* กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกเลยจ้าา *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Wednesday, March 5, 2025

08 ‘The 7 Nights in the Twilight Realm’ (Aphrodite & Duke Barbatos)

SERIES

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

หมื่นล้านคำรัก | นิยาย AI เทพนิยายโรแมนซ์แฟนตาซีอิโรติก

(Aphrodite & Duke Barbatos)

5 ตอนจบ

**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

♦ ตอนที่ 1: บทเพลงแห่งเงามืดและแสงสว่าง

ท้องฟ้าเหนืออาณาจักร Twilight Realm ถูกระบายด้วยสีน้ำเงินเข้มปนม่วงราวกับผืนผ้าที่ถูกหยดหมึกแห่งราตรี แสงดาวระยิบระยับราวหยาดน้ำตาของเทพเจ้าโบราณที่ร่วงหล่นลงมาในห้วงแห่งความมืด Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณขาวนวลราวหิมะแรกของฤดูหนาว และดวงตาคู่สีน้ำผึ้งที่ส่องประกายราวเปลวไฟแห่งปรารถนา ก้าวย่างอย่างสง่างามบนพื้นหินปูนที่เย็นเยียบของป่าต้องห้าม เส้นผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลมราวกับม่านทองคำที่ต้องแสงจันทร์ เสื้อคลุมบางเบาสีขาวขุ่นที่โอบล้อมร่างของเธอเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบราวกับถูกปั้นแต่งโดยช่างเทวะ เธอมาที่นี่เพื่อตามหาเขา—'Duke Barbatos' หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่ง Solomon ผู้ถูกสาปให้ติดอยู่ในพันธนาการแห่งแหวนทองคำของกษัตริย์โบราณ

Barbatos ไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดา เขาคือผู้ครองอำนาจแห่งสายลมและพายุ ผู้รู้แจ้งในศาสตร์แห่งความลับโบราณ รูปลักษณ์ของเขาดุดันราวกับถูกหล่อหลอมจากเงามืดและเปลวเพลิง ดวงตาคู่สีแดงเข้มราวหยดเลือดที่ตกลงบนกำมะหยี่ดำสนิทมองทะลุผ่านทุกสิ่ง กรงเล็บของเขาคมกริบราวใบมีดที่ตัดผ่านเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย ร่างกายกำยำสูงตระหง่านเกือบสองเมตรถูกปกคลุมด้วยเกราะหนังสีดำที่แนบสนิทกับกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เขาคือพายุที่เคลื่อนไหว คือนักล่าที่ไม่อาจหยุดยั้ง และตอนนี้ เขากำลังออกตามหา 'Heart of Storms' อัญมณีวิเศษชิ้นแรกในสามชิ้นที่จะปลดปล่อยเขาจากพันธนาการอันโหดร้าย

Aphrodite ได้ยินเสียงฝีเท้าสะท้อนก้องในระยะไกล เสียงที่หนักแน่นและทรงพลังราวกับแผ่นดินกำลังสั่นสะเทือน เธอหยุดยืน มือหนึ่งแตะที่ริมฝีปากสีแดงระเรื่อราวกลีบกุหลาบ ขณะที่สายลมพัดผ่านพุ่มไม้หนาที่ยื่นกิ่งก้านราวกรงเล็บของสัตว์ร้าย แล้วเขาก็ปรากฏตัว—Barbatos ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอ หางตาของเขากวาดมองเธออย่างเย่อหยิ่ง ดวงตาสีเลือดของเขาจับจ้องราวกับจะเผาไหม้ทุกสิ่งที่เธอเป็น

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เทพีแห่งความไร้สาระ?” เสียงของเขาดังก้องทุ้มต่ำราวฟ้าผ่าที่แตกกระจายกลางพายุ “ป่าต้องห้ามไม่ใช่ที่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางเช่นเจ้า”

Aphrodite ยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยในท่วงท่าที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย เธอก้าวเข้าใกล้เขา กลิ่นหอมจากร่างกายเธอ—กลิ่นของดอกมะลิปนน้ำค้าง—ลอยไปแตะจมูกของปีศาจ เขาขบกรามแน่น สายตาของเขาเริ่มไหวระริกด้วยบางสิ่งที่เขาไม่อาจควบคุมได้

“ข้ามาที่นี่เพื่อเจ้า Barbatos” เสียงของเธอนุ่มนวลราวสายลมยามค่ำคืน แต่แฝงด้วยพลังที่ไม่อาจปฏิเสธ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการ Heart of Storms รวมถึงชิ้นส่วนอีกสองชิ้นที่จะปลดปล่อยเจ้าจากพันธะของ Solomon ข้าจะช่วยเจ้า”

Barbatos หัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาดังก้องราวพายุที่โหมกระหน่ำ “เจ้า? ช่วยข้า? เทพีที่เอาแต่หลงใหลในความงามและมนุษย์ตัวกระจิ๋วของเจ้า? ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากสิ่งมีชีวิตที่มองความรักเป็นเพียงของเล่น”

Aphrodite ไม่สะทกสะท้าน เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกจนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่ช่วงแขน กลิ่นหอมจากร่างเธอเข้มข้นขึ้น เขารู้สึกถึงมัน—พลังดึงดูดที่แผ่ออกมาจากตัวเธอราวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างไม่อาจต้านทาน

“ข้าต้องการบางอย่างจากเจ้าเช่นกัน” เธอเอ่ย มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่หน้าอกของเขา เกราะหนังเย็นเยียบภายใต้ปลายนิ้วของเธอ “สอนข้าศาสตร์แห่งความลับที่เจ้าครอบครอง ข้าจะใช้มันเพื่อชุบชีวิต Adonis ผู้เป็นที่รักของข้า และในทางกลับกัน ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาสิ่งที่เจ้าต้องการ”

Barbatos จ้องเธอ เขารู้สึกถึงเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่เริ่มลุกโชนในอก แต่เขากดมันลงด้วยความเย่อหยิ่ง “Adonis? มนุษย์ที่อ่อนแอและตายไปแล้วนั่นหรือ? เจ้าจะเสียเวลากับสิ่งที่ไร้ค่าเช่นนั้นเพื่ออะไร? ความรักของเจ้าเป็นเพียงภาพลวงตา—ความหลงใหลที่เกิดจากความว่างเปล่า”

Aphrodite ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่คมกริบ “และความรักของเจ้าคืออะไรกันเล่า Barbatos? ความว่างเปล่าที่เจ้าโอบกอดไว้แน่นราวกับมันคือเกราะป้องกัน? เจ้ากลัวที่จะรู้สึก กลัวที่จะยอมรับว่ามีบางสิ่งในตัวเจ้าที่โหยหามากกว่าอิสรภาพ”

คำพูดของเธอแทงลึกเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจเขา เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาแดงก่ำของเขาวาวโรจน์ “เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจข้า เทพี ข้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ยอมจำนนต่อความรู้สึกโง่เขลา”

“บางทีข้าอาจไม่เข้าใจเจ้าในตอนนี้” เธอเอ่ย ขณะก้าวตามเขาไป “แต่ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า จนกว่าข้าจะพิสูจน์ได้ว่า ความรักไม่ใช่แค่ภาพลวงตา และเจ้าจะยอมรับมันด้วยตัวเจ้าเอง”

---

ป่าต้องห้ามกลายเป็นสนามรบแห่งคำพูดและพลังดึงดูดระหว่างทั้งสอง คืนนั้น Barbatos นำทางไปยังถ้ำลับที่ซ่อนเบาะแสของ 'Heart of Storms' Aphrodite ติดตามเขาไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้สายตาเยาะเย้ยของเขาจะมองเธอราวกับเธอเป็นเพียงเด็กน้อยที่หลงทาง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านรอยแยกของถ้ำ เธอนั่งลงใกล้เขา มือหนึ่งวางบนพื้นหินเย็น ขณะที่เขาก้มมองแผนที่โบราณที่สลักด้วยอักษรรูน

“เจ้าจะไม่ยอมแพ้ใช่ไหม?” เขาถาม น้ำเสียงแหบพร่าด้วยความหงุดหงิดปนความสนใจ

“ไม่เคย” เธอตอบ มองเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าจะตามเจ้าจนกว่าข้าจะได้สิ่งที่ข้าต้องการ และบางที เจ้าอาจจะได้สิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้ว่าเจ้าโหยหา”

Barbatos เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้าดุดันของเขา “ดี ข้าจะให้โอกาสเจ้า เทพี แต่จงจำไว้ว่า ข้าไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ยอมจำนนง่ายๆ”

Aphrodite ยิ้มตอบ “และข้าก็ไม่ใช่ผู้ยอมแพ้เช่นกัน”

---

คืนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ทั้งสองไม่อาจคาดเดาได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางการปะทะกันของอารมณ์และปรัชญา Barbatos เริ่มรู้สึกถึงพลังของเธอที่ซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา ขณะที่ Aphrodite เริ่มเห็นรอยร้าวในเกราะแห่งความเย่อหยิ่งของเขา—รอยร้าวที่อาจนำไปสู่บางสิ่งที่ลึกซึ้งและร้อนแรงยิ่งกว่าที่เธอเคยสัมผัส

---

♦ ตอนที่ 2: เงาแห่งปรารถนาในพายุหมุนวน

แสงตะวันแรกของ Twilight Realm สาดส่องผ่านม่านหมอกหนาที่ยังคงเกาะกุมป่าต้องห้ามราวผ้าคลุมของวิญญาณหลงทาง Aphrodite ตื่นขึ้นบนพื้นหินเย็นในถ้ำที่เธอและ Barbatos พักแรม เสื้อคลุมสีขาวบางของเธอเลอะคราบฝุ่นจากค่ำคืนอันยาวนาน ข้างกายเธอ ปีศาจแห่งพายุยังคงนั่งนิ่ง มือหนาคู่หนึ่งจับม้วนหนังสือโบราณที่เต็มไปด้วยอักษรรูนสีทองแดง ดวงตาสีเลือดของเขาจับจ้องไปยังจุดหนึ่งราวกับกำลังถอดรหัสปริศนาที่ซ่อนอยู่ในอดีตกาลอันมืดมิด เขาไม่หันมองเธอ แต่เธอรู้ว่าเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเธอ—ทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจ

“เจ้าจะนอนเกียจคร้านไปถึงเมื่อไร เทพี?” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น แฝงด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยที่เธอเริ่มคุ้นเคย “หรือว่าแค่คืนเดียวในป่าก็ทำให้เจ้าเหนื่อยล้าจนทนต่อไปไม่ไหว?”

Aphrodite ยิ้ม มือหนึ่งยกขึ้นปัดเส้นผมสีทองที่ร่วงลงมาปรกหน้า เธอลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ร่างโค้งอ่อนช้อยเคลื่อนไหวราวสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน “ข้าไม่ได้เหนื่อยง่ายๆ อย่างที่เจ้าคิดหรอก Barbatos และข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้เจ้าได้หัวเราะเยาะ ข้าพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้”

เขาหันมามองเธอในที่สุด ดวงตาคู่แดงก่ำของเขาวาวโรจน์ด้วยความสนใจปนระแวง “ดี เพราะวันนี้เราจะไปยัง 'Vale of Whispers' หุบเขาที่ซ่อน 'Crown of Thunder' ไว้ หากเจ้าไม่ทันข้า ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ข้างหลังโดยไม่ลังเล”

Aphrodite เดินเข้าไปใกล้เขา จนกลิ่นหอมจากร่างเธอ—กลิ่นดอกลาเวนเดอร์ปนน้ำผึ้ง—ลอยไปแตะจมูกของเขา “เจ้าไม่มีวันทิ้งข้าได้หรอก เพราะเจ้าจะไม่มีวันหา Crown of Thunder ได้โดยปราศจากข้า”

Barbatos ขบกรามแน่น ความรู้สึกบางอย่างในตัวเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้น—ความโกรธปนปรารถนาที่เขาไม่อาจกำหนดชื่อ “เจ้าช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก เทพี”

“และเจ้าก็เช่นกัน” เธอตอบ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมทางกัน”

---

การเดินทางสู่ 'Vale of Whispers' ไม่ใช่เรื่องง่าย หุบเขานั้นถูกปกคลุมด้วยพายุหมุนวนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สายลมกรีดร้องราวเสียงร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำ Barbatos นำทางด้วยความมั่นใจ กรงเล็บของเขาตัดผ่านเถาวัลย์หนาที่ยื่นขวางราวกับมันเป็นเพียงใยแมงมุม Aphrodite ตามหลังเขาไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าสายลมจะพัดจนเสื้อคลุมของเธอปลิวไสวเผยให้เห็นเรียวขาขาวนวลที่โผล่พ้นขอบผ้า เขาหันมองเธอเพียงชั่วครู่ แต่สายตานั้นยาวนานพอที่เธอจะสัมผัสได้ถึงเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเขา

ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญกับฝูง 'Shadow Hounds' สัตว์ร้ายที่มีร่างกายเป็นควันดำและดวงตาสีเหลืองเรืองรอง Barbatos ต่อสู้ด้วยพลังดุร้าย กรงเล็บของเขาฉีกกระชากร่างของมันจนแตกสลายเป็นละอองหมอก Aphrodite ไม่ได้นิ่งเฉย เธอใช้พลังแห่งความงามและเสน่ห์ของเธอ ส่งกลิ่นหอมที่มึนเมาไปยังฝูงอสูรกายจนมันหยุดชะงัก สับสน และเปิดโอกาสให้ Barbatos จัดการมันได้อย่างง่ายดาย

เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง เขาหันมองเธอ หอบหายใจหนักหน่วง “เจ้ามีประโยชน์กว่าที่ข้าคิด”

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเจ้าจะต้องการข้า” เธอยิ้ม มือหนึ่งยกขึ้นปัดเหงื่อที่หยดลงจากหน้าผาก “และบางที เจ้าอาจจะเริ่มชอบที่มีข้าอยู่เคียงข้าง”

Barbatos ไม่ตอบ แต่รอยยิ้มมุมปากของเขาบอกเธอมากกว่าคำพูดใดๆ

---

เมื่อถึง 'Vale of Whispers' ท้องฟ้าถูกบดบังด้วยเมฆสีเทาดำที่หมุนวนเป็นเกลียวราวพายุแห่งโชคชะตา 'Crown of Thunder' ถูกซ่อนอยู่ในวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านกลางหุบเขา ตัววิหารถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำที่ขยับเคลื่อนไหวราวสิ่งมีชีวิต Barbatos และ Aphrodite ต้องร่วมมือกันเพื่อฝ่าด่านปริศนาโบราณที่ปกป้องมงกุฎ เขาใช้ความรู้จากศาสตร์ลับเพื่อถอดรหัสอักษรรูน ขณะที่เธอใช้พลังแห่งความรักของเธอปลุกวิญญาณแห่งสายลมที่ถูกจองจำในกำแพงให้ยอมเปิดทาง

ระหว่างการทำงานร่วมกัน มือของเขาบังเอิญแตะกับมือของเธอ ผิวหนังเย็นเยียบของเขาสัมผัสกับความอบอุ่นของเธอเพียงชั่วครู่ แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงขึ้น Barbatos ดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาไหวระริกด้วยความสับสน

“ทำไมเจ้าถึงถอยหนี?” เธอถาม เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงด้วยการยั่วยุ “กลัวข้าจะเผาเจ้าด้วยสัมผัสนี้หรือ?”

“ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” เขาตอบ หันหน้าหนี “แต่เจ้า เทพี เจ้าควรระวังตัวให้ดี เพราะข้าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเล่นด้วยได้ตามใจชอบ”

Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงของเธอดังก้องในอากาศราวระฆังเงิน “ข้าชอบความท้าทาย Barbatos และเจ้าเป็นความท้าทายที่ข้าจะไม่ยอมแพ้”

---

เมื่อมงกุฎถูกค้นพบในที่สุด มันลอยอยู่บนแท่นหินท่ามกลางสายฟ้าที่ผ่าลงมาจากท้องฟ้า Barbatos ก้าวไปหยิบมัน แต่พลังของมงกุฎผลักเขากลับจนเขาล้มลง Aphrodite รีบเข้าไปช่วยเขา มือของเธอโอบรอบแขนกำยำของเขา ดึงเขาขึ้นมา เขามองเธอครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างในตัวเขาเริ่มแตกสลาย

“ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่?” เขาถาม เสียงของเขาแหบพร่า “ทำไมเจ้าไม่หนีไป?”

“เพราะข้าสัญญากับเจ้า” เธอตอบ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “และบางที ข้าอาจเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่มากกว่าคำสัญญา”

ค่ำคืนนั้น หลังจากเก็บ 'Crown of Thunder' ได้สำเร็จ พวกเขาตั้งแคมป์ใต้ต้นไม้ยักษ์ที่ใบไม้สีเงินสะท้อนแสงจันทร์ Aphrodite นั่งใกล้เขามากกว่าที่เคย มือของเธอวางลงบนต้นขาของเขาโดยไม่ตั้งใจ—หรือบางทีอาจตั้งใจ—เขารู้สึกถึงความร้อนจากฝ่ามือของเธอที่ซึมผ่านเกราะหนัง เขาไม่ผลักเธอออก แต่กลับปล่อยให้สัมผัสนั้นอยู่นานกว่าที่ควร

“เจ้ากำลังทำอะไร?” เขาถาม เสียงของเขาต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ

“แค่สัมผัสเจ้า” เธอตอบ มองเขาด้วยดวงตาที่ระยิบระยับ “หรือว่าเจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่ชอบ?”

Barbatos เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มือหนาของเขาจะเลื่อนไปวางทับมือของเธอ ความเย็นจากผิวของเขาตัดกับความอบอุ่นของเธอ “ระวังสิ่งที่เจ้าเริ่ม เทพี เพราะข้าอาจไม่หยุดง่ายๆ”

เธอยิ้ม มือของเธอเลื่อนขึ้นไปตามแขนของเขา ช้าๆ และนุ่มนวลราวสายลม “ข้าก็หวังเช่นนั้น”

---

สัมผัสนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ทั้งสองไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มลึกซึ้งขึ้นท่ามกลางการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายและความลับ 'Crown of Thunder' เป็นเพียงชิ้นที่สอง แต่การผจญภัยของพวกเขายังไม่จบ และเปลวไฟแห่งปรารถนาระหว่างเทพีและปีศาจเริ่มลุกโชนอย่างไม่อาจควบคุม

---

♦ ตอนที่ 3: เปลวไฟแห่งโชคชะตาในห้วงน้ำวน

แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนผืนน้ำของ 'Abyss of Echoes' ทะเลสาบลึกลับที่ซ่อน 'Tear of the Tempest' อัญมณีวิเศษชิ้นสุดท้ายที่ Barbatos ต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการแห่งแหวนของ Solomon ผิวน้ำนิ่งสงบราวกระจกเงาที่สะท้อนภาพของดวงดาวนับล้าน แต่ใต้ความสงบนั้นซ่อนกระแสน้ำวนที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่งที่กล้าบุกรุก Aphrodite ยืนอยู่บนฝั่ง มือหนึ่งจับชายเสื้อคลุมสีขาวที่ปลิวไสวตามสายลมยามค่ำคืน ดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอจับจ้องไปยัง Barbatos ที่กำลังเตรียมตัวลงสู่ห้วงน้ำ เขาถอดเกราะหนังสีดำออกเผยให้เห็นร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสงครามนับร้อย กล้ามเนื้อของเขาเคลื่อนไหวใต้ผิวหนังราวกับถูกหล่อหลอมจากเหล็กกล้าและเปลวเพลิง

“เจ้ามั่นใจหรือว่าเจ้าจะลงไปที่นั่นได้ด้วยตัวเอง?” เธอถาม เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความกังวลที่เธอพยายามซ่อน

Barbatos หันมองเธอ ดวงตาสีเลือดของเขาวาวโรจน์ท่ามกลางแสงจันทร์ “ข้าผ่านพายุและความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เทพี ทะเลสาบนี้ไม่ต่างจากสนามเด็กเล่นสำหรับข้า”

Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่ไหล่ของเขา ผิวหนังเย็นเยียบของเขาตัดกับความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเธอ “แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องเผชิญมันเพียงลำพัง ข้าจะลงไปกับเจ้า”

เขาหัวเราะ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องราวสายฟ้าที่ผ่าลงจากฟากฟ้า “เจ้า? ลงไปในน้ำวนที่อาจฉีกเจ้าเป็นเสี่ยงๆ? อย่าทำให้ข้าต้องหัวเราะมากกว่านี้เลย”

เธอยิ้ม มุมปากยกขึ้นในท่วงท่าที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย “เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ามีพลังมากกว่าที่ตาเห็น? ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าได้เห็นว่า ข้าไม่ใช่แค่เทพีแห่งความงาม แต่ยังเป็นนักสู้ที่ยอมหักไม่ยอมงอ”

Barbatos มองเธอครู่หนึ่ง ความเย่อหยิ่งในดวงตาของเขาค่อยๆ จางลงกลายเป็นความสนใจ “ถ้าเจ้ายืนยัน ข้าก็จะไม่ห้าม แต่ถ้าเจ้าตายลงที่นั่น อย่าหวังว่าข้าจะเสียใจ”

“ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก” เธอตอบ ก่อนจะถอนเสื้อคลุมออกเผยให้เห็นร่างที่โค้งเว้าสมบูรณ์แบบใต้ชุดบางเบาที่แนบสนิทกับผิว กลิ่นหอมจากร่างเธอ—กลิ่นของดอกซ่อนชู้ปนน้ำค้าง—ลอยไปแตะจมูกของเขา เขาขบกรามแน่น พยายามกดความรู้สึกที่เริ่มลุกโชนในอก

---

การดำดิ่งสู่ 'Abyss of Echoes' เป็นการทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจ กระแสน้ำวนหมุนวนรอบตัวพวกเขาราวพายุที่บ้าคลั่ง Barbatos ใช้พลังแห่งสายลมของเขาควบคุมกระแสน้ำให้สงบลงในระยะหนึ่ง ขณะที่ Aphrodite ใช้เสน่ห์ของเธอร่ายมนต์ต่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องน้ำ—เงือกสีดำที่กรงเล็บแหลมคมและดวงตาเรืองรอง—ให้ยอมจำนนต่อเธอ ระหว่างการต่อสู้ใต้น้ำ มือของเขาคว้าแขนของเธอเพื่อดึงเธอออกจากกระแสน้ำที่เกือบกลืนเธอ ความเย็นจากผิวของเขาผสมกับความอบอุ่นของเธอสร้างความรู้สึกที่ทั้งสองไม่อาจอธิบายได้

เมื่อพวกเขาพบ 'Tear of the Tempest' ในที่สุด มันฝังอยู่ในหอยมุกยักษ์ที่ถูกปกป้องด้วยหนวดปลาหมึกสีน้ำเงินเข้ม Barbatos ต่อสู้กับมันด้วยกรงเล็บและพลังดุร้าย ขณะที่ Aphrodite ใช้พลังของเธอทำให้หนวดเหล่านั้นหยุดชะงัก ความร่วมมือของทั้งสองราบรื่นราวกับเต้นรำในห้วงน้ำลึก เมื่ออัญมณีถูกคว้าไว้ในมือของเขา เขาหันมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—ไม่ใช่แค่ความเย่อหยิ่ง แต่เป็นความเคารพและบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

หลังจากผจญภัยใต้ท้องน้ำ พวกเขาขึ้นมาบนฝั่ง หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ร่างของทั้งคู่เปียกชุ่ม Aphrodite นอนลงบนพื้นหญ้าสีเงิน ขณะที่ Barbatos นั่งลงข้างๆ เธอ มองดูหยดน้ำที่ไหลลงจากเส้นผมสีทองของเธอไปตามลำคอและไหล่ขาวนวล เขารู้สึกถึงเปลวไฟในตัวเขาที่ลุกโชนรุนแรงยิ่งขึ้น

“เจ้ามีความสามารถมากกว่าที่ข้าคาดไว้” เขาเอ่ย เสียงของเขาแหบพร่า “บางทีข้าอาจประเมินเจ้าต่ำไป”

Aphrodite หันมองเขา ดวงตาของเธอระยิบระยับราวดวงดาว “และบางที เจ้าอาจเริ่มยอมรับว่าการมีข้าอยู่เคียงข้างไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”

---

คืนนั้น หลังจากเก็บ 'Tear of the Tempest' ได้สำเร็จ พวกเขาตั้งแคมป์ใกล้ทะเลสาบ แสงจันทร์ส่องลงมาบนร่างของทั้งสองราวม่านแสงที่อ่อนโยน Aphrodite นั่งใกล้เขา มือหนึ่งวางลงบนต้นขาของเขาโดยตั้งใจ—ไม่ใช่อุบัติเหตุเหมือนครั้งก่อน เขามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนที่มือหนาของเขาจะเลื่อนไปจับมือของเธอ ความเย็นจากผิวของเขาตัดกับความอบอุ่นของเธออีกครั้ง

“เจ้ากำลังยั่วข้าใช่ไหม?” เขาถาม เสียงของเขาต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ มีบางอย่างในน้ำเสียงของเขาที่สั่นสะท้านด้วยความปรารถนา

“ถ้าข้าบอกว่าใช่ล่ะ?” เธอตอบ มือของเธอเลื่อนขึ้นไปตามแขนของเขา ช้าๆ และนุ่มนวลราวสายน้ำ “เจ้าจะทำอะไร?”

Barbatos เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้าใกล้เธอ จนใบหน้าของทั้งสองเกือบสัมผัสกัน ลมหายใจอุ่นของเธอกระทบกับผิวเย็นของเขา “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เทพี และไฟของข้าจะเผาเจ้าจนมอดไหม้”

Aphrodite ยิ้ม ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าชอบความร้อนของมัน”

คำพูดนั้นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดระเบิดในตัวเขา มือหนึ่งของเขายกขึ้นโอบรอบเอวของเธอ ดึงเธอเข้ามาใกล้จนร่างของทั้งสองแนบชิดกัน เขาก้มลง ความเย็นจากริมฝีปากของเขาสัมผัสกับความอบอุ่นของเธอในจุมพิตที่ทั้งดุร้ายและอ่อนโยน มือของเธอเลื่อนไปจับที่ต้นคอของเขา ดึงเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงลมหายใจของทั้งสองผสมผสานกันท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน

เมื่อเขาถอนตัวออก ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเปลวไฟที่ไม่อาจดับได้ “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าทำอะไรลงไป?”

“รู้” เธอตอบ เสียงของเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “และข้าต้องการมัน”

---

คืนนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ของทั้งสอง การเดินทางเพื่อค้นหาอัญมณีทั้งสามชิ้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่เส้นทางแห่งหัวใจของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น ความดึงดูดระหว่างเทพีและปีศาจรุนแรงเกินกว่าที่ทั้งสองจะต้านทานได้ และในห้วงน้ำวนแห่งโชคชะตานี้ พวกเขาพบว่าตัวเองยอมจำนนต่อเปลวไฟที่ลุกโชนในจิตวิญญาณของกันและกัน

---

♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งไฟปรารถนา

แสงตะวันสีทองอ่อนสาดส่องลงมาบนซากวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเงินของ Twilight Realm เสาหินโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ผุพังลงตามกาลเวลา เถาวัลย์สีเข้มเกาะเกี่ยวราวกับร่างกายของมันพยายามโอบกอดความทรงจำที่สูญหาย Barbatos ยืนอยู่บนแท่นหินตรงกลางวิหาร มือหนึ่งกำ 'Heart of Storms', 'Crown of Thunder', และ 'Tear of the Tempest' ไว้แน่น อัญมณีทั้งสามชิ้นเรืองแสงราวดวงดาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เปล่งพลังที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาจักร เขาสวมเกราะหนังสีดำที่เปื้อนฝุ่นจากการเดินทาง ดวงตาสีเลือดของเขาจ้องมองไปยังวงแหวนทองคำของ Solomon ที่พันธนาการเขามานานนับพันปี—วงแหวนที่กำลังจะแตกสลาย

Aphrodite ยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งจับชายเสื้อคลุมสีขาวที่ขาดวิ่นจากการผจญภัย เส้นผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลมยามเช้า ดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอจับจ้องไปยัง Barbatos ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ความภาคภูมิใจ ความปรารถนา และบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น พิธีปลดปล่อยกำลังจะเริ่มขึ้น และเธอรู้ว่าเมื่อมันเสร็จสิ้น เธอจะต้องจากเขาไปเพื่อทำตามคำสาบานที่มีต่อแม่น้ำ Styx แต่หัวใจของเธอเริ่มสั่นไหวด้วยบางสิ่งที่เธอไม่อาจปฏิเสธ

“พร้อมหรือยัง?” เธอถาม เสียงของเธอนุ่มนวลราวสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า

Barbatos หันมองเธอ ดวงตาของเขาไหวระริกด้วยเปลวไฟแห่งความรู้สึกที่เขาไม่เคยยอมรับมาก่อน “ข้าพร้อมมานานแล้ว เทพี แต่เจ้า… เจ้าพร้อมที่จะเห็นข้าปลดปล่อยตัวเองจากโซ่ตรวนนี้หรือ?”

Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่ใบหน้าของเขา ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับผิวเย็นเยียบที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น “ข้าพร้อมที่จะเห็นเจ้าเป็นอิสระ Barbatos และบางที… ข้าอาจพร้อมที่จะให้อะไรกับเจ้าสักอย่างก่อนที่ข้าจะต้องจากไป”

เขาขบกรามแน่น มือหนึ่งยกขึ้นจับข้อมือของเธอ แต่เขาไม่ได้ผลักเธอออก “เจ้าจะให้อะไรกับข้า?”

เธอยิ้ม มุมปากยกขึ้นในท่วงท่าที่ทั้งอ่อนโยนและเย้ายวน “เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งตัวข้า เพื่อบรรเทาไฟปรารถนาที่ข้าเห็นในดวงตาของเจ้า”

---

พิธีปลดปล่อยเริ่มต้นขึ้น Barbatos วางอัญมณีทั้งสามลงบนแท่นหิน คำสาปโบราณที่สลักอยู่ในวงแหวนเริ่มเรืองแสงสีแดงเข้ม พลังงานแห่งพายุหมุนวนรอบตัวเขา สายลมกรีดร้องราวเสียงของวิญญาณที่ถูกปลดปล่อย Aphrodite ยืนอยู่เคียงข้างเขา ใช้พลังแห่งความรักของเธอช่วยนำพาพลังของอัญมณีให้หลอมรวมกัน เมื่อวงแหวนแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เสียงคำรามของ Barbatos ดังก้องไปทั่ววิหาร เขารู้สึกถึงอิสรภาพที่ไหลเวียนในร่างกายราวสายน้ำที่พุ่งออกจากเขื่อน ทว่าในขณะเดียวกัน ไฟแห่งปรารถนาที่เขาเก็บกดมานานก็ระเบิดออกมาพร้อมกัน

เขาหันมองเธอ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยพลังและความต้องการที่เขาไม่อาจควบคุมได้ “เจ้า… เจ้าทำให้ข้ารู้สึกถึงสิ่งที่ข้าไม่เคยต้องการ”

Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ มือทั้งสองของเธอโอบรอบใบหน้าของเขา “บางที สิ่งที่เจ้าไม่เคยต้องการอาจเป็นสิ่งที่เจ้าโหยหามาตลอด”

คำพูดนั้นจุดระเบิดบางอย่างในตัวเขา เขาดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขน ร่างกำยำของเขากดแนบกับร่างอ่อนนุ่มของเธอ ริมฝีปากเย็นเยียบของเขาประกบลงบนปากของเธอในจุมพิตที่ทั้งดุร้ายและลึกซึ้ง มือของเธอเลื่อนไปจับที่ต้นคอของเขา ดึงเขาให้แนบชิดยิ่งขึ้น เสียงลมหายใจของทั้งสองผสมผสานกันท่ามกลางซากวิหารที่เงียบสงัด

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นขึ้นบนแท่นหินนั้น พวกเขาสร้างโลกส่วนตัวท่ามกลางความรกร้าง แสงตะวันและเงาจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของทั้งสองราวกับเป็นพยานแห่งความรักที่ไม่อาจต้านทาน Barbatos ถอนเกราะหนังของเขาออกจนหมด เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น—เครื่องหมายแห่งการต่อสู้ที่กลายเป็นแผนที่แห่งชีวิตของเขา Aphrodite ปลดเสื้อคลุมของเธอลง ผิวขาวนวลของเธอเรืองรองราวไข่มุกใต้แสงจันทร์ ร่างของทั้งสองแนบชิดกันราวสองส่วนของปริศนาที่ถูกสร้างมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน

มือหนาของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของเอวของเธอ ช้าๆ และนุ่มนวลราวสายลมที่พัดผ่านกลีบดอกไม้ ความเย็นจากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวของเธอสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เธอโน้มตัวลง จุมพิตลงบนรอยแผลเป็นที่หน้าอกของเขา ความอบอุ่นจากริมฝีปากของเธอซึมลึกเข้าไปในผิวของเขา เขาครางออกมาเบาๆ เสียงแหบพร่าที่หลุดออกจากลำคอของเขาดังก้องในอากาศ

“เจ้าเหมือนไฟที่เผาข้า” เขากระซิบ มือหนึ่งเลื่อนขึ้นไปจับที่ต้นคอของเธอ ดึงเธอลงมาในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง

“และเจ้าเหมือนพายุที่โอบกอดข้า” เธอตอบ มือของเธอลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อแขนของเขา ความแข็งแกร่งของเขาตัดกับความอ่อนนุ่มของเธอราวแสงและเงาที่เต้นรำด้วยกัน

ทุกสัมผัสของทั้งสองเต็มไปด้วยความหมาย ลมหายใจของเขาร้อนรุ่มเมื่อใบหน้าของเขาซุกซ่อนลงในซอกคอของเธอ กลิ่นหอมจากร่างเธอ—กลิ่นของดอกมะลิปนน้ำผึ้ง—ทำให้หัวใจของเขเต้นแรงราวกลองศึก เธอโค้งตัวรับสัมผัสของเขา เส้นผมสีทองของเธอแผ่ออกบนพื้นหินราวม่านทองคำที่ส่องประกายใต้แสงดาว มือของเขาลูบไล้ลงไปตามเรียวขาของเธอ ความเย็นจากฝ่ามือของเขาทำให้เธอถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งหวานล้ำและเร่าร้อน

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนนั้นไม่ใช่แค่การปลดปล่อยร่างกาย แต่เป็นการหลอมรวมจิตวิญญาณ Barbatos ค้นพบว่าความรักไม่ใช่แค่ความอ่อนแออย่างที่เขาเคยเชื่อ แต่เป็นพลังที่ทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น Aphrodite พบว่าความปรารถนาของเธอที่มีต่อเขาลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เธอเคยรู้สึกต่อ Adonis—มันเป็นไฟที่เผาไหม้แต่ไม่ทำลาย เป็นพายุที่โอบกอดแต่ไม่ฉีกกระชาก

ในคืนสุดท้าย แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมาเต็มที่ พวกเขานอนเคียงข้างกันบนแท่นหิน มือของเขาวางทับมือของเธอ ความเย็นและความอบอุ่นผสานกันอย่างลงตัว “เจ้ากำลังจะจากข้าไปใช่ไหม?” เขาถาม เสียงของเขาแผ่วเบาราวกลัวว่าคำตอบจะทำลายเขา

“ข้าต้องไป” เธอตอบ มองเข้าไปในดวงตาของเขา “แต่เจ็ดวันนี้ ข้ามอบให้เจ้า และมันจะอยู่กับเราตลอดไป”

เขาดึงเธอเข้ามากอด แน่นแน่วราวกลัวว่าเธอจะหายไป “แล้วถ้าข้าบอกว่าข้าไม่อยากให้เจ้าไป?”

Aphrodite ยิ้ม น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาของเธอ “เจ้าจะอยู่ในใจข้าเสมอ Barbatos และข้าจะกลับมา… ข้าสัญญา”

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนสิ้นสุดลงด้วยความรู้สึกที่ทั้งหวานล้ำและขมขื่น อัญมณีทั้งสามชิ้นได้มอบอิสรภาพแก่เขา แต่หัวใจของเขากลับถูกพันธนาการด้วยบางสิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าแหวนของ Solomon—ความรักที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป

---

♦ ตอนที่ 5: สัญญาแห่งแสงทองและเงามืด

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาบนซากวิหารร้างเป็นครั้งสุดท้ายที่ Aphrodite และ Barbatos จะยืนอยู่ด้วยกันใน Twilight Realm ทุ่งหญ้าสีเงินรอบตัวพวกเขาสะท้อนแสงราวกับผืนน้ำที่ระยิบระยับ ลมพัดเบาๆ พัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและกลิ่นดินหลังฝนมาปะปนกับกลิ่นหอมจากร่างของเธอ—กลิ่นของดอกลาเวนเดอร์ปนน้ำผึ้งที่เขาคุ้นเคย Barbatos ยืนนิ่ง มือหนึ่งกำอัญมณีทั้งสามชิ้นที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงเครื่องประดับไร้พลังหลังจากพิธีปลดปล่อยสำเร็จ ดวงตาสีเลือดของเขาจับจ้องไปยัง Aphrodite ที่กำลังเก็บเสื้อคลุมสีขาวขาดวิ่นของเธอขึ้นจากพื้น เขาสูงตระหง่านในเกราะหนังสีดำที่เงางามขึ้นหลังจากได้รับอิสรภาพ แต่ในอกของเขามีบางสิ่งที่หนักอึ้ง—ความรู้สึกที่เขาไม่เคยคิดว่าจะยอมรับ

Aphrodite หันมองเขา ดวงตาสีน้ำผึ้งของเธอส่องประกายด้วยความอบอุ่นและความโศกปนกัน เส้นผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลมราวม่านแสงที่เคลื่อนไหว “ถึงเวลาแล้ว” เธอเอ่ย เสียงของเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ข้าต้องไปตามคำสาบานที่ข้าให้ไว้กับแม่น้ำ Styx ข้าต้องชุบชีวิต Adonis ให้ได้”

Barbatos ขบกรามแน่น มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาว “เจ้ามอบเจ็ดวันเจ็ดคืนให้ข้า แล้วตอนนี้เจ้าจะทิ้งข้าไปเพื่อมนุษย์ที่ตายไปแล้วนั่นงั้นหรือ?”

เธอก้าวเข้าไปใกล้ มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่หน้าอกของเขา ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอซึมผ่านเกราะหนังไปถึงผิวเย็นเยียบของเขา “ข้าไม่ได้ทิ้งเจ้า Barbatos ข้าต้องทำตามคำสาบาน เพราะมันคือเกียรติและหน้าที่ของข้าในฐานะเทพี แต่หัวใจของข้า… มันไม่ได้อยู่ที่ Adonis อีกต่อไป”

เขาจ้องเธอ ดวงตาของเขาไหวระริกด้วยความสับสนและความหวังที่เขาไม่กล้ายอมรับ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

Aphrodite ยิ้ม น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาของเธอ แต่รอยยิ้มนั้นยังคงอบอุ่น “เจ็ดวันเจ็ดคืนที่ข้ามอบให้เจ้าไม่ใช่แค่การปลดปล่อยเจ้า แต่เป็นการปลดปล่อยข้าด้วย ข้าพบบางสิ่งในตัวเจ้า—พายุที่โอบกอดข้า ไฟที่เผาข้าแต่ไม่ทำร้าย ข้าจะไปชุบชีวิต Adonis เพราะข้าต้องทำ แต่หลังจากนั้น… ข้าจะกลับมา”

Barbatos เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มือหนาของเขาจะยกขึ้นจับมือของเธอที่วางอยู่บนหน้าอกของเขา “เจ้ากลับมาเพื่ออะไร?”

“เพื่อเจ้า” เธอตอบ มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าจะกลับมาหาเจ้าในทุกๆ ปี และข้าจะอยู่กับเจ้าเจ็ดวันเจ็ดคืน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราเริ่มต้นไว้ที่นี่”

---

คำสัญญานั้นเป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องผ่านความมืดในจิตวิญญาณของเขา Barbatos ดึงเธอเข้ามากอด ร่างกำยำของเขากดแนบกับร่างอ่อนนุ่มของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากไป ริมฝีปากเย็นเยียบของเขาประกบลงบนปากของเธอในจุมพิตที่ทั้งอ่อนโยนและหนักแน่น มือของเธอโอบรอบคอของเขา ดึงเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงลมหายใจของทั้งสองผสมผสานกันท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน

เมื่อเขาถอนตัวออก เขามองเธอด้วยดวงตาที่ปราศจากความเย่อหยิ่งที่เคยมี “ข้าจะรอเจ้า เทพี ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน”

Aphrodite ยิ้ม นิ้วของเธอลูบไล้ที่แก้มของเขา “และข้าจะกลับมาเสมอ Barbatos เพราะเจ้าไม่ใช่แค่ปีศาจที่ข้าช่วยปลดปล่อย แต่เป็นส่วนหนึ่งของข้า”

เธอก้าวถอยหลัง ร่างของเธอเริ่มเรืองแสงสีทองอ่อนราวกับถูกห่อหุ้มด้วยม่านแสงแห่งเทวะ ก่อนที่เธอจะหายไปจากสายตาของเขา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศ และคำสัญญาที่ฝังลึกในหัวใจของทั้งสอง

---

หนึ่งปีผ่านไปใน Twilight Realm Barbatos ใช้ชีวิตอย่างอิสระครั้งแรกในรอบพันปี เขาควบคุมพายุและสายลมด้วยพลังที่ไร้ขีดจำกัด แต่ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน เขาจะนึกถึงกลิ่นหอมของเธอ ทุกครั้งที่ท้องฟ้ามืดมิดด้วยเมฆฝน เขาจะนึกถึงดวงตาสีน้ำผึ้งที่เคยมองเขาด้วยความรัก เขาสร้างที่พักเล็กๆ บนซากวิหารร้างนั้น—สถานที่ที่เขาและเธอเคยใช้เวลาด้วยกัน—ด้วยมือของเขาเอง มันไม่ใช่วังที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ

แล้ววันนั้นก็มาถึง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาเหมือนวันแรกที่เธอจากไป ร่างของ Aphrodite ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงนั้น เสื้อคลุมสีขาวใหม่ของเธอปลิวไสวตามสายลม เส้นผมสีทองของเธอส่องประกายราวแสงอาทิตย์ Barbatos ยืนรออยู่ที่แท่นหิน ดวงตาสีเลือดของเขาวาวโรจน์ด้วยความดีใจที่เขาไม่เคยแสดงออกมาก่อน

“เจ้ากลับมาแล้ว” เขาเอ่ย เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

“ข้าสัญญาแล้วนี่” เธอตอบ เดินเข้าไปหาเขา มือของเธอยกขึ้นแตะที่ใบหน้าของเขา “ข้าชุบชีวิต Adonis เสร็จแล้ว เขากลับไปใช้ชีวิตของเขา และตอนนี้… ข้ามาที่นี่เพื่อเจ้า”

Barbatos ดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง ร่างของทั้งสองแนบชิดกันราวกับไม่เคยห่างกัน “เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้ ข้าจะทำให้มันดีกว่าครั้งก่อน”

เธอหัวเราะ เสียงของเธอดังใสราวระฆังเงิน “ข้าก็หวังเช่นนั้น”

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนนั้นเต็มไปด้วยความรักและความสุขที่ทั้งสองมอบให้กัน Barbatos ไม่ใช่แค่ปีศาจแห่งพายุอีกต่อไป แต่เป็นผู้ที่เรียนรู้ที่จะโอบกอดความรัก Aphrodite ไม่ใช่แค่เทพีแห่งความงาม แต่เป็นหญิงสาวที่พบบ้านในอ้อมกอดของเขา พวกเขานั่งเคียงกันใต้แสงจันทร์ เดินจูงมือกันท่ามกลางทุ่งหญ้า และแบ่งปันเรื่องราวของกันและกันราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน

ในคืนสุดท้าย แสงดาวส่องสว่างเต็มท้องฟ้า Aphrodite นอนซบอกของเขา มือของเธอวางทับมือของเขาที่โอบรอบเอวของเธอ “เจ้าคิดถึงข้าไหม ในหนึ่งปีที่ข้าไม่อยู่?” เธอถาม

“ทุกวัน” เขาตอบ มือของเขาบีบมือของเธอเบาๆ “และเจ้า?”

“ทุกคืน” เธอตอบ หันมองเขาด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่แล้ว และข้าจะกลับมาอีกในทุกๆ ปี”

Barbatos ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธอ “ข้าจะรอ ข้าไม่กลัวการรอคอยอีกต่อไป เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีจริง”

---

เมื่อเจ็ดวันสิ้นสุดลง Aphrodite ต้องจากไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีความโศก เฉพาะความหวังและความอบอุ่นที่ฝังอยู่ในหัวใจของทั้งสอง Barbatos มองเธอหายไปในแสงทองอ่อน แต่เขายิ้ม—รอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรกในรอบพันปี เขารู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยั่งยืน

และใน Twilight Realm เรื่องราวของเทพีแห่งความรักและปีศาจแห่งพายุกลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขาน—ไม่ใช่เรื่องราวของโศกนาฏกรรม แต่เป็นเรื่องราวของความรักที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกทำลายด้วยกาลเวลา

---

จบภาค

(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

Popular Posts