที...เพื่อตัวข้าเองด้วย”

กูซีออนยิ้มมุมปาก “เจ้ามันซับซ้อนเกินกว่าที่ข้าจะเข้าใจ เทพี แต่ข้าจะสอนเจ้า เมื่อเราค้นพบไอเทมชิ้นสุดท้าย”

อโฟรไดท์ยิ้มตอบ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเปลี่ยนไป ความดึงดูดใจระหว่างทั้งคู่เริ่มลึกซึ้งเกินกว่าคำพูด และคืนนั้น ภายใต้แสงดาว เธอนอนลงใกล้เขาเพียงปลายนิ้วสัมผัส ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในความเงียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกและคำสัญญาที่ยังไม่ถูกเอ่ยออกมา

---

♦ ตอนที่ 3: ไฟแห่งโชคชะตา

ท้องฟ้าของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ในยามค่ำคืนถูกฉาบด้วยสีม่วงเข้มราวกับผ้าม่านกำมะหยี่ ดวงดาวระยิบระยับราวอัญมณีที่กระจัดกระจาย อโฟรไดท์และกูซีออนเดินเคียงกันผ่านเส้นทางหินขรุขระที่ทอดยาวไปสู่เทือกเขาหินทมิฬ—สถานที่ที่เชื่อกันว่าเก็บ ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ ไอเทมชิ้นสุดท้ายที่กูซีออนต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวนของโซโลมอน ลมหนาวพัดผ่าน หอบกลิ่นดินและกำมะถันอ่อนๆ มาปะปนกับกลิ่นหอมหวานจากร่างของอโฟรไดท์ ชุดคลุมสีขาวของเธอปลิวไสว เผยให้เห็นขาอันเรียวงามที่ก้าวย่างอย่างมั่นคง แม้พื้นหินจะคมกริบจนทิ้งรอยแดงจางๆ บนผิวของเธอ

กูซีออนเดินนำหน้า ร่างสูงใหญ่ของเขาดูดุดันยิ่งขึ้นภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเกราะหนังสีเข้ม กรงเล็บของเขาสะท้อนแสงวาววับราวกับอาวุธที่พร้อมฉีกทุกสิ่งที่ขวางหน้า เขาหันมามองอโฟรไดท์เป็นระยะ ดวงตาแดงเพลิงของเขาซ่อนความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป “เจ้าจะทนได้หรือ เทพี?” เขาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “เทือกเขานี้ไม่ใช่สวนดอกไม้ของโอลิมปัส”

อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างท้าทาย เธอเร่งฝีเท้าให้ทันเขา “ข้าทนได้มากกว่าที่เจ้าคิด กูซีออน ข้าเคยเดินผ่านเปลวไฟแห่งนรกเพื่อความรักมาแล้ว เทือกเขานี้มันจะเทียบอะไรได้?” เธอจงใจสะบัดผมสีทองให้ปลายผมแตะไหล่ของเขา “หรือว่าเจ้าห่วงข้ากัน?”

“ห่วง?” กูซีออนแค่นยิ้ม “ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้ากลายเป็นภาระ” เขาตอบ แต่แววตาของเขากลับบอกว่านั่นไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

---

เมื่อถึงเชิงเขา อากาศเริ่มหนาวเย็นจนลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นไอขาวจางๆ ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นช่องหินที่แทบจะต้องคลานเข้าไป กูซีออนหยุดลง มองไปยังปากทางที่มืดสนิท “ดวงใจแห่งโชคชะตาอยู่ในนั้น” เขากล่าว “แต่มันถูกปกป้องด้วยอสูรกายหิน ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์เงาและวิญญาณร้ายที่เราเจอมา เจ้าจะถอยหรือยัง?”

อโฟรไดท์ก้าวไปยืนข้างเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น “ถอย? ข้าไม่รู้จักคำนั้น” เธอยิ้มกว้าง “ไปกันเถอะ ปีศาจ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้าทำอะไรได้บ้าง”

ทั้งสองคลานเข้าไปในช่องหิน ภายในถ้ำกว้างขวางกว่าที่คิด พื้นผิวเต็มไปด้วยผลึกหินที่สะท้อนแสงจากเปลวไฟลึกลับที่ลอยอยู่ในอากาศ ตรงกลางถ้ำ รูปปั้นอสูรกายหินสูงตระหง่านยืนเด่นอยู่ข้างแท่นที่วาง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’—ลูกแก้วสีแดงเข้มที่เต้นระรัวราวกับมีชีวิต เมื่อกูซีออนก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาของอสูรกายเรืองแสงสีเขียว และมันเริ่มขยับตัว เสียงหินกระทบกันดังก้องราวกับแผ่นดินไหว

“ระวัง!” อโฟรไดท์ตะโกน เธอกระโจนไปข้างหน้า ผลักกูซีออนออกจากเส้นทางของกำปั้นหินที่พุ่งลงมา พื้นถ้ำสั่นสะเทือนจากแรงกระแทก กูซีออนลุกขึ้นทันที ดวงตาแดงเพลิงลุกโชนด้วยความโกรธ เขาใช้กรงเล็บโจมตีอสูรกาย ทว่าเกราะหินของมันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะทำลายได้ง่ายๆ

อโฟรไดท์ไม่รอช้า เธอยกมือขึ้น ร่ายมนตร์แห่งความรักโบราณ คำพูดของเธอไหลลื่นราวกับบทกวี “จงฟังข้า สิ่งมีชีวิตแห่งหิน ผู้ไร้หัวใจ ข้าจะมอบความอบอุ่นแห่งชีวิตให้เจ้า” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลัง แสงสีทองจากมือของเธอแผ่ออกไป อสูรกายหยุดชะงัก ดวงตาสีเขียวเริ่มอ่อนลงราวกับถูกสะกด

“ตอนนี้!” อโฟรไดท์ตะโกน กูซีออนฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าไป ใช้พลังทั้งหมดทุบเกราะหินบริเวณอกของมันจนแตกกระจาย เขาคว้า ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ มาได้สำเร็จ ขณะที่อสูรกายล้มลงกลายเป็นกองหิน

ทั้งสองหอบหายใจ มองหน้ากันในความเงียบ อโฟรไดท์ยิ้ม “เห็นไหม? เราเหมาะสมกันจริงๆ”

กูซีออนมองเธออยู่นาน “เจ้ามันบ้า เทพี แต่ข้าจะยอมรับว่าครั้งนี้เจ้ามีประโยชน์” เขากล่าว แต่แววตาของเขาเผยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น

---

หลังจากได้ไอเทมชิ้นสุดท้าย พวกเขาออกมาจากถ้ำและตั้งแคมป์พักที่ลานหินกว้างใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว อโฟรไดท์นั่งลงข้างกองไฟที่กูซีออนจุดขึ้น เธอถอดรองเท้าออก เผยให้เห็นรอยแดงที่เท้าจากการเดินทางอันทรหด กูซีออนมองเธอเงียบๆ ก่อนจะหยิบผ้าชุบน้ำจากลำธารใกล้ๆ มาเช็ดรอยแดงนั้นให้

“เจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้” อโฟรไดท์พูด น้ำเสียงอ่อนลงจากความประหลาดใจ

“หุบปาก” กูซีออนตอบสั้นๆ มือหยาบกร้านของเขาเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลเกินคาด สัมผัสนั้นทำให้หัวใจของอโฟรไดท์เต้นแรง เธอมองเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งเป็นประกายด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน

“เจ้าเคยบอกว่าความรักทำให้อ่อนแอ” เธอกระซิบ “แต่ตอนนี้เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

กูซีออนหยุดชะงัก มือของเขาค้างอยู่ที่ข้อเท้าของเธอ เขามองขึ้นมาสบตาเธอ “ข้าไม่รู้” เขายอมรับ “แต่เจ้ามัน... เจ้ามันทำให้ข้าสับสน”

อโฟรไดท์ยิ้ม เธอเลื่อนตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งสองแทบสัมผัสกัน “บางที ความสับสนนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง” เธอยกมือขึ้นแตะแก้มของเขาเบาๆ ผิวหยาบกร้านของเขาตัดกับความนุ่มนวลของเธออย่างลงตัว

กูซีออนจับมือของเธอไว้ แต่คราวนี้เขาไม่ผลักออก เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนหน้าผากของทั้งคู่สัมผัสกัน “เจ้ากำลังยั่วข้าใช่ไหม?” เขากระซิบ เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้านด้วยความปรารถนาที่ถูกกักไว้

“ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะทำอย่างไร?” อโฟรไดท์ตอบ เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ริมฝีปากของเธอเกือบสัมผัสเขา

กูซีออนครางแผ่วในลำคอ เขาปล่อยมือของเธอและกอดเอวของเธอไว้แน่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกันท่ามกลางความอบอุ่นของกองไฟ กลิ่นหอมของเธอผสมกับกลิ่นกำมะถันจากตัวเขา ความร้อนจากสัมผัสนั้นทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัว เขาก้มลงราวกับจะจูบ แต่หยุดลงกลางคัน “เจ้ามันอันตรายเกินไป” เขากล่าว แล้วผละออกอย่างรวดเร็ว

อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ “เจ้าก็เช่นกัน” เธอพูด แต่ในใจของเธอรู้ดีว่าค่ำคืนนี้ได้เปลี่ยนบางสิ่งระหว่างพวกเขาไปตลอดกาล

---

ทั้งคู่ผลัดกันเฝ้ายามในคืนนั้น อโฟรไดท์นอนลงใกล้กูซีออน ระยะห่างเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสได้ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทอเงาของทั้งสองให้ประสานกันบนพื้นหิน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและความรู้สึกที่กำลังเบ่งบาน ไอเทมทั้งสามชิ้นอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว แต่การเดินทางยังไม่จบ และหัวใจของทั้งคู่ก็เริ่มเปิดรับกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ

---

♦ ตอนที่ 4: เจ็ดคืนแห่งไฟรัก

แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมายังแท่นวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางซากปรักหักพังของอาณาจักรทไวไลต์เรียวม์ เสาหินโบราณที่แตกหักพาดพิงกันราวกับโครงกระดูกของอดีตอันรุ่งโรจน์ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเข้มที่เลื้อยพันอย่างอ้อยอิ่ง อโฟรไดท์ยืนอยู่บนแท่นหินกลมตรงกลาง มือเรียวกุม ‘หยาดน้ำตาแห่งเงา’ และ ‘เปลวไฟแห่งวิญญาณ’ ขณะที่กูซีออนวาง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ ลงในร่องหินที่แกะสลักเป็นวงกลมโบราณ ลมเย็นพัดผ่าน หอบกลิ่นดอกไม้ป่ามาผสมกับกลิ่นกำมะถันจากร่างของเขา ชุดคลุมบางเบาของเธอปลิวไสวราวกับปีกเธอฟ้า เผยให้เห็นเรือนร่างโค้งเว้าที่สะท้อนแสงจันทร์ราวกับงานปั้นของเทพ

กูซีออนถอยออกมา ดวงตาแดงเพลิงของเขาลุกโชนด้วยความตื่นเต้นและความหวัง “พิธีนี้จะปลดปล่อยข้าจากพันธะแห่งแหวน” เขากล่าว เสียงทุ้มต่ำสั่นสะท้านด้วยพลัง “แต่ข้าต้องการพลังของเจ้า เทพี เพื่อจุดไฟแห่งโชคชะตา”

อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ มือของเธอวางไอเทมทั้งสองลงข้าง ‘ดวงใจแห่งโชคชะตา’ “พลังของข้า?” เธอถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้ามั่นใจหรือว่าต้องการมันจริงๆ? เพราะเมื่อข้ามอบให้ มันจะเผาทุกสิ่งที่เจ้ากักขังไว้”

“ข้ามั่นใจ” กูซีออนตอบ เขายื่นมือออกมา กรงเล็บแหลมคมสะท้อนแสงจันทร์ “เริ่มเถอะ”

เธอพยักหน้า แล้วยกมือทั้งสองขึ้น ร่ายมนตร์โบราณด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะราวกับบทเพลงแห่งความรัก “ด้วยหยาดน้ำตาแห่งเงา ข้าจะล้างความเจ็บปวด ด้วยเปลวไฟแห่งวิญญาณ ข้าจะจุดประกายชีวิต และด้วยดวงใจแห่งโชคชะตา ข้าจะมอบอิสรภาพ” แสงสีทองจากมือของเธอแผ่ออกไป ไอเทมทั้งสามเริ่มเรืองแสง—สีดำ สีแดง และสีทอง—ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นลูกไฟขนาดเล็กที่ลอยขึ้นเหนือแท่น

ทันใดนั้น ร่างของกูซีออนสั่นสะท้าน เขาคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด พันธะแห่งแหวนที่พันธนาการจิตวิญญาณของเขาเริ่มแตกสลาย เปลวไฟสีดำพุ่งออกจากอกของเขา ราวกับโซ่ที่ถูกเผาไหม้จนขาดสะบั้น อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ มือของเธอแตะที่หน้าอกของเขาเพื่อส่งพลังของเธอเข้าไปช่วย “ทนไว้” เธอกระซิบ “ข้าอยู่ที่นี่”

สัมผัสของเธอเหมือนน้ำเย็นที่ไหลผ่านไฟนรก ความเจ็บปวดของกูซีออนบรรเทาลง แต่สิ่งที่ตามมาคือไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนขึ้นแทน เขาจับข้อมือของเธอไว้แน่น ดวงตาแดงเพลิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอ “เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า?” เขากล่าว เสียงสั่นด้วยอารมณ์ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

“ข้ามอบตัวข้าให้เจ้า” อโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปใกล้จนร่างของทั้งคู่แทบแนบชิด “เพื่อให้เจ้าได้รู้ว่าไฟแห่งอิสรภาพและไฟแห่งความรักนั้นเหมือนกัน”

---

พิธีเสร็จสิ้นลงเมื่อแสงจากไอเทมทั้งสามจางหายไป กูซีออนรู้สึกถึงอิสรภาพที่ไหลเวียนในร่าง แต่ความว่างเปล่าที่เคยครอบงำเขาถูกแทนที่ด้วยความร้อนจากร่างของอโฟรไดท์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างสูงใหญ่ของเขาครอบงำร่างเล็กของเธอ แต่เธอไม่ขัดขืน เธอเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของเธอเกือบสัมผัสคางหยาบกร้านของเขา “เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกระซิบ “แต่เจ้ายังต้องการข้าอยู่หรือไม่?”

คำถามนั้นจุดไฟในตัวกูซีออน เขาก้มลงจูบ نางอย่างรุนแรง ราวกับพายุที่พัดกระหน่ำทุ่งหญ้า ริมฝีปากหยาบกร้านของเขากดทับความนุ่มนวลของเธอ รสชาติของกำมะถันผสมกับความหวานจากลมหายใจของเธอทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน อโฟรไดท์ตอบสนองด้วยความเร่าร้อนที่ไม่แพ้กัน มือของเธอเลื่อนขึ้นโอบรอบคอของเขา นิ้วเรียวฝังลงในผมสีดำสนิทของเขา

ทั้งสองล้มตัวลงบนแท่นหินที่ยังคงอุ่นจากพิธี ผิวของอโฟรไดท์นุ่มนวลราวกับกลีบดอกไม้ตัดกับความแข็งกระด้างของเกราะหนังที่กูซีออนถอดออกอย่างรีบร้อน เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังประสานกันท่ามกลางความเงียบของวิหารร้าง แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทอเงาของทั้งสองให้กลายเป็นภาพแห่งความรักที่ร้อนแรงและบริสุทธิ์

กูซีออนเลื่อนมือหยาบกร้านของเขาลงตามแนวโค้งของเอวของเธอ สัมผัสนั้นเหมือนเปลวไฟที่ลูบไล้ผืนผ้าไหม อโฟรไดท์ครางแผ่วในลำคอ เสียงนั้นไพเราะราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ เธอยกมือขึ้นแตะหน้าอกกว้างของเขา รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นและหัวใจที่เต้นระรัวภายใต้ผิวสีเข้มของเขา “เจ้ารู้สึกถึงข้าไหม?” เธอถาม มือของเธอเลื่อนลงช้าๆ ราวกับกำลังวาดภาพแห่งความปรารถนา

“ข้ารู้สึกถึงเจ้ามากเกินไป” กูซีออนตอบ เขาก้มลงจูบที่ไหปลาร้าของเธอ กลิ่นหอมจากผิวของเธอทำให้เขาหลงใหลราวกับดอกไม้ที่บานในความมืด เขาเคลื่อนริมฝีปากลงไปตามแนวไหล่ของเธอ ปลายลิ้นสัมผัสผิวเนียนนุ่มราวกับหยาดน้ำที่ไหลผ่านหินเรียบ

อโฟรไดท์โอบกอดเขาแน่น ร่างของเธอโค้งรับสัมผัสของเขาเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ความร้อนจากร่างของทั้งคู่ผสมผสานกันราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนท่ามกลางคืนอันหนาวเย็น เสียงลมหายใจของเธอดังถี่ขึ้นเมื่อมือของเขาลูบไล้สูงขึ้นตามแนวต้นขาของเธอ ผิวของเธอสั่นสะท้านราวกับใบไม้ที่ถูกสายลมพัดผ่าน

“เจ้าเหมือนดวงดาว” เขากระซิบที่ข้างหูของเธอ ลมหายใจร้อนของเขาทำให้เธอตัวสั่น “สว่างไสว และข้าจะไม่มีวันจับต้องเจ้าได้เต็มที่”

“เจ้าจับต้องข้าได้แล้ว” อโฟรไดท์ตอบ เธอดึงเขาเข้ามาใกล้จนร่างของทั้งคู่แนบสนิท “และข้าจะให้เจ้ามากกว่านี้”

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไปบนแท่นวิหารนั้น ทั้งสองหลอมรวมกันในอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยสัมผัสทั้งห้า—กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นควันจากร่างของเขา เสียงครางแผ่วเบาที่ดังประสานกับเสียงลม รสชาติของเหงื่อที่หยดลงจากหน้าผากของเขาสู่ริมฝีปากของเธอ สายตาที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน และสัมผัสของผิวที่แนบชิดราวกับถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่ถูกห่อหุ้มด้วยความอ่อนโยน

ในคืนสุดท้าย อโฟรไดท์นอนอยู่ในอ้อมแขนของกูซีออน แสงจันทร์สาดส่องลงมาทอเงาของทั้งคู่ให้กลายเป็นภาพแห่งความสมบูรณ์ เธอยกมือขึ้นลูบแก้มของเขา “เจ้าได้อิสรภาพแล้ว” เธอพูด “แต่ข้าจะจากไปไม่ได้หากหัวใจของเจ้ายังคงต้องการข้า”

กูซีออนจับมือของเธอไว้ “เจ้าเปลี่ยนข้าไป เทพี” เขากล่าว “ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากให้เจ้าไป”

อโฟรไดท์ยิ้ม “ข้าจะต้องไป แต่ข้าจะกลับมา” เธอก้มลงจูบเขาอีกครั้ง จูบนั้นนุ่มนวลและยาวนานราวกับคำสัญญา “เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น”

ทั้งสองนอนกอดกันภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบสงบที่อบอวลไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง

---

♦ ตอนที่ 5: คำสัญญาใต้แสงจันทร์

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาผ่านรอยแยกของเสาหินโบราณในวิหารร้างแห่งทไวไลต์เรียวม์ ทอประกายสีทองอ่อนลงสู่แท่นหินที่อโฟรไดท์และกูซีออนนอนเคียงกันตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน อากาศเย็นยามรุ่งสางพัดผ่าน หอบกลิ่นดอกไม้ป่ามาผสมกับกลิ่นกำมะถันจางๆ จากร่างของเขา อโฟรไดท์ตื่นขึ้นก่อน เธอขยับตัวอย่างแผ่วเบา มองไปยังกูซีออนที่ยังหลับสนิท ร่างสูงใหญ่ของเขานอนนิ่ง หน้าอกกว้างขยับขึ้นลงตามลมหายใจ ดวงตาแดงเพลิงที่เคยลุกโชนด้วยความดุดันปิดสนิท เผยให้เห็นความสงบที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

เธอยิ้ม มือเรียวยกขึ้นลูบผมสีดำสนิทของเขาเบาๆ “เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” เธอกระซิบ “และบางที ข้าก็ด้วย” ชุดคลุมบางเบาของเธอที่ขาดรุ่งริ่งจากการกอดรัดเจ็ดคืนปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่ยังมีรอยแดงจางๆ จากสัมผัสหยาบกร้านของเขา เธอลุกขึ้นยืน มองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีครามเข้มเป็นสีทองอ่อน—ถึงเวลาที่เธอต้องจากไปแล้ว

กูซีออนตื่นขึ้นจากสัมผัสที่หายไป เขาลืมตาขึ้น ดวงตาแดงเพลิงมองหาเธอทันที “เจ้ากำลังจะไปแล้วหรือ?” เสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวลกว่าที่เคย เธอหันกลับมามองเขา ยิ้มให้ด้วยแววตาที่อบอุ่น

“ข้าต้องไป” อโฟรไดท์ตอบ “คำสาบานที่ข้าตั้งไว้ต่อแม่น้ำสติกซ์ยังคงผูกมัดข้า ข้าต้องชุบชีวิตอะโดนิสให้ได้ และเพื่อทำเช่นนั้น ข้าจะต้องเรียนรู้ศาสตร์ลึกลับจากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนให้ครบ”

กูซีออนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาเข้าไปใกล้เธอ “และข้าจะเป็นเพียงหนึ่งในนั้นสำหรับเจ้า?” เขาถาม น้ำเสียงแฝงความขมขื่นที่เขาไม่อาจซ่อนได้

อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปหาเขา มือของเธอแตะที่หน้าอกของเขาเบาๆ “ไม่” เธอกล่าว “เจ้าไม่ใช่แค่หนึ่งในนั้น เจ้าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งสำหรับข้า” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำผึ้งจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เจ็ดวันเจ็ดคืนที่เราอยู่ด้วยกัน มันเปลี่ยนข้าไปมากกว่าที่ข้าคาดคิด”

---

กูซีออนมองเธออยู่นาน ความเงียบแผ่ขยายระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมและเสียงใบไม้ที่ไหวระริก เขายกมือหยาบกร้านขึ้นจับมือของเธอที่วางอยู่บนหน้าอกของเขา “แล้วอะโดนิสล่ะ?” เขาถาม “เขาคือสิ่งที่เจ้ามุ่งมั่นมาตลอดมิใช่หรือ?”

อโฟรไดท์พยักหน้า “เขาเป็นส่วนหนึ่งของข้า ความรักที่ข้ามีต่อเขาคือสิ่งที่ผลักดันข้ามาถึงจุดนี้ แต่...” เธอหยุดชะงัก มองไปยังแสงตะวันที่เริ่มสว่างขึ้น “เจ้าได้สอนข้าว่าความรักมันกว้างใหญ่กว่านั้น มันไม่ใช่แค่การครอบครองหรือการเสียสละ แต่มันคือการปลดปล่อย—ทั้งตัวข้าและคนที่ข้ารัก”

“เจ้ากำลังบอกว่าข้าทำให้เจ้าเป็นอิสระ?” กูซีออนยิ้มมุมปาก ความเย้ยหยันในน้ำเสียงของเขาผสมกับความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน

“ใช่” อโฟรไดท์ตอบ เธอเลื่อนมือขึ้นแตะแก้มของเขา “และข้าก็ทำให้เจ้าเป็นอิสระเช่นกัน เราได้มอบบางสิ่งให้กันและกันที่ไม่มีใครพรากไปได้”

กูซีออนจับมือของเธอไว้แน่น เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างเล็กของเธอแนบชิดกับร่างกำยำของเขา “ถ้าข้าบอกว่าไม่อยากให้เจ้าไป เจ้าจะอยู่ไหม?” เขากระซิบที่ข้างหูของเธอ ลมหายใจร้อนของเขาทำให้ผิวของเธอสั่นสะท้าน

อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นไพเราะราวกับระฆังเงิน “ข้าอยากอยู่” เธอยอมรับ “แต่ข้าจะไม่เป็นอโฟรไดท์ที่เจ้ารู้จัก ถ้าข้าทิ้งคำสาบานของตัวเอง ข้าต้องไปเพื่อให้คำสัญญาของข้าสมบูรณ์” เธอผละออกจากอ้อมกอดของเขา มองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “แต่ข้าจะกลับมา ทุกๆ ปี ข้าจะกลับมาหาเจ้า และเราจะมีเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน”

---

กูซีออนมองเธออยู่นาน เขารู้ว่าเธอพูดจริง คำสัญญาของเทพีแห่งความรักไม่ใช่สิ่งที่แตกสลายง่ายๆ “เจ็ดวันเจ็ดคืน” เขาพูดซ้ำ “มันจะเพียงพอสำหรับข้าหรือ?”

“มันจะเพียงพอ” อโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปใกล้ ก้มลงจูบเขาเบาๆ ที่ริมฝีปาก จูบนั้นนุ่มนวลและอบอุ่นราวกับแสงตะวันแรกของวัน “เพราะทุกครั้งที่ข้ากลับมา เราจะเริ่มต้นใหม่ และความรักของเราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”

กูซีออนโอบกอดเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่พูดอะไร เขาเพียงกอดเธอแน่นราวกับจะจดจำสัมผัสของเธอไว้ในทุกส่วนของจิตวิญญาณ อโฟรไดท์ซบหน้าลงที่อกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเขา—หัวใจที่ครั้งหนึ่งเคยเย็นชา แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เกิดจากเธอ

เมื่อถึงเวลาต้องจากลา อโฟรไดท์ก้าวถอยหลัง เธอยกมือขึ้นร่ายมนตร์ แสงสีทองห่อหุ้มร่างของเธอราวกับผ้าคลุมแห่งดวงดาว “ข้าจะไปแล้ว” เธอกล่าว “แต่จงจำไว้ว่า หัวใจของข้าจะอยู่กับเจ้าทุกคืนที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง”

กูซีออนพยักหน้า “และข้าจะรอเจ้า” เขาตอบ “ทุกๆ ปี ณ ที่แห่งนี้”

เธอยิ้มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แสงสีทองจะพาเธอหายไป เหลือเพียงกลิ่นหอมจางๆ และความทรงจำของเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ กูซีออนยืนนิ่ง มองไปยังจุดที่เธอจากไป ดวงตาแดงเพลิงของเขาสงบนิ่ง เขารู้สึกถึงอิสรภาพที่แท้จริง—ไม่เพียงแต่จากโซ่ตรวนของโซโลมอนเท่านั้น แต่จากคุกแห่งหัวใจของเขาเองด้วย

---

หนึ่งปีต่อมา ณ วิหารร้างแห่งเดิม แสงจันทร์สาดส่องลงมาเหมือนคืนแรกที่ทั้งคู่พบกัน กูซีออนยืนอยู่บนแท่นหิน มือของเขาถือดอกไม้ป่าสีขาวที่เขาเก็บมาจากทุ่งหญ้าใกล้ๆ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรเช่นนี้—ปีศาจผู้ป่าเถื่อนที่ครั้งหนึ่งเกลียดชังความอ่อนโยน แต่ตอนนี้ เขายิ้มให้กับความทรงจำของเธอ

แสงสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา อโฟรไดท์ก้าวออกมา ชุดคลุมสีขาวของเธอยังคงบางเบาและงดงามเช่นเคย ดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอเป็นประกายเมื่อเห็นเขา “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

กูซีออนยื่นดอกไม้ให้เธอ “และข้าก็บอกแล้วว่าข้าจะรอ” เขาตอบ เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันอีกครั้งราวกับไม่เคยห่างกัน

“เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นแล้ว” อโฟรไดท์กระซิบ เธอเงยหน้าขึ้นจูบเขา จูบนั้นหวานซึ้งและเต็มไปด้วยคำสัญญาแห่งอนาคต

ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ภายใต้แสงจันทร์ หัวใจของพวกเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความรักของทั้งคู่ไม่ใช่โซ่ที่ผูกมัด แต่เป็นสายลมที่พัดพาทั้งสองให้โบยบินไปด้วยกัน—อบอุ่น อิสระ และงดงามตลอดกาล

---

จบภาค

(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

Popular Posts