SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & President Marbas)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ 7 Nights in Twilight Realm
♦ ตอนที่ 1: บทเพลงแห่งเงามืดและดอกไม้ทองคำ
ในห้วงพายุแห่งท้องนภา อัสดงสีทองแดงลอยล่องราวกับผืนผ้าที่ถูกฉีกขาด ท่ามกลางป่าดำมืดอันลึกลับของดินแดนทไวไลต์ อโฟรไดท์ เทพีแห่งความงามและราคะ เดินย่างกรายด้วยเท้าเปลือยเปล่า บนพื้นดินที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งแห่งโอลิมปัส ผมสีทองของเธอปลิวไสวราวสายน้ำแห่งแสงแดด ดวงตาคู่คมมองไปยังขอบฟ้าที่มืดมิดด้วยความมุ่งมั่น เสื้อคลุมบางเบาของเธอสะบัดพลิ้วตามสายลม เผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามที่ราวกับถูกปั้นแต่งจากหยาดน้ำค้างแห่งสวรรค์ เธอมาที่นี่เพื่อตามหาเขา—มาร์บาส ประธานแห่งปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตน ผู้ที่ถูกพันธนาการด้วยแหวนแห่งโซโลมอน และเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอ
ลมพัดกระโชกแรงราวกับเสียงคำรามของอสูรกาย กลิ่นกำมะถันลอยคละคลุ้งในอากาศ ขณะที่เธอก้าวเข้าไปในเขตแดนของเขา ปราสาทร้างอันเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ซากเสาหินแตกหักถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำราวกับถูกสาปให้จมอยู่ในความมืดชั่วนิรันดร์ อโฟรไดท์หยุดยืน มือหนึ่งยกขึ้นปัดผมที่ร่วงลงมาปรกหน้า ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ที่ปรากฏขึ้นจากเงามืด
มาร์บาสยืนอยู่ที่นั่น รูปกายของเขาดุดันและทรงพลังราวกับถูกหล่อหลอมจากเปลวเพลิงแห่งนรก ผิวสีทองแดงของเขามีรอยแผลเป็นมากมายราวบันทึกสงครามนับพัน ดวงตาสีเหลืองทองส่องประกายราวดวงดาวที่กำลังลุกไหม้ ขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุมร่างกายบางส่วนราวสิงโตแห่งนรก เขาสวมชุดเกราะหนังสีดำที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีด และในมือของเขาถือดาบยักษ์ที่ดูราวกับสามารถฟันภูเขาให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ในพริบตา เขาคือหนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลมอน—ประธานมาร์บาส ผู้ที่ตำนานเล่าขานว่าเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการรักษาและการทำลายล้างอย่างไม่มีผู้ใดเทียบเทียม
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงของเขาดังก้องต่ำราวแผ่นดินไหว ความดุดันในน้ำเสียงไม่อาจซ่อนความเย้ยหยันได้ “ดินแดนแห่งนี้ไม่ต้อนรับสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแออย่างเจ้า”
อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นน้อยๆ ด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอน “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอคำต้อนรับ มาร์บาส ข้ามาเพื่อข้อเสนอ—ข้อเสนอที่แม้แต่เจ้าจะปฏิเสธไม่ลง”
มาร์บาสหัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องไปทั่วป่ามืด “ข้อเสนอจากเทพีแห่งความรักงั้นรึ? ข้าไม่ต้องการดอกไม้หรือคำหวานจากเจ้า ข้ามีสิ่งที่ต้องทำ—สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการรับใช้ความงามอันไร้สาระของเจ้า”
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร” อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้เขา มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่หน้าอกของตัวเองราวกับกำลังยั่วยวน “สามสิ่ง—สามวัตถุวิเศษที่ซ่อนอยู่ในดินแดนทไวไลต์นี้ สิ่งที่จะปลดปล่อยเจ้าจากพันธะแห่งแหวนโซโลมอน ข้าจะช่วยเจ้าค้นหามัน”
มาร์บาสชะงัก ดวงตาคู่ดุจเปลวไฟจ้องมองเธออย่างไม่วางตา “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ข้าคืออโฟรไดท์” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลัง “ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ข้าไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องของความปรารถนา... และข้ารู้ว่าเจ้าปรารถนาอิสรภาพมากเพียงใด”
“แล้วเจ้าต้องการอะไรตอบแทน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวง ดาบในมือของเขายังคงชี้ไปที่พื้น แต่แววตาของเขาเหมือนพร้อมจะโจมตีได้ทุกเมื่อ
“ความรู้” คำตอบของเธอเรียบง่ายแต่หนักแน่น “เจ้าจะต้องสอนข้าศาสตร์ลึกลับที่เจ้าเชี่ยวชาญ—ศาสตร์ที่ข้าจะใช้เพื่อชุบชีวิตอะโดนิส ผู้ที่ข้ารักยิ่งกว่าสิ่งใด”
มาร์บาสเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มเยาะ “อะโดนิส? มนุษย์ผู้น่าสมเพชที่ตายไปแล้วงั้นรึ? เจ้าจะยอมลดตัวลงมาเพื่อสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเช่นนั้น? ความรักของเจ้าช่างน่าขบขันยิ่งนัก”
“ความรักไม่ใช่สิ่งที่น่าขบขัน” อโฟรไดท์ตอบกลับทันควัน ดวงตาของเธอส่องประกายด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น “มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก—พลังที่แม้แต่เจ้า ปีศาจแห่งนรก ก็ไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้”
“พลัง?” มาร์บาสก้าวเข้าไปใกล้เธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เงามืดทอดยาวปกคลุมร่างของเธอ “ความรักคือพันธนาการ—มันคือโซ่ที่รัดเจ้าไว้กับความอ่อนแอ ข้าต่างหากที่เข้าใจพลังที่แท้จริง... พลังของการทำลายและการสร้างใหม่”
อโฟรไดท์ไม่ถอย เธอยกคางขึ้นเผชิญหน้ากับเขา “ถ้าเจ้าเชื่อเช่นนั้น ทำไมเจ้าถึงยังถูกมัดไว้กับแหวนของโซโลมอน? อิสรภาพของเจ้าถูกพรากไปไม่ใช่หรือ? บางที... ความรักอาจเป็นกุญแจที่เจ้าไม่เคยลองใช้”
บทสนทนาของทั้งคู่เปรียบดั่งการประลอง ดาบแห่งคำพูดฟาดฟันกันไปมาด้วยความคมคาย มาร์บาสจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ปะปนไปด้วยความโกรธและความสนใจ เขาไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตใดที่กล้าท้าทายเขาเช่นนี้—และยิ่งกว่านั้น เธอยังสวยงามจนเกินหยั่งถึง กลิ่นหอมจากตัวเธอลอยมาแตะจมูกของเขา มันไม่ใช่แค่กลิ่นดอกไม้ธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของราคะที่เย้ายวนจนหัวใจของเขาเต้นระส่ำ
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะทนต่อดินแดนนี้ได้งั้นรึ?” เขาถาม “ที่นี่ไม่ใช่สวนดอกไม้ของโอลิมปัส—มันคืออาณาจักรแห่งความตายและความมืด”
“ข้าทนได้” อโฟรไดท์ตอบด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ “และข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่าความรักของข้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าความมืดใดๆ”
มาร์บาสเงียบไปอีกครั้ง เขาหันหลังให้เธอ เดินไปยังปราสาทร้างโดยไม่พูดอะไร อโฟรไดท์รู้ว่านั่นคือคำเชิญโดยปริยาย เธอก้าวตามเขาไปด้วยหัวใจที่เต้นแรง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง—บางสิ่งที่ร้อนแรงและอันตรายกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างเธอกับปีศาจตนนี้
---
เมื่อทั้งคู่เข้าไปในปราสาท ห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเงามืดต้อนรับพวกเขา มาร์บาสหยุดยืนที่โต๊ะหินเก่าแก่ แผนที่โบราณแผ่นหนึ่งถูกกางออกอยู่บนนั้น เขาชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ “วัตถุชิ้นแรกอยู่ที่นี่—หุบเขาแห่งเงาเพลิง มันถูกปกป้องด้วยอสูรกายที่หิวโหย ถ้าเจ้าจะตามข้ามา จงเตรียมตัวให้พร้อม”
อโฟรไดท์เดินเข้าไปยืนข้างเขา ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขา “ข้าพร้อมเสมอ” เธอกระซิบ มือหนึ่งแตะที่แขนของเขาอย่างแผ่วเบา “และบางที... ข้าอาจทำให้เจ้าเห็นว่าโลกนี้มีอะไรมากกว่าความมืดที่เจ้าเคยรู้”
มาร์บาสหันมองเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ “ระวังคำพูดของเจ้าให้ดี เทพี” เขากล่าว “ข้าอาจเผาเจ้าจนมอดไหม้ได้”
“แล้วข้าก็อาจละลายเจ้าได้เช่นกัน” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ท้าทาย
ในขณะนั้นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างเทพีแห่งความรักและปีศาจแห่งนรกได้เริ่มต้นขึ้น—เส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตราย ความลุ่มหลง และปรัชญาแห่งความรักที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญหน้ากันต่อไป
---
♦ 7 Nights in Twilight Realm
♦ ตอนที่ 2: เงาเพลิงและรอยยิ้มแห่งราคะ
สายลมแห่งทไวไลต์พัดโชยมาพร้อมกลิ่นไหม้ของกำมะถันและเถ้าถ่าน ป่ามืดที่ทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้าถูกฉาบด้วยแสงสีแดงฉานราวกับเลือดที่ไหลนอง อโฟรไดท์เดินตามหลังมาร์บาส รองเท้าบางเบาของเธอกระทบพื้นดินที่ร้อนผ่าวราวกับเดินอยู่บนเตาไฟ ร่างสูงใหญ่ของปีศาจนำทางไปข้างหน้า เกราะหนังสีดำของเขาสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงที่ถืออยู่ในมือ ดาบยักษ์ถูกเหน็บไว้ที่หลัง แต่พลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นเพียงพอจะทำให้สิ่งมีชีวิตใดๆ ในระยะสิบก้าวต้องหวาดกลัว
“หุบเขาแห่งเงาเพลิงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่” มาร์บาสกล่าวโดยไม่หันกลับมามอง “ถ้าเจ้าจะเปลี่ยนใจ ยังทันอยู่”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังเงิน “เปลี่ยนใจ? ข้าคืออโฟรไดท์ มาร์บาส ไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้ที่ข้าจะยอมถอยหนี”
เขาหยุดเดินกะทันหัน หันหน้ามามองเธอด้วยดวงตาสีเหลืองทองที่ลุกโชน “เจ้าพูดมากเกินไป เทพี ถ้าคำพูดของเจ้าจะช่วยอะไรได้ ข้าคงปลดพันธนาการของตัวเองไปนานแล้ว”
“บางทีคำพูดของข้าอาจไม่ช่วยเจ้า” เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่เกราะหนังบริเวณหน้าอกของเขาอย่างแผ่วเบา “แต่สัมผัสของข้าอาจทำได้”
มาร์บาสสะบัดมือของเธอออก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดปนปรารถนา “อย่าคิดว่าเจ้าจะใช้เล่ห์เหลี่ยมของเทพีแห่งราคะมาควบคุมข้าได้”
“ข้าไม่ได้ต้องการควบคุมเจ้า” อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นด้วยความซุกซน “ข้าแค่ต้องการให้เจ้ารู้สึก... และบางที เจ้าอาจชอบมันก็ได้”
ก่อนที่มาร์บาสจะได้ตอบโต้ เสียงคำรามดังก้องจากระยะไกลขัดจังหวะบทสนทนาของทั้งคู่ พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับมีบางสิ่งมหึมากำลังเคลื่อนตัวเข้ามา เขาดึงดาบออกจากฝักทันที “เตรียมตัวให้ดี อสูรกายแห่งเงาเพลิงมาแล้ว”
---
เมื่อทั้งคู่มาถึงปากทางเข้าหุบเขา ภาพตรงหน้าเธอทำให้อโฟรไดท์ต้องหยุดชะงักชั่วครู่ หุบเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกสีแดงเข้ม เปลวไฟลุกโชนจากรอยแยกบนพื้นดินราวกับมันมีชีวิต และตรงกลางหุบเขาคืออสูรกายขนาดมหึมา—ร่างกายที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาคู่ใหญ่ส่องแสงราวโคมไฟแห่งนรก มันคือ ‘เงาเพลิง’ ผู้พิทักษ์วัตถุชิ้นแรกที่มาร์บาสต้องการ
“นั่นคือสิ่งที่เจ้าจะต้องเผชิญ” มาร์บาสกล่าว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ถ้าเจ้ากลัว ก็อยู่ข้างหลังข้า”
“กลัว?” อโฟรไดท์ยกคิ้ว “ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าเทพีแห่งโอลิมปัสไม่เคยรู้จักคำนั้น”
เธอก้าวไปข้างหน้า มือหนึ่งยกขึ้นเรียกพลังแห่งความงามและเสน่ห์ของเธอ หมอกสีทองอ่อนแผ่ออกมาจากร่างของเธอ ลอยไปปะทะกับอสูรกายนั้นทันที เงาเพลิงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อหมอกนั้นสัมผัสถึงมัน อสูรกายเริ่มชะงักราวกับถูกสะกดจิต
“เจ้ากำลังทำอะไร?” มาร์บาสถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ข้ากำลังทำให้มันหลงใหล” อโฟรไดท์ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดต้านทานพลังของข้าได้—even อสูรกายแห่งนรก”
มาร์บาสไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าไปโจมตีด้วยดาบยักษ์ ฟันเข้าใส่ร่างของเงาเพลิงที่กำลังมึนงง พลังของเขารุนแรงจนเกล็ดสีดำแตกกระจาย เปลวไฟพุ่งออกจากบาดแผลของมัน แต่ด้วยความช่วยเหลือของอโฟรไดท์ มันไม่อาจต่อสู้กลับได้อย่างเต็มที่ ในที่สุด อสูรกายล้มลง สลายกลายเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางแสงไฟที่มอดดับ
---
เมื่อการต่อสู้สิ้นสุด มาร์บาสเดินไปหยิบวัตถุชิ้นแรกจากกองเถ้าถ่าน มันคือลูกแก้วสีแดงเข้มที่ส่องแสงระยิบระยับราวหยดเลือดแห่งนรก เขาหันมามองอโฟรไดท์ที่นั่งพักอยู่บนก้อนหินใกล้ๆ “เจ้า... เก่งกว่าที่ข้าคิด”
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่มีอะไรที่ข้าทำไม่ได้” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เธอลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นหนังและเหงื่อจากร่างกายของเขา “และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”
มาร์บาสจ้องมองเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความโกรธ—มันคือความปรารถนา เขายกมือขึ้นราวกับจะสัมผัสเธอ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ วางมือลงข้างลำตัว “ไปกันต่อ ยังมีอีกสองชิ้นที่เราต้องหา”
---
ตลอดการเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เริ่มเปลี่ยนไป อโฟรไดท์มักจะหาโอกาสยั่วยวนเขา ไม่ว่าจะด้วยคำพูดที่คมคายหรือการสัมผัสที่แสนแผ่วเบา ครั้งหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่นั่งพักข้างลำธารสีดำสนิท เธอจงใจปล่อยให้เสื้อคลุมบางของเธอเลื่อนลงจากไหล่ เผยให้เห็นผิวสีขาวนวลที่สะท้อนแสงจันทร์
“เจ้าร้อนหรือไรถึงได้ทำเช่นนี้?” มาร์บาสถาม แม้จะพยายามทำน้ำเสียงให้เย็นชา แต่แววตาของเขากลับร้อนระอุ
“ข้าร้อนก็จริง” อโฟรไดท์ตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะร้อนยิ่งกว่า ข้าสัมผัสได้ถึงไฟในตัวเจ้า มาร์บาส... ไฟที่พร้อมจะเผาทุกอย่าง”
เขาหันหน้าหนี แต่ร่างกายของเขากลับตึงเครียด “เจ้าไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับอะไร”
“ข้ารู้” เธอลุกขึ้น เดินไปยืนข้างหลังเขา มือทั้งสองวางลงบนไหล่กว้างของเขา “และข้าชอบมัน”
มาร์บาสหันกลับมา ดึงเธอเข้ามาใกล้จนเกือบจะแนบชิดกัน เขาก้มลงกระซิบข้างหูของเธอ “ถ้าเจ้าไม่หยุด ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจ”
“ลองดูสิ” อโฟรไดท์กระซิบตอบ ดวงตาของเธอทอประกายด้วยความท้าทาย
ในขณะนั้น ลมพัดผ่าน แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของทั้งคู่ ราวกับเป็นพยานของบางสิ่งที่กำลังก่อตัว—ความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าที่ทั้งคู่เคยคาดคิด
---
เมื่อถึงจุดหมายถัดไป ทั้งคู่เผชิญหน้ากับอุปสรรคใหม่—สะพานหินที่ขาดสะบั้นเหนือเหวลึกที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง มาร์บาสใช้พลังของเขาในการสร้างทางข้าม ขณะที่อโฟรไดท์ช่วยด้วยการใช้หมอกแห่งเสน่ห์ของเธอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของวิญญาณร้ายที่เฝ้าสะพานอยู่ ทั้งคู่ช่วยเหลือกันอย่างไม่คาดคิด และเมื่อผ่านพ้นมาได้ อโฟรไดท์สัมผัสได้ถึงสายตาของมาร์บาสที่มองเธอด้วยความชื่นชม—แม้เพียงเสี้ยววินาที
“เจ้าทำได้ดี” เขากล่าวสั้นๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความนุ่มนวลที่เขาไม่อาจซ่อนได้
“ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าเราจะทำได้ดีถ้าทำด้วยกัน” เธอตอบ พร้อมส่งยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาสะดุด
ค่ำคืนนั้น ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวสีแดงเข้ม อโฟรไดท์และมาร์บาสนั่งอยู่ข้างกองไฟ ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ แต่ในความเงียบนั้นมีความร้อนแรงที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด—ความดึงดูดที่ทั้งคู่เริ่มต้านทานได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
---
♦ 7 Nights in Twilight Realm
♦ ตอนที่ 3: ห้วงลึกแห่งเงาและสายลมรัญจวน
แสงตะวันสีทองแดงรางเลือนหายไปจากขอบฟ้า ดินแดนทไวไลต์ถูกฉาบด้วยเงามืดที่หนาทึบราวกับผืนกำมะหยี่สีดำสนิท อโฟรไดท์และมาร์บาสเดินเคียงกันไปบนเส้นทางคดเคี้ยวที่ทอดยาวลงสู่หุบเหวแห่งเงา—สถานที่ที่ซ่อนวัตถุชิ้นที่สามและชิ้นสุดท้ายที่มาร์บาสต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการแห่งแหวนโซโลมอน ลมร้อนพัดผ่านใบหน้าของเธอ กลิ่นของกำมะถันผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่ลอยมาจากเสื้อคลุมบางเบาของเธอเอง มันเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเธอกับเขา—เทพีแห่งความงามและปีศาจแห่งนรก—แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความแตกต่างนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดทั้งคู่เข้าหากันอย่างไม่อาจต้านทาน
“หุบเหวแห่งเงาคือที่ที่อันตรายที่สุดในดินแดนนี้” มาร์บาสกล่าว น้ำเสียงของเขาดังก้องต่ำราวกับแผ่นดินที่กำลังแตกสลาย “ถ้าเจ้าจะยอมแพ้ ทำเสียเดี๋ยวนี้”
อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยส่องประกายด้วยความท้าทาย “ยอมแพ้? ข้าคิดว่าเจ้าจะรู้จักข้าดีกว่านี้แล้วนะ มาร์บาส”
เขาหันมามองเธอครู่หนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าแค่ความหงุดหงิด—มันคือความชื่นชมที่เขาไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป “เจ้าแปลกกว่าที่ข้าคิด เทพีแห่งโอลิมปัส เจ้าจะกล้าท้าทายนรกทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเผาเจ้าจนมอดไหม้”
“บางทีข้าอาจชอบความร้อนของมันก็ได้” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ มือหนึ่งยกขึ้นปัดผมสีทองที่ปลิวไสวไปตามลม “และบางที... เจ้าก็อาจชอบความเย็นจากสัมผัสของข้าเหมือนกัน”
มาร์บาสสะบัดหน้าไปทางอื่น แต่ร่างกายของเขากลับตึงเครียดราวกับพยายามต่อสู้กับบางสิ่งภายในตัวเอง “เจ้าจะเสียใจถ้ายังพูดเช่นนี้อีก”
“ข้าจะรอวันนั้น” อโฟรไดท์กระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลังแห่งการยั่วยวน
---
เมื่อทั้งคู่มาถึงปากทางเข้าหุบเหวแห่งเงา ภาพตรงหน้าทำให้แม้แต่อโฟรไดท์ต้องหยุดชะงักชั่วขณะ หุบเหวลึกสุดหยั่งถึงถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาดำที่เคลื่อนไหวราวมีชีวิต เงาสะท้อนจากแสงไฟใต้พื้นดินพุ่งขึ้นมาเป็นระยะราวกับวิญญาณที่กำลังกรีดร้อง และตรงกลางหุบเหวคือแท่นหินโบราณที่ตั้งตระหง่าน บนนั้นมีวัตถุชิ้นสุดท้าย—แหวนวงเล็กที่ส่องแสงสีเขียวมรกตราวกับดวงตาของงูพิษ
“มันถูกปกป้องโดยเงามืดแห่งหุบเหว” มาร์บาสอธิบาย ดาบยักษ์ในมือของเขาถูกยกขึ้นเตรียมพร้อม “สิ่งมีชีวิตที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เจ้าเคยเผชิญมา”
“งั้นเราก็ต้องจัดการมันด้วยกัน” อโฟรไดทย์กล่าว มือหนึ่งยกขึ้นเรียกพลังของเธอ หมอกสีทองอ่อนเริ่มแผ่ออกมาจากร่างกายของเธออีกครั้ง “เจ้าดูแลด้านพลัง ข้าจะดูแลด้านเสน่ห์”
มาร์บาสมองเธอด้วยสายตาที่ปะปนไปด้วยความสงสัยและความสนใจ “เจ้ามั่นใจนักหรือว่าสิ่งนี้จะได้ผล?”
“ข้ามั่นใจในตัวเจ้า” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นจนเกินคาด “และข้ามั่นใจในตัวข้าเอง”
คำพูดนั้นทำให้มาร์บาสหยุดชะงักครู่หนึ่ง เขาไม่เคยได้รับคำกล่าวเช่นนี้จากใครมาก่อน—ไม่แม้แต่จากเหล่าปีศาจด้วยกันเอง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบอะไร เงามืดแห่งหุบเหวเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นร่างมหึมาไร้รูปร่าง คลื่นพลังงานสีดำพุ่งเข้าใส่ทั้งคู่ทันที
มาร์บาสกระโจนไปข้างหน้าด้วยดาบในมือ ฟันเข้าใส่เงามืดนั้นด้วยพลังที่รุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ขณะที่อโฟรไดท์ปล่อยหมอกสีทองของเธอออกไป มันลอยไปพันรอบเงามืดนั้นราวกับสายหมอกที่รัดรึง เงามืดกรีดร้องด้วยเสียงที่แหลมสูงจนแทบทำให้เลือดในร่างกายของเธอเย็นยะเยือก แต่พลังของเธอกลับทำให้มันชะงัก—เพียงพอให้มาร์บาสโจมตีซ้ำได้อย่างแม่นยำ
“ซ้าย!” อโฟรไดท์ตะโกนเมื่อเห็นเงามืดเคลื่อนตัว มาร์บาสไม่ลังเล เขาพุ่งไปทางซ้ายและฟันดาบลงไปอีกครั้ง เงามืดแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ทิ้งไว้เพียงควันสีดำที่ลอยคละคลุ้ง
เมื่อทุกอย่างสงบลง มาร์บาสเดินไปหยิบแหวนสีมรกตจากแท่นหิน เขาหันมามองอโฟรไดท์ที่นั่งพักหายใจอยู่บนพื้น “เจ้า... ไม่เลวเลย”
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเราทำได้ดีเมื่ออยู่ด้วยกัน” เธอตอบ หอบหายใจเล็กน้อยแต่รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า
---
ค่ำคืนนั้น หลังจากเก็บวัตถุครบทั้งสามชิ้น มาร์บาสและอโฟรไดท์ตั้งแคมป์พักใกล้ขอบหุบเหว กองไฟลุกโชนท่ามกลางความมืด ท้องฟ้าสีดำสนิทถูกประดับด้วยดวงดาวสีแดงเข้มราวหยดเลือด อโฟรไดท์นั่งอยู่ข้างกองไฟ เสื้อคลุมบางของเธอเลื่อนลงจากไหล่ข้างหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ—หรือบางทีอาจตั้งใจ—เผยให้เห็นผิวสีขาวนวลที่สะท้อนแสงไฟอย่างนุ่มนวล
มาร์บาสที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของกองไฟจ้องมองเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาที่เขาไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป “เจ้ากำลังทำอะไร?” เขาถาม น้ำเสียงแหบพร่า
“ข้ากำลังพักผ่อน” อโฟรไดท์ตอบด้วยน้ำเสียงที่แสนไร้เดียงสา “แต่ถ้าเจ้าคิดว่ามันมากเกินไป... มาช่วยข้าปิดมันสิ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงายาวลงบนพื้น เขาคุกเข่าลงข้างเธอ มือหนึ่งยกขึ้นราวกับจะดึงเสื้อคลุมของเธอกลับขึ้นไป แต่แล้วเขากลับหยุดชะงัก มือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาจ้องมองเธออย่างไม่วางตา
“เจ้ารู้ไหมว่ากำลังยั่วไฟให้ลุกโชนแค่ไหน?” เขากล่าว เสียงของเขาต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ
“ข้ารู้” อโฟรไดท์ยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าของเขา นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามแนวกรามที่แข็งแกร่ง “และข้าอยากเห็นว่าไฟนั้นจะร้อนแรงแค่ไหน”
มาร์บาสจับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่ไม่ผลักออก เขาดึงเธอเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกัน “เจ้าจะเสียใจ”
“ข้าจะไม่เสียใจ” เธอกระซิบตอบ ดวงตาของเธอทอประกายด้วยความลุ่มหลง “และข้าคิดว่าเจ้าก็เช่นกัน”
ในขณะนั้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่หายไป มาร์บาสก้มลง จูบลงบนริมฝีปากของเธอด้วยความรุนแรงที่ปะปนไปด้วยความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี อโฟรไดท์ตอบรับด้วยความเร่าร้อนที่เท่าเทียมกัน มือของเธอเลื่อนไปโอบรอบคอของเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ไฟจากกองไฟลุกโชนราวกับเป็นพยานของความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัว—สัมผัสที่ร้อนแรงแต่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
เมื่อทั้งคู่ผละออกจากกัน อโฟรไดท์ยิ้ม มือหนึ่งยังคงวางอยู่บนหน้าอกของเขา “นี่คือสิ่งที่ข้าบอกเจ้า—ความรักไม่ใช่พันธนาการ มันคืออิสรภาพ”
มาร์บาสไม่ตอบ แต่แววตาของเขาบอกทุกอย่าง เขาดึงเธอเข้ามากอดแนบแน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากอ้อมแขนของเขา
---
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป อโฟรไดท์มองไปที่มาร์บาสที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการเดินทางกลับ “เราครบสามชิ้นแล้ว” เธอกล่าว “เจ้าใกล้จะได้อิสรภาพแล้ว”
“ใช่” เขาตอบสั้นๆ แต่สายตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “แต่ข้ายังต้องทำพิธีปลดปล่อย... และเจ้าจะต้องเรียนรู้ศาสตร์จากข้า ตามที่ตกลงกันไว้”
อโฟรไดท์พยักหน้า “ข้าพร้อมเสมอ”
ทั้งคู่เดินทางกลับไปยังปราสาทร้างของมาร์บาส ความเงียบระหว่างทั้งคู่ไม่ใช่ความอึดอัดอีกต่อไป แต่มันคือความเข้าใจที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด—ความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงและลึกซึ้งกำลังรอพวกเขาอยู่ที่ปลายทาง
---
♦ 7 Nights in Twilight Realm
♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งเพลิงรัก
ปราสาทร้างของมาร์บาสตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืดของดินแดนทไวไลต์ ซากเสาหินที่แตกหักถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำราวกับถูกสาปให้จมอยู่ในนิรันดร์ อโฟรไดท์และมาร์บาสยืนอยู่หน้าประตูโค้งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยร้าว แสงจากคบเพลิงในมือของเขาสะท้อนเงาของทั้งคู่ลงบนพื้นหินเย็นเยียบ สามวัตถุวิเศษ—ลูกแก้วสีแดงเข้ม แหวนสีมรกต และตะเกียงทองคำที่ได้มาจากการผจญภัยก่อนหน้า—ถูกวางเรียงกันบนแท่นหินโบราณในห้องโถงใหญ่ มันคือกุญแจสู่พิธีปลดปล่อยพันธนาการแห่งแหวนโซโลมอนของมาร์บาส และสำหรับอโฟรไดท์ มันคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
“พิธีนี้จะใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน” มาร์บาสกล่าว น้ำเสียงของเขาดังก้องต่ำราวกับพายุที่กำลังก่อตัว “เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่กับข้า... และมันจะไม่ใช่เรื่องง่าย”
อโฟรไดท์ยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอน “ข้าผ่านเงาเพลิงและหุบเหวแห่งเงามากับเจ้าแล้ว มาร์บาส เจ็ดวันเจ็ดคืนจะเป็นอะไรไป?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาสีเหลืองทองลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาที่เขาไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป “เจ้าไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงอะไร เทพี พิธีนี้จะดึงพลังทั้งหมดของข้าออกมา... รวมถึงเพลิงแห่งราคะที่ข้าถูกสาปให้แบกรับ”
“แล้วข้าจะช่วยเจ้าแบ่งเบามัน” อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้เขา มือหนึ่งวางลงบนแขนที่แข็งแกร่งของเขา “ข้าคือเทพีแห่งความรักและราคะ ข้าเข้าใจไฟนั้นดีกว่าใครๆ”
มาร์บาสจ้องมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเริ่มพิธีโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม แต่ในใจของเขา เขารู้ว่าคำพูดของเธอจุดประกายบางอย่างที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าที่เขาคาดคิด
---
พิธีเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนแรก มาร์บาสยืนอยู่ตรงกลางวงกลมที่สลักด้วยอักษรโบราณบนพื้นหิน เขาวางลูกแก้วสีแดงเข้มลงในร่องแรกของแท่น เปลวไฟสีแดงพุ่งขึ้นจากพื้นราวกับมีชีวิต ร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะเทือน แสงสีทองแดงแผ่ออกมาจากผิวหนังของเขา อโฟรไดท์นั่งอยู่ใกล้ๆ มือทั้งสองกุมกันแน่นขณะสังเกตการณ์ เธอสัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลออกจากตัวเขา—พลังที่ดิบเถื่อน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความโหยหา
“เจ้ารู้สึกมันไหม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ดวงตาของเขาปิดลงราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งภายในตัวเอง “มันเผาข้าจากข้างใน”
อโฟรไดท์ลุกขึ้น เดินเข้าไปหาเขาโดยไม่ลังเล เธอยื่นมือไปแตะที่ใบหน้าของเขา นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามแนวกรามที่ตึงเครียด “ข้ารู้สึกได้... และข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเผชิญมันเพียงลำพัง”
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยของเขาลุกโชนด้วยไฟที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม “เจ้าไม่เข้าใจ—ถ้าข้าปล่อยมันออกมา มันจะกลืนกินเจ้า”
“ให้มันกลืนข้าสิ” อโฟรไดท์กระซิบ มือของเธอเลื่อนลงไปวางบนหน้าอกของเขา “ข้าจะเป็นน้ำที่ดับไฟของเจ้า... หรือบางที ข้าจะเป็นลมที่ทำให้มันลุกโชนยิ่งขึ้น”
คำพูดนั้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จุดระเบิดในตัวเขา มาร์บาสดึงเธอเข้ามากอดแนบแน่น ร่างกายของเขาร้อนราวกับเตาไฟแห่งนรก ริมฝีปากของเขาประกบลงบนปากของเธอด้วยความเร่าร้อนที่ปะปนไปด้วยความสิ้นหวัง อโฟรไดท์ตอบรับด้วยความอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยพลัง เธอโอบกอดเขาแน่น ปล่อยให้กลิ่นหอมจากร่างกายของเธอ—กลิ่นของดอกกุหลาบป่าผสมน้ำผึ้ง—ลอยไปคลายความตึงเครียดในตัวเขา
สัมผัสของทั้งคู่เปรียบดั่งสายลมที่พัดผ่านทะเลทราย—ร้อนแรงแต่เต็มไปด้วยชีวิต เปลวไฟจากพิธีลุกโชนรอบตัวพวกเขา ราวกับเป็นฉากหลังของความสัมพันธ์ที่กำลังเบ่งบาน มือของมาร์บาสเลื่อนไปตามเรือนร่างของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายภายใต้สัมผัสของเขา แต่เมื่อเธอดึงเขาให้แนบชิดยิ่งขึ้น เขาก็ยอมจำนนต่อความปรารถนาที่เผาไหม้ในตัวเอง
---
วันที่สองถึงวันที่หกของพิธีดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน มาร์บาสวางวัตถุชิ้นต่อไปลงในแท่น—แหวนมรกตในวันที่สอง และตะเกียงทองคำในวันที่หก—แต่ละครั้งที่พลังของเขาถูกปลดปล่อยออกมา ความร้อนในตัวเขาก็ยิ่งทวีคูณ อโฟรไดท์อยู่เคียงข้างเขาเสมอ ใช้สัมผัสและคำพูดของเธอเพื่อคลายความเจ็บปวดจากพิธีนั้น บางคืน เธอนอนซบลงบนหน้าอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงราวกลองศึก ขณะที่มือของเขาลูบไล้เส้นผมสีทองของเธออย่างอ่อนโยน
“เจ้าไม่เคยเหนื่อยบ้างหรือ?” เขาถามในคืนที่ห้า ขณะที่ทั้งคู่นอนเคียงกันบนพื้นหินเย็นเยียบใกล้แท่นพิธี
“เหนื่อยสิ” อโฟรไดท์ตอบพร้อมรอยยิ้ม เธอยกตัวขึ้นนั่ง มือหนึ่งวางลงบนแก้มของเขา “แต่เพื่อเจ้า... และเพื่ออะโดนิส ข้าจะไม่ยอมแพ้”
ชื่อของอะโดนิสทำให้มาร์บาสชะงัก เขาดึงมือของเธอออกจากใบหน้า “เจ้ายังคิดถึงเขาอยู่... แม้จะอยู่กับข้าเช่นนี้?”
อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ “ข้ารักเขา มาร์บาส แต่สิ่งที่ข้ารู้สึกกับเจ้ามันต่างออกไป—มันลึกซึ้งและร้อนแรงในแบบที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน”
คำตอบนั้นทำให้มาร์บาสเงียบไป เขาดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความเร่าร้อนเพียงอย่างเดียว—มันคือความอบอุ่นที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองสามารถมอบให้ได้
---
ในคืนที่เจ็ด พิธีถึงจุดสูงสุด มาร์บาสยืนอยู่ตรงกลางวงกลม แหวนแห่งโซโลมอนที่พันธนาการเขาอยู่เริ่มสั่นสะเทือน แสงสีทองพุ่งออกจากร่างของเขา อโฟรไดท์ยืนอยู่ข้างๆ มือหนึ่งจับมือของเขาไว้แน่น ขณะที่พลังทั้งหมดของเขาระเบิดออกมา เปลวไฟลุกโชนรอบตัวพวกเขา แต่แทนที่จะเผาไหม้ มันกลับกลายเป็นแสงที่อ่อนโยนราวรุ่งอรุณ
เมื่อทุกอย่างสงบลง มาร์บาสล้มลงคุกเข่าด้วยความเหนื่อยล้า อโฟรไดท์โผเข้ากอดเขา ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความดีใจ “เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกระซิบ
เขาก้มมองเธอ ดวงตาที่เคยลุกโชนด้วยไฟแห่งนรกตอนนี้เต็มไปด้วยความสงบ “แต่ข้ายังไม่เป็นอิสระจากเจ้า” เขากล่าวก่อนจะดึงเธอเข้ามาจูบอีกครั้ง
เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งพิธีกลายเป็นเจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งความรักที่ร้อนแรงและลึกซึ้ง เปลวไฟแห่งราคะถูกดับลงด้วยสัมผัสของเธอ แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือความผูกพันที่ทั้งคู่ไม่อาจปฏิเสธได้—ราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางเถ้าถ่านแห่งนรก
---
♦ 7 Nights in Twilight Realm
♦ ตอนที่ 5: บทอำลาแห่งแสงทไวไลต์
แสงแรกของรุ่งอรุณฉายลงบนปราสาทร้างของมาร์บาส แสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องผ่านรอยแตกของกำแพงหินเก่าแก่ ทอประกายลงบนพื้นห้องโถงใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเงามืดและเปลวไฟแห่งพิธีกรรม อโฟรไดท์ยืนอยู่ตรงหน้าประตูโค้ง มองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเข้มของทไวไลต์ไปเป็นสีทองอ่อนของวันใหม่ เสื้อคลุมบางเบาของเธอปลิวไสวตามสายลม ผมสีทองสะท้อนแสงดุจสายน้ำแห่งโอลิมปัส เธอหันกลับมามองมาร์บาสที่ยืนอยู่ด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของเขายังคงดุดัน แต่ท่าทางของเขาในวันนี้แตกต่างออกไป—สงบและอบอุ่นราวกับเขาได้พบสันติภาพที่หายไปนาน
“เจ้าเป็นอิสระแล้ว” อโฟรไดท์กล่าว น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความยินดี “แหวนแห่งโซโลมอนไม่มีอำนาจเหนือเจ้าอีกต่อไป”
มาร์บาสก้าวเข้ามาใกล้ มือหนึ่งยกขึ้นสัมผัสแหวนที่เคยรัดแน่นบนนิ้วของเขา—ตอนนี้มันว่างเปล่า เขามองเธอด้วยดวงตาสีเหลืองทองที่ครั้งหนึ่งเคยลุกโชนด้วยไฟแห่งนรก แต่บัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง “ข้าเป็นอิสระจากพันธนาการนั้น... แต่ข้ายังรู้สึกเหมือนถูกมัดไว้กับบางสิ่ง—บางสิ่งที่เจ้ามอบให้ข้า”
อโฟรไดท์ยิ้ม มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่หน้าอกของเขา “บางทีมันอาจไม่ใช่พันธนาการ แต่มันคือสิ่งที่ข้าบอกเจ้ามาตลอด—ความรัก”
เขาจ้องมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน “เจ้าไม่เคยยอมแพ้กับคำนั้นเลยใช่ไหม?”
“ไม่เคย” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น “และข้าจะไม่ยอมแพ้กับเจ้าเช่นกัน”
---
ทั้งคู่เดินออกจากปราสาทไปยังลานกว้างด้านนอก อากาศเย็นสดชื่นพัดผ่านใบหน้าของเธอ กลิ่นกำมะถันที่เคยอบอวลในดินแดนนี้เริ่มจางหายไป ราวกับทไวไลต์กำลังเปลี่ยนแปลงตามอิสรภาพของมาร์บาส เขาหยุดยืน มองไปยังขอบฟ้าที่ทอดยาวออกไป “ข้าจะทำอะไรกับอิสรภาพนี้ดี?” เขาถามราวกับพูดกับตัวเอง
“อะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ” อโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปยืนข้างเขา มือหนึ่งจับมือของเขาไว้ “เจ้ามีพลังและความรู้ที่ยิ่งใหญ่ เจ้าสามารถสร้างหรือทำลายได้ตามใจ... แต่ข้าคิดว่าเจ้าจะเลือกสร้าง—เพราะข้าเห็นหัวใจของเจ้าแล้ว”
มาร์บาสหันมามองเธอ “หัวใจของข้า? ปีศาจอย่างข้ามีสิ่งนั้นด้วยหรือ?”
“มีสิ” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ “และมันเต้นแรงยิ่งกว่าที่เจ้าคิด”
เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างกายที่เคยร้อนราวเปลวไฟแห่งนรกตอนนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวแสงแดดยามเช้า “เจ้าเปลี่ยนข้า เทพีแห่งโอลิมปัส... และข้าไม่รู้ว่าข้าจะขอบคุณเจ้าอย่างไร”
“แค่เป็นตัวของเจ้าก็พอ” อโฟรไดท์ซบหน้าลงบนหน้าอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอ “และบางที... อยู่กับข้าสักหน่อยในแต่ละปี”
---
แต่แล้ว อโฟรไดท์ก็ถอนตัวออกจากอ้อมกอดของเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน—ความสุขและความเสียใจ “ข้าต้องไปแล้ว มาร์บาส” เธอกล่าว “ข้ามีคำสาบานที่ให้ไว้กับแม่น้ำสติกซ์—คำสาบานที่ข้าจะต้องชุบชีวิตอะโดนิสให้ได้”
ชื่อนั้นทำให้มาร์บาสชะงัก แต่คราวนี้เขาไม่ได้โกรธหรือหึงหวงเหมือนก่อนหน้านี้ เขาพยักหน้า “ข้าเข้าใจ... เจ้ามีหน้าที่ของเจ้า เช่นเดียวกับที่ข้ามีของข้า”
“แต่ข้าจะกลับมา” อโฟรไดท์กล่าว มือหนึ่งยกขึ้นแตะที่ใบหน้าของเขา “ทุกๆ ปี ข้าจะมาหาเจ้า และเราจะใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน... เหมือนที่เราทำในพิธีนั้น”
มาร์บาสยิ้ม—รอยยิ้มที่แท้จริงครั้งแรกที่เขาแสดงให้เห็น “เจ็ดวันเจ็ดคืน... ข้าจะรอเจ้า เทพี”
เธอยื่นมือไปจับมือของเขา วางบางสิ่งลงในฝ่ามือ—มันคือสร้อยคอทองคำที่มีจี้รูปดอกกุหลาบ “ของขวัญจากข้า” เธอกล่าว “เพื่อให้เจ้าระลึกถึงข้าในวันที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”
เขามองสร้อยคอนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะสวมมันลงบนคอของเขา “ข้าจะเก็บมันไว้... และข้าจะรอเจ้า”
---
อโฟรไดท์ก้าวถอยหลัง แสงสีทองเริ่มล้อมรอบตัวเธอ ราวกับเทพแห่งโอลิมปัสกำลังเรียกเธอกลับ “ข้าต้องไปหาความรู้จากปีศาจอีกเจ็ดสิบเอ็ดตนที่เหลือ” เธอกล่าว “แต่เจ้าจะเป็นคนแรกในใจของข้าเสมอ มาร์บาส”
“และเจ้าจะเป็นแสงเดียวในความมืดของข้า” เขาตอบ ดวงตาของเขาจับจ้องเธอจนวินาทีสุดท้าย
แสงนั้นพาเธอหายไปจากสายตาของเขา ทิ้งไว้เพียงความเงียบและลมเย็นที่พัดผ่าน มาร์บาสยืนอยู่นาน มือหนึ่งสัมผัสสร้อยคอที่คอของเขา เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ยังหลงเหลือจากสัมผัสของเธอ และครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ เขารู้สึกถึงความหวัง—ความหวังที่เกิดจากความรักที่เขาไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะสัมผัสได้
---
หนึ่งปีต่อมา ณ ลานกว้างหน้าปราสาทร้าง มาร์บาสยืนรออยู่ใต้แสงทไวไลต์ที่คุ้นเคย ทันใดนั้น แสงสีทองก็ปรากฏขึ้น อโฟรไดท์ก้าวออกมาจากแสงนั้น รอยยิ้มของเธอสว่างไสวราวดวงตะวัน “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าจะกลับมา” เธอกล่าว
เขาดึงเธอเข้ามากอดโดยไม่พูดอะไร ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันราวกับไม่เคยห่างกันมาก่อน “เจ็ดวันเจ็ดคืน” เขากระซิบ “เริ่มต้นเดี๋ยวนี้”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังแห่งโอลิมปัส “ตกลง”
ท่ามกลางแสงทไวไลต์ที่โอบล้อม ดินแดนนี้ไม่ใช่นรกอันมืดมิดอีกต่อไป—มันกลายเป็นสถานที่แห่งความรักและความผูกพันที่ทั้งคู่สัญญาจะรักษาไว้ตลอดไป เรื่องราวของเทพีและปีศาจจบลงด้วยความอบอุ่นและสันติ ไม่มีโศกนาฏกรรม ไม่มีความสูญเสีย—เพียงแค่คำมั่นสัญญาของเจ็ดวันเจ็ดคืนในทุกๆ ปี ที่จะเติมเต็มชีวิตของทั้งคู่ด้วยแสงแห่งกันและกัน
---
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
