SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & Prince Vassago)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ ตอนที่ 1: The Shadows of Vassago
(การพบกันครั้งแรกของ Aphrodite และ Prince Vassago)
ท้องฟ้าของ Twilight Realm ถูกระบายด้วยสีน้ำเงินเข้มยามค่ำคืน ดวงจันทร์เต็มดวงสาดแสงสีเงินลงมาบนป่ามืดที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านและเงามืดที่เคลื่อนไหวราวมีชีวิต สายลมพัดพากลิ่นดินชื้นและใบไม้ที่เน่าเปื่อยมาสู่โสตประสาท Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม เดินฝ่าความมืดมิดด้วยท่วงท่าสง่างาม ชุดคลุมสีขาวบางเบาของเธอไหลพลิ้วตามลม ผมสีทองสว่างไสวราวแสงตะวันท่ามกลางความมืด ดวงตาสีฟ้าครามของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและความหยิ่งผยองที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทาย
เธอมาที่นี่เพื่อตามหาเขา—Prince Vassago หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่ง Solomon ผู้ครองตำแหน่งเจ้าชายแห่งนรก เขาคืออสูรกายที่ป่าเถื่อน ดุดัน และทรงพลังตามตำนาน ร่างสูงใหญ่กำยำราวถูกแกะสลักจากหินสีดำ ดวงตาสีทองสว่างวาบราวดวงดาวที่ลุกโชนในความมืด ผมสีน้ำตาลเข้มยาวถึงไหล่สกปรกและยุ่งเหยิงราวถูกพายุพัดกระหน่ำ เขาสวมเสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่น และในมือของเขาถือลูกแก้วเวทมนตร์ที่ส่องแสงลางๆ เขาคือภาพแห่งความโหดร้ายและความลึกลับ และสำหรับ Aphrodite เขาคือกุญแจสู่เป้าหมายของเธอ—การชุบชีวิต Adonis ชายหนุ่มมนุษย์ที่หัวใจของเธอโหยหา
“ข้าจะพบเจ้า Prince Vassago” เสียงของเธอดังก้องในความเงียบ นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังแห่งความท้าทาย “ไม่ว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดใด ข้าจะลากเจ้ามาสู่แสงสว่าง”
เธอหยุดฝีเท้าที่หน้าลานกว้างกลางป่า ตรงกลางมีแท่นหินโบราณที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและมอสเขียว พลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากที่นี่บอกเธอว่าเขาอยู่ใกล้ Aphrodite ก้าวเข้าไปโดยไม่ลังเล แสงจากชุดคลุมของเธอส่องสว่างลานหินที่มืดมิด
ภายในลานหิน Prince Vassago ยืนอยู่ข้างแท่น เขากำลังมองลงไปในลูกแก้วเวทมนตร์ที่เผยภาพของไอเท็มวิเศษที่เขาตามหา—สามชิ้นที่จะปลดปล่อยเขาจากพันธนาการแห่งแหวนของ Solomon ร่างสูงใหญ่ของเขาดูเหมือนเงามืดที่กลืนกินแสงสว่าง ดวงตาสีทองของเขาหันมามองเธอทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามา เทพี” เสียงของเขาดังลึกและหยาบกร้านราวหินที่เสียดสีกัน “กลิ่นหอมของเจ้าแผ่มาถึงข้าก่อนที่เจ้าจะปรากฏตัว มันหวานจนน่ารำคาญ”
Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่หวั่นเกรง “ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อให้เจ้ารำคาญ แต่เพื่อข้อเสนอ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาไอเท็มทั้งสามที่เจ้าต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของ Solomon แต่เจ้าจะต้องสอนข้าศาสตร์ลึกลับแห่งนรก เพื่อที่ข้าจะได้ชุบชีวิตคนที่ข้ารัก”
Vassago หัวเราะ เสียงนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วป่า “ข้อเสนอจากเทพีแห่งความรัก? เจ้าคิดว่าข้าจะยอมรับคำหวานของเจ้าง่ายๆ?” เขาก้าวลงจากแท่น ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวด้วยพลังที่กดดัน “ความรักของเจ้าเป็นเพียงภาพลวง ข้าไม่ต้องการมัน”
“แต่เจ้าต้องการอิสรภาพ” เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว “และข้าสามารถมอบมันให้เจ้าได้เร็วกว่าที่เจ้าจะทำได้ด้วยตัวเอง” เธอก้าวเข้าไปใกล้จนร่างของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมหวานของเธอปะทะกับกลิ่นดินและควันจากตัวเขา
Vassago จ้องเธอด้วยสายตาที่ลุกโชน “เจ้ารักมนุษย์ผู้นั้นมากถึงเพียงนี้? Adonis ผู้ที่อ่อนแอและไร้ค่าในสายตาของข้า” เขายื่นมือไปสัมผัสปลายผมสีทองของเธอ นิ้วหยาบกร้านของเขาสัมผัสเส้นผมนั้นราวหินที่เลียเปลวไฟ “เจ้ายอมลดตัวลงมาเพื่อสิ่งที่ตายไปแล้ว”
Aphrodite ไม่ถอยหนี เธอเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น “ความรักคือพลังที่เจ้าไม่เข้าใจ Vassago มันคือแสงสว่างที่เผาไหม้แม้ในความมืดมิด และเจ้าเองก็หนีมันไม่พ้น”
“แสงสว่าง?” เขาเยาะเย้ย “ข้าไม่ต้องการแสง ข้าต้องการเพียงเสรีภาพจากโซ่ตรวนของ Solomon ความรักของเจ้าเป็นเพียงคำหลอกลวงที่เทพและมนุษย์ใช้ปลอบตัวเอง”
“ถ้ามันเป็นคำหลอกลวง เหตุใดเจ้าถึงยังรู้สึกถึงข้า?” เธอถาม น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความท้าทาย “ข้าสัมผัสได้ถึงไฟในตัวเจ้า มันซ่อนอยู่ในเงามืดของเจ้า”
Vassago เงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสีทองของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาสัมผัสได้ถึงพลังดึงดูดที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอ มันไม่ใช่แค่ความงามที่ตาเห็น แต่เป็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจอันป่าเถื่อนของเขาสั่นไหว เขาเกลียดความรู้สึกนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธมันไม่ได้
“ดี” เขากล่าวในที่สุด “ข้าจะยอมรับข้อตกลงของเจ้า เทพี แต่ถ้าเจ้าคิดจะหลอกข้า ข้าจะฉีกเจ้าให้เป็นเสี่ยงๆ ด้วยมือของข้าเอง”
Aphrodite ยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย “ข้าจะไม่กลัวเจ้า Vassago เพราะข้ารู้ว่าในตัวเจ้ามีบางสิ่งที่รอวันถูกจุดไฟ”
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในความเงียบ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านม่านใบไม้ กลิ่นหอมของเธอปะทะกับกลิ่นดินและควันจากตัวเขา มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง—การเดินทางที่ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโชคชะตาของพวกเขา แต่ยังจุดประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในความป่าเถื่อน
วันรุ่งขึ้น พวกเขาออกเดินทางด้วยกัน Aphrodite เดินเคียงข้าง Vassago ผ่านป่ามืดที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาก้าวไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่ดุดัน ลูกแก้วเวทมนตร์ในมือของเขาส่องแสงลางๆ สายตาของเขามองมาที่เธอเป็นระยะ ความร้อนจากร่างของเขาทำให้อากาศรอบตัวสั่นสะเทือน
“เจ้าคิดว่าความรักคืออะไรกันแน่?” เธอถามขณะที่ทั้งสองหยุดพักใกล้ลำธารที่ไหลเอื่อย เสียงน้ำดังกระทบหินเบาๆ ตัดกับความเงียบของป่า
Vassago นั่งลงบนหิน มองไปยังสายน้ำด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “มันคือความอ่อนแอ เป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดผู้โง่เขลา”
“แต่ถ้ามันไร้ค่า เหตุใดเจ้าถึงยังจ้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น?” เธอก้มลงไปตักน้ำในลำธาร นิ้วเรียวของเธอสัมผัสผิวน้ำอย่างอ่อนโยน “ข้าสัมผัสได้ถึงบางอย่างในตัวเจ้า มันไม่ใช่แค่ความป่าเถื่อน”
เขาหันมามองเธออย่างรวดเร็ว “เจ้าเห็นสิ่งที่เจ้าเองอยากเห็น” เขากล่าว แต่สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเธอนานเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธ
Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังทองคำ “เจ้าเรียกมันว่าอะไรก็ได้ตามใจ แต่สิ่งที่เจ้ารู้สึกคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และข้าจะพิสูจน์มันให้เจ้าเห็น”
Vassago ไม่ตอบ แต่ลึกๆ ในใจ เขารู้ว่าเธอพูดถูกบางส่วน และนั่นคือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด
เมื่อค่ำคืนมาเยือน พวกเขาตั้งแคมป์ใต้ร่มเงาของต้นไม้ยักษ์ Aphrodite นอนลงบนผ้าห่มที่ทอจากเส้นใยแห่งเมฆ ขณะที่ Vassago นั่งเฝ้ามองเธอจากระยะไกล ร่างของเธอในชุดบางเบานั้นงดงามราวภาพฝันท่ามกลางแสงจันทร์ เขารู้สึกถึงความปรารถนาที่เริ่มก่อตัวในอก แต่เขาก็รู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
และสำหรับ Aphrodite เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อรอง—มันคือการเดินทางที่อาจจุดไฟในหัวใจอันป่าเถื่อนของทั้งคู่
---
---
♦ ตอนที่ 2: The Orb of Shadows
(การตามหาไอเท็มชิ้นแรกและไฟที่เริ่มลุกโชน)
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนป่ามืดอันลึกลับของ Twilight Realm ใบไม้หนาที่ยื่นออกมาจากต้นไม้โบราณปิดกั้นแสงส่วนใหญ่ ทิ้งไว้เพียงเงามืดที่เลื้อยไหลราวมีชีวิต สายลมพัดพากลิ่นดินชื้นและมอสเขียวมาสู่โสตประสาท Aphrodite เดินนำหน้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ชุดคลุมสีขาวของเธอโอบรัดร่างกายที่สมบูรณ์แบบ ผมสีทองไหลพลิ้วราวสายน้ำทองคำที่ตัดกับความมืดมิด Prince Vassago เดินตามหลัง ร่างสูงใหญ่ของเขาดูเหมือนเงามืดที่เคลื่อนไหวด้วยพลังป่าเถื่อน ดวงตาสีทองของเขาลุกโชนราวดวงดาวในความมืด ลูกแก้วเวทมนตร์ในมือของเขาส่องแสงลางๆ เป็นระยะ
“เจ้าจะพาข้าไปที่ใด เทพี?” เสียงของ Vassago ดังลึกและหยาบกร้านราวหินที่กระทบกัน “หรือเจ้ากำลังหลงทางในป่ามืดแห่งนี้?”
Aphrodite หันกลับมามองเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉายบนใบหน้าที่งดงามราวดวงจันทร์ “ข้าพาเจ้าไปหา 'Orb of Shadows' ลูกแก้วแห่งเงาที่ซ่อนอยู่ในสุสานโบราณของป่าแห่งนี้ มันคือหนึ่งในสามไอเท็มที่เจ้าต้องการมิใช่หรือ?” เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา มือของเธอยกขึ้นแตะที่แขนกำยำของเขาเบาๆ “หรือเจ้ากลัวว่าความร้อนของข้าจะเผาเจ้า?”
Vassago จ้องเธอด้วยสายตาที่ลุกโชน เขาคว้ามือของเธอไว้ในกำปั้นขนาดใหญ่ของเขา “อย่าคิดว่าเจ้าจะทำให้ข้าสั่นไหวได้” เขากล่าว แต่สัมผัสของเธอ—นุ่มนวลและอบอุ่น—ทำให้บางสิ่งในตัวเขาสั่นสะเทือน เขากระชากมือออกอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ
ทั้งสองเดินทางต่อไปจนถึงปากทางเข้าสุสานโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้รากไม้ยักษ์ บานประตูหินปิดตายด้วยตราประทับเวทมนตร์ที่สลักด้วยอักขระสีดำ กลิ่นอายแห่งความตายและความลึกลับแผ่ออกมาจากภายใน
“นี่คือที่ที่ 'Orb of Shadows' ถูกเก็บไว้” Aphrodite กล่าวขณะสัมผัสตราประทับนั้น “แต่เวทมนตร์นี้มืดมิดเกินกว่าที่ข้าจะคลายได้เพียงลำพัง”
Vassago ก้าวไปข้างหน้า เขายกมือขึ้น ปลดปล่อยพลังแห่งเงามืดจากตัวเขา อากาศรอบตัวมืดลงจนแทบมองไม่เห็น “ถ้าอย่างนั้นข้าจะฉีกมันออก” เขากล่าว พลังของเขาพุ่งเข้าไปที่ประตู แต่ตราประทับนั้นยังคงไม่ขยับเขยื้อน
Aphrodite หัวเราะเบาๆ “ความดุดันของเจ้าใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งหรอกนะ Vassago” เธอวางมือลงบนตราประทับ พลังงานสีทองอ่อนไหลออกจากปลายนิ้วของเธอ “มันต้องการพลังแห่งความรักและความปรารถนาร่วมกันถึงจะเปิดได้”
Vassago ขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าต้องช่วยเจ้า... ด้วยความรัก?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
“หรืออะไรก็ตามที่เจ้าเรียกมัน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงยั่วยวน “วางมือของเจ้ามาที่นี่ ตรงที่ข้าสัมผัส แล้วปล่อยให้พลังของเรารวมกัน”
เขาลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม มือหยาบกร้านของเขาวางทับมือของเธอ ความมืดจากตัวเขาชนกับความสว่างของเธอ เกิดเป็นแสงสว่างสีเทาทองที่พุ่งออกจากตราประทับ ประตูหินค่อยๆ เลื่อนเปิด เผยให้เห็นห้องโถงที่เต็มไปด้วยเงามืดที่ลอยวนราวมีชีวิต
ภายในห้องโถง 'Orb of Shadows' วางอยู่บนแท่นหิน ลูกแก้วนั้นมืดสนิทราวกลืนกินแสงสว่าง แต่มีแสงสีทองอ่อนๆ ลอยวนรอบปากลูกแก้ว Aphrodite ก้าวไปข้างหน้า แต่ทันใดนั้นเงามืดในห้องโถงก็รวมตัวกัน กลายเป็นอสูรกายเงาที่มีกรงเล็บและเขี้ยวแหลมคม
“ดูเหมือนเราจะมีแขก” Vassago กล่าว เขากระโจนไปข้างหน้า ใช้พลังแห่งเงามืดฟันอสูรกายตัวแรกจนสลายไป แต่ตัวอื่นๆ พุ่งเข้ามาเร็วขึ้น Aphrodite โบกมือเรียกสายลมแห่งความเย้ายวนออกไป อสูรกายเงาชะงักไปชั่วขณะ ช่วยให้ Vassago จัดการได้ง่ายขึ้น
ทั้งสองต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ท่ามกลางเงามืดที่โหมกระหน่ำ มีชั่วขณะหนึ่งที่ Vassago ใช้ร่างของเขาปกป้องเธอจากกรงเล็บของอสูรกาย ร่างกำยำของเขากระแทกเข้ากับเธอ ความร้อนจากตัวเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นรัว
“ระวังตัวด้วย” เขาคำราม แต่สายตาของเขากลับอ่อนลงเมื่อมองเธอ
“ข้าคิดว่าเจ้าจะดีใจถ้าข้าตายเสียอีก” เธอตอบพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์
เมื่ออสูรกายตัวสุดท้ายสลายไป ทั้งสองหอบหายใจท่ามกลางความมืดที่จางลง Aphrodite เดินไปหยิบ 'Orb of Shadows' ขึ้นมา ลูกแก้วนั้นเย็นในมือของเธอราวเก็บกักเงามืดไว้ภายใน “ชิ้นแรกเป็นของเราแล้ว” เธอกล่าวพร้อมหันมามองเขา
Vassago พยักหน้า แต่สายตาของเขาจับจ้องที่ใบหน้าของเธอ “เจ้าเก่งกว่าที่ข้าคิด เทพี” เขากล่าว น้ำเสียงของเขาหยาบกร้านแต่แฝงไปด้วยความชื่นชม
“และเจ้าก็น่าประทับใจกว่าที่ข้าคาด” เธอตอบ เธอวาง 'Orb of Shadows' ลงข้างๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้เขา “เราควรฉลองชัยชนะเล็กๆ นี้กันสักหน่อย มิใช่หรือ?”
Vassago ขมวดคิ้ว “ฉลอง? เจ้าจะให้ข้าทำอะไร? ร้องเพลงสรรเสริญเจ้า?”
Aphrodite หัวเราะ เสียงนั้นใสราวระฆังทองคำ เธอก้าวเข้าไปใกล้จนร่างของเธอเกือบสัมผัสกับเขา “ไม่ ข้าคิดถึงบางอย่างที่... ร้อนแรงกว่านั้น” เธอยกมือขึ้นลูบไล้ที่แขนของเขาเบาๆ ความนุ่มนวลจากปลายนิ้วของเธอตัดกับความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเขา
Vassago รู้สึกถึงไฟที่ลุกโชนในอกของเขา เขาคว้าข้อมือของเธอไว้ “เจ้ากำลังยั่วบางอย่างที่เจ้าไม่รู้จัก เทพี” เสียงของเขาแหบพร่า
“ข้าชอบสิ่งที่ข้าไม่รู้จัก” เธอกระซิบ โน้มตัวเข้าใกล้จนลมหายใจของเธอสัมผัสกับใบหูของเขา “มันทำให้ข้ารู้สึกมีชีวิต”
ชั่วขณะนั้น ห้องโถงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่ดังขึ้น Vassago รู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างของเธอที่แผ่ออกมา มันขัดแย้งกับความป่าเถื่อนในตัวเขา แต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัส เขาปล่อยข้อมือของเธอ แต่แทนที่จะถอยห่าง เขากลับโน้มตัวลง มือข้างหนึ่งวางลงบนเอวของเธออย่างแผ่วเบา
“เจ้าจะเสียใจที่ยั่วข้า” เขากล่าว แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความปรารถนาที่เขาไม่อาจซ่อนได้
Aphrodite ยิ้ม “ข้าจะเสียใจก็ต่อเมื่อเจ้าไม่ตอบสนอง” เธอยกมือขึ้นลูบไล้ที่คอของเขา นิ้วของเธอสัมผัสกับผิวที่หยาบกร้านของเขา “บอกข้าสิ Vassago เจ้าไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ?”
เขาคำรามเบาๆ ในลำคอ ความอดทนของเขาถึงขีดสุด เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนร่างของทั้งสองแนบชิดกัน ความร้อนจากตัวเขาผสมผสานกับความอบอุ่นของเธอราวไฟป่าและสายลมที่หลอมรวมกัน เขาก้มลงจนลมหายใจร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับใบหน้าของเธอ “เจ้าเป็นอันตรายที่ข้าควรทำลาย”
“แต่เจ้าก็หนีข้าไม่พ้น” เธอกระซิบ ก่อนผละออกจากเขาอย่างแผ่วเบา หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น—สิ่งที่เขาไม่เคยยอมรับมาก่อน
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองตั้งแคมป์ใกล้สุสานโบราณ แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของ Aphrodite ที่นอนอยู่บนผ้าห่มนุ่ม Vassago นั่งเฝ้ามองจากระยะไกล ถือ 'Orb of Shadows' ไว้ในมือ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องที่เธอ ร่างของเธอในชุดบางเบานั้นงดงามราวเทพธิดาที่หลงเข้ามาในป่ามืด ความปรารถนาในใจของเขาเริ่มก่อตัวเป็นพายุที่เขาควบคุมไม่ได้
“นอนลงเถอะ” เธอกล่าวโดยไม่ลืมตา “หรือเจ้ากลัวว่าข้าจะจุดไฟในตัวเจ้าในฝัน?”
Vassago ไม่ตอบ แต่เขารู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงไอเท็มที่เขาต้องการ—มันยังมีบางอย่างที่กำลังลุกโชนในตัวเขา และเขาทั้งเกลียดและโหยหามันในเวลาเดียวกัน
---
---
♦ ตอนที่ 3: The Blade of Dusk
(การตามหาไอเท็มชิ้นที่สองและเปลวไฟที่ลุกโชนในความมืด)
แสงตะวันยามเย็นระยิบระยับบนขอบฟ้าของ Twilight Realm ทอสีส้มและม่วงลงบนผืนป่าที่ทอดยาวไปจนถึงเชิงเขาหินสีดำ เงาของต้นไม้ยักษ์ยืดยาวราวมือที่พยายามคว้าดวงอาทิตย์สุดท้าย Aphrodite เดินฝ่าป่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ชุดคลุมสีขาวของเธอโอบรัดร่างกายที่งดงามราวถูกปั้นแต่งจากแสงสว่าง ผมสีทองไหลพลิ้วราวสายน้ำทองคำที่สะท้อนแสงเย็น Prince Vassago เดินตามหลัง ร่างสูงใหญ่ของเขาดูเหมือนเงามืดที่เคลื่อนไหวด้วยพลังป่าเถื่อน ดวงตาสีทองของเขาลุกโชนราวเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในความมืด ลูกแก้วเวทมนตร์ในมือของเขาส่องแสงลางๆ เป็นระยะ เสื้อคลุมสีดำขาดวิ่นของเขาพลิ้วไหวตามลม
“เจ้าจะพาข้าไปเผชิญอะไรอีก เทพี?” เสียงของ Vassago ดังลึกและหยาบกร้านราวหินที่กระทบกัน “หรือเจ้ากำลังมองหาความตายในป่าแห่งนี้?”
Aphrodite หันกลับมามองเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉายบนใบหน้าที่งดงามราวดวงจันทร์ “ข้าพาเจ้าไปหา 'Blade of Dusk' ดาบแห่งสนธยาที่ซ่อนอยู่ในถ้ำลึกของเขาหินดำนี้ มันคือชิ้นที่สองที่เจ้าต้องการมิใช่หรือ?” เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา ดวงตาสีฟ้าครามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีทองของเขา “หรือเจ้ากลัวว่าไฟของข้าจะเผาเจ้ามากเกินไป?”
Vassago จ้องเธอด้วยสายตาที่ลุกโชน “ข้าไม่กลัวไฟ” เขากล่าว แต่ลมหายใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเธอเข้าใกล้ เขายกมือขึ้นราวจะผลักเธอออก แต่หยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างของเธอ
ทั้งสองเดินทางต่อไปจนถึงปากถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผาหินสีดำ กลิ่นกำมะถันและความชื้นแผ่ออกมาจากภายใน บานประตูหินปิดตายด้วยตราประทับเวทมนตร์ที่สลักด้วยอักขระสีแดงเข้ม
“นี่คือที่ที่ 'Blade of Dusk' ถูกเก็บไว้” Aphrodite กล่าวขณะสัมผัสตราประทับนั้น “แต่เวทมนตร์นี้ร้อนแรงเกินกว่าที่ข้าจะคลายได้เพียงลำพัง”
Vassago ก้าวไปข้างหน้า เขายกมือขึ้น ปลดปล่อยพลังแห่งเงามืดจากตัวเขา อากาศรอบตัวร้อนขึ้นจากพลังที่แผ่ออกมา “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเผามันให้มอดไหม้” เขากลกล่าว พลังของเขาพุ่งเข้าไปที่ประตู แต่ตราประทับนั้นยังคงไม่แตกสลาย
Aphrodite หัวเราะเบาๆ “ความป่าเถื่อนของเจ้าใช้ไม่ได้กับทุกสิ่งหรอกนะ Vassago” เธอวางมือลงบนตราประทับ พลังงานสีทองอ่อนไหลออกจากปลายนิ้วของเธอ “มันต้องการพลังแห่งความรักและความปรารถนาร่วมกันถึงจะเปิดได้”
Vassago ขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าต้องช่วยเจ้า... ด้วยความรัก?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
“หรืออะไรก็ตามที่เจ้าเรียกมัน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงยั่วยวน “วางมือของเจ้ามาที่นี่ ตรงที่ข้าสัมผัส แล้วปล่อยให้พลังของเรารวมกัน”
เขาลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม มือหยาบกร้านของเขาวางทับมือของเธอ ความร้อนจากตัวเขาชนกับความอบอุ่นของเธอ เกิดเป็นแสงสว่างสีแดงทองที่พุ่งออกจากตราประทับ ประตูหินค่อยๆ เลื่อนเปิด เผยให้เห็นห้องโถงที่เต็มไปด้วยเปลวไฟเล็กๆ ที่ลอยวนในอากาศ
ภายในห้องโถง 'Blade of Dusk' ปักอยู่บนแท่นหิน ดาบนั้นมีใบมีดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงราวเงามืดที่ลุกโชน ด้ามจับสลักด้วยอักขระโบราณ Aphrodite ก้าวไปข้างหน้า แต่ทันใดนั้นพื้นหินก็สั่นสะเทือน อสูรกายที่ทำจากเปลวไฟ—คล้ายมังกรขนาดย่อม—พุ่งออกมาจากรอยแตกของพื้น ปากของมันพ่นไฟที่ร้อนแรง
“ระวัง!” Vassago ตะโกน เขากระโจนไปข้างหน้า ใช้ร่างของเขาบังเธอจากเปลวไฟที่พุ่งเข้ามา ไฟนั้นเลียเกาะร่างของเขา แต่เขาไม่สะทกสะท้าน เขาควักพลังเงามืดจากลูกแก้วเวทมนตร์ ฟันมังกรไฟตัวแรกจนสลายไป
Aphrodite โบกมือเรียกสายลมแห่งความเย้ายวนออกไป มังกรไฟชะงักไปชั่วขณะ ช่วยให้ Vassago จัดการได้ง่ายขึ้น “ที่นั่น!” เธอชี้ไปยังแท่นหิน “ดาบคือแหล่งพลังของมัน”
Vassago พยักหน้า เขากระโจนไปที่แท่นหินด้วยความเร็วราวพายุ มังกรไฟพยายามขัดขวาง แต่ Aphrodite ส่งพลังแห่งแสงสว่างออกไปช่วยเขา เขาคว้าด้าม 'Blade of Dusk' แล้วดึงมันออกจากแท่น เปลวไฟในห้องโถงดับลงทันที มังกรไฟสลายกลายเป็นควันที่ปลิวหายไป
เมื่อฝุ่นควันจางลง 'Blade of Dusk' อยู่ในมือของ Vassago ดาบนั้นหนักแน่นแต่แผ่ออกพลังที่ร้อนแรง “ชิ้นที่สองเป็นของเราแล้ว” Aphrodite กล่าวพร้อมก้าวเข้าไปใกล้เขา
Vassago หอบหายใจ ร่างกำยำของเขามีรอยไหม้จากเปลวไฟ แต่ดวงตาของเขายังคงลุกโชน “เจ้าเกือบทำให้ข้าตาย” เขากล่าว แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความชื่นชมที่เขาไม่อาจซ่อนได้
“แต่เจ้าก็ปกป้องข้า” เธอตอบพร้อมก้าวเข้าไปใกล้ “หรือนั่นเป็นเพียงสัญชาตญาณของเจ้า?”
Vassago ไม่ตอบ เขาเพียงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง ท่ามกลางความเงียบของถ้ำ แสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา Aphrodite วาง 'Blade of Dusk' ลงบนพื้นหิน แล้วก้าวเข้าไปใกล้เขาจนร่างของเธอเกือบสัมผัสกับเขา
“เจ้าทำให้ข้ารู้สึกถึงบางอย่าง” เขากล่าวในที่สุด เสียงของเขาแหบพร่า “ข้าเกลียดมัน”
“แต่เจ้าก็ต้านมันไม่ไหว” เธอกระซิบ มือของเธอยกขึ้นลูบไล้ที่แก้มของเขา ผิวหยาบกร้านของเขาตัดกับความนุ่มนวลของเธอ “ปล่อยให้มันเผาเจ้าเถอะ Vassago แม้เพียงชั่วครู่”
เขาคว้าร่างของเธอเข้ามาใกล้ ความร้อนจากตัวเขาผสมผสานกับความอบอุ่นของเธอราวไฟป่าและสายลมที่ปะทะกัน มือใหญ่ของเขาวางลงบนเอวของเธอ ดึงเธอเข้ามาจนร่างทั้งสองแนบชิด เขาโน้มตัวลง ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับผิวคอของเธอ “เจ้ากำลังปลุกบางอย่างที่ข้าฝังไว้”
“ดี” เธอกระซิบ กดริมฝีปากลงบนคอของเขาครั้งแรก ความนุ่มนวลของเธอตัดกับความแข็งแกร่งของเขา ไฟในตัวเขาที่ถูกกักขังไว้เริ่มลุกโชน
Vassago คำรามเบาๆ เขาดึงเธอลงนั่งบนพื้นหินที่เย็นเยียบข้างแท่น มือของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของเอวของเธอผ่านชุดคลุมบางๆ ความร้อนจากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวของเธอรู้สึกเหมือนถูกจุดไฟ เขาก้มลงจนหน้าผากของทั้งสองสัมผัสกัน “เจ้าจะเป็นจุดจบของความมืดในตัวข้า”
“หรือจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง” เธอกระซิบ มือของเธอเลื่อนไปจับที่ไหล่กว้างของเขา ดึงเขาลงมาใกล้ยิ่งขึ้น
ชั่วขณะนั้น เสียงลมเงียบลง มีเพียงลมหายใจของทั้งสองที่ดังก้องท่ามกลางถ้ำ ร่างของเธออ่อนนุ่มราวเมฆหมอก ขณะที่ร่างของเขาแข็งแกร่งราวหินที่ลุกโชน ความแตกต่างนั้นหลอมรวมกันอย่างลงตัว เขากดร่างของเธอลงกับพื้นหินอย่างนุ่มนวล มือของเขาสัมผัสผิวของเธอผ่านชุดคลุม ความร้อนจากตัวเขาทำให้ผิวของเธอรู้สึกเหมือนถูกเผาไหม้และละลายในเวลาเดียวกัน
“บอกข้าสิ” เธอกระซิบขณะที่เขาก้มลงใกล้ “นี่คือสิ่งที่เจ้าเกลียด หรือสิ่งที่เจ้าโหยหา?”
Vassago ไม่ตอบด้วยคำพูด เขาก้มลงจูบที่ไหล่ของเธอเบาๆ ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับผิวเย็นของเธอราวเปลวไฟที่เลียหยาดน้ำค้าง มันไม่ใช่การยอมจำนน แต่มันคือการยอมรับ—ยอมรับว่าเขาต้านทานเธอไม่ได้อีกต่อไป
คืนนั้น ทั้งสองนอนเคียงข้างกันในถ้ำ 'Blade of Dusk' วางอยู่ใกล้ๆ แสงจันทร์ส่องลงมาบนร่างของ Aphrodite ที่ซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา ความอบอุ่นของเธอซึมซาบเข้าไปในความร้อนของเขา เขาโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา
“เจ้ากำลังเปลี่ยนข้า” เขากล่าวเบาๆ “และข้าไม่รู้ว่ามันดีหรือร้าย”
Aphrodite ยิ้ม “มันคือสิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้จักมาก่อน และข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่ามันงดงามเพียงใด”
ความมืดของเขาเริ่มคลายตัวใต้สัมผัสของเธอ และในคืนนั้น เขารู้ว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปลดปล่อยจากพันธนาการ—มันคือการค้นพบบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของหัวใจเขา
---
---
♦ ตอนที่ 4: Seven Nights of Shadows and Flames
(พิธีปลดปล่อยและความหลงใหลที่เผามืด)
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาบนวิหารร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในใจกลางป่ามืดของ Twilight Realm เสาหินโบราณที่แตกร้าวเต็มไปด้วยเถาวัลย์ที่เลื้อยพันราวเส้นเลือดแห่งความมืด ตรงกลางวิหารมีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยอักขระแห่งนรก สถานที่แห่งนี้คือจุดสุดท้ายของการเดินทางเพื่อปลดปล่อย Prince Vassago จากพันธนาการแห่งแหวนของ Solomon Aphrodite และ Vassago ยืนเคียงข้างกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งด้วยพลังงานลึกลับและความตึงเครียดที่สัมผัสได้
Aphrodite วาง 'Orb of Shadows' และ 'Blade of Dusk' ลงบนแท่นบูชา ลูกแก้วมืดสนิทนั้นสั่นไหวราวมีชีวิต ขณะที่ดาบแห่งสนธยาแผ่ออกพลังร้อนแรงที่ทำให้อากาศรอบตัวสั่นสะเทือน ไอเท็มชิ้นที่สาม—'Ring of Eternity'—อยู่ในมือของ Vassago แหวนนั้นทำจากโลหะสีดำที่สลักด้วยอักขระโบราณ มันคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาไว้กับคำสั่งของ Solomon และเขาพร้อมที่จะทำลายมันทิ้ง
“นี่คือขั้นตอนสุดท้าย” Aphrodite กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลัง “เราจะรวมพลังของทั้งสามสิ่งนี้เพื่อคลายพันธนาการของเจ้า แต่มันต้องการมากกว่าเวทมนตร์ มันต้องการ... ความปรารถนา” เธอหันมามองเขา ดวงตาสีฟ้าครามสะท้อนแสงจันทร์ราวกระจกแห่งความลุ่มหลง
Vassago ขมวดคิ้ว ดวงตาสีทองของเขาลุกโชนด้วยความสงสัย “ความปรารถนา? เจ้ากำลังบอกว่าข้าต้องยอมให้เจ้าเข้าไปในส่วนที่ข้าปิดตาย?” เขากำแหวนในมือแน่นจนข้อนิ้วของเขาขาวซีด “ข้าไม่เคยยอมจำนนต่อใคร”
Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ ร่างของเธอแผ่ออกกลิ่นหอมหวานราวดอกไม้ที่บานในความมืด “ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการปลดปล่อย” เธอวางมือลงบนหน้าอกกำยำของเขา ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเธอตัดกับความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “เจ้ารู้สึกถึงมันแล้วมิใช่หรือ? ไฟในตัวเจ้าที่ลุกโชนทุกครั้งที่ข้าอยู่ใกล้”
Vassago คำรามเบาๆ เขาคว้ามือของเธอไว้ “เจ้าเป็นอันตรายเกินกว่าที่ข้าจะรับมือ” เขากล่าว แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความปรารถนาที่เขาไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป
พิธีเริ่มต้นขึ้น Aphrodite ร่ายมนต์โบราณด้วยน้ำเสียงไพเราะราวบทเพลงแห่งโอลิมปัส พลังงานสีทองอ่อนไหลออกจากตัวเธอเข้าไปในแท่นบูชา Vassago วาง 'Ring of Eternity' ลงข้างไอเท็มทั้งสอง แล้วปลดปล่อยพลังแห่งเงามืดจากตัวเขา พลังทั้งสองปะทะกันก่อนจะหลอมรวมเป็นเกลียวแสงสีดำทองที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อักขระบนแท่นบูชาเริ่มสว่างวาบราวถูกจุดด้วยเปลวไฟ
แต่ทันใดนั้น Vassago ก็ทรุดลงคุกเข่าหนึ่งข้าง ร่างของเขาสั่นสะท้านราวถูกเผาผลาญจากภายใน ความเจ็บปวดจากการคลายพันธนาการท่วมท้นเขา เขากัดฟันแน่น เสียงคำรามแหบพร่าดังออกมาจากลำคอ “มันกำลังเผาข้าจากภายใน”
Aphrodite หยุดร่ายมนต์ทันที เธอคุกเข่าลงข้างเขา มือของเธอประคองใบหน้าที่หยาบกร้านของเขา “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเจ็บปวดเพียงลำพัง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดเดี่ยว “ปล่อยให้ข้าช่วยเจ้า”
“ช่วย?” เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “เจ้าจะทำอะไรได้?”
เธอไม่ตอบด้วยคำพูด เธอดึงร่างของเขาขึ้นมา ร่างของเธอแนบชิดกับเขา ความอบอุ่นจากผิวของเธอซึมซาบเข้าไปในตัวเขาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด “ปล่อยให้ข้าเป็นแสงสว่างในความมืดของเจ้า” เธอกระซิบ ก่อนกดริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขาเบาๆ
สัมผัสนั้นราวกับน้ำทิพย์ที่ไหลลงสู่ทะเลทรายอันร้อนระอุ Vassago รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ค่อยๆ จางลง ถูกแทนที่ด้วยความร้อนที่ลุกลามจากจุดที่ริมฝีปากของเธอสัมผัส เขาคว้าร่างของเธอเข้ามาใกล้ มือใหญ่ของเขาวางลงบนเอวของเธอ ดึงเธอลงไปนอนบนแท่นบูชาที่เย็นเยียบ
“เจ้ากำลังเผาข้า” เขากล่าว ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับผิวคอของเธอ “และข้าเกลียดที่ข้าต้องการมัน”
Aphrodite ยิ้ม มือของเธอลูบไล้ไปตามไหล่กว้างของเขา “แล้วปล่อยให้มันเผาเราทั้งคู่” เธอโน้มตัวขึ้น ริมฝีปากของเธอสัมผัสกับคอของเขา ความนุ่มนวลของเธอปลุกเร้าความร้อนในตัวเขาให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
แสงจากพิธีสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่พลังแห่งเวทมนตร์—มันคือพลังแห่งความหลงใหลที่ทั้งสองมอบให้กัน Vassago ก้มลง ร่างของเขาทาบทับเธออย่างนุ่มนวล มือของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของร่างกายเธอผ่านชุดคลุมบางๆ ความร้อนจากปลายนิ้วของเขาทิ้งรอยแดงจางๆ บนผิวของเธอราวเปลวไฟที่เลียผืนน้ำ
“เจ้ารู้สึกถึงข้ามิใช่หรือ?” เธอกระซิบ ดวงตาของเธอปิดลง ขนตายาวสั่นไหวราวปีกผีเสื้อ “ทุกสัมผัส ทุกความร้อน”
เขาไม่ตอบ เขาก้มลงจูบที่ไหล่ของเธอ ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับผิวเย็นของเธอ ความรู้สึกนั้นแผ่ออกไปทั่วร่างของเธอราวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง เขาลูบไล้ไปตามแขนของเธอ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสผิวของเธออย่างแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยพลัง กลิ่นดินและควันจากตัวเขาผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของเธอราวควันและดอกไม้ที่หลอมรวมกัน
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไปบนแท่นบูชานั้น เวลาดูเหมือนหยุดนิ่ง มีเพียงทั้งสองที่เคลื่อนไหวท่ามกลางแสงจันทร์และเงามืด ร่างของ Aphrodite อ่อนนุ่มราวเมฆหมอกที่ลอยวนรอบตัวเขา ขณะที่ร่างของ Vassago แข็งแกร่งราวหินที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟ เสียงหายใจของเธอดังแผ่วเบาราวลมกระซิบ ขณะที่เสียงคำรามต่ำๆ ของเขาดังก้องราวพายุที่ซ่อนอยู่ในอก
ทุกสัมผัสของเขาคือเปลวไฟที่จุดประกายบนผิวของเธอ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอคือสายลมที่โหมกระพือความร้อนในตัวเขา มันไม่ใช่แค่การปลดปล่อยจากพันธนาการของ Solomon แต่เป็นการปลดปล่อยจากกำแพงที่ทั้งสองสร้างขึ้นในใจตนเอง
วันที่เจ็ด เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงมา พิธีสิ้นสุดลง 'Ring of Eternity' แตกสลายเป็นผงธุลีที่ปลิวไปตามสายลม Vassago ลุกขึ้นยืน ร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยพลังแห่งเสรีภาพที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาหันมามอง Aphrodite ที่นอนอยู่บนแท่นบูชา ร่างของเธองดงามราวภาพฝันภายใต้แสงตะวันแรก
“เจ้าให้อะไรข้ามากกว่าที่ข้าคาดคิด” เขากล่าว เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ “ข้าเป็นอิสระแล้ว เพราะเจ้า”
Aphrodite ลุกขึ้นนั่ง ชุดคลุมของเธอเลื่อนลงเผยให้เห็นไหล่ขาวเนียน “และเจ้าก็ให้ข้าบางอย่างเช่นกัน” เธอยิ้ม รอยยิ้มนั้นทั้งอ่อนโยนและเย้ายวน “เจ็ดคืนนี้ไม่ใช่แค่การปลดปล่อยเจ้า แต่มันคือสิ่งที่ข้าจะจดจำไปตลอดกาล”
Vassago ก้าวเข้าไปใกล้ เขายกมือขึ้นลูบไล้ที่แก้มของเธอ “เจ้าเป็นไฟที่เผาความมืดของข้า”
เธอจับมือของเขาไว้แนบกับใบหน้าของเธอ “และเจ้าก็เป็นเงามืดที่ทำให้ไฟของข้าสว่างไสว”
ทั้งสองยืนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ ความร้อนและความเย็นหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง มันไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดจะอธิบาย
---
---
♦ ตอนที่ 5: Dawn of Eternal Shadows
(การจากลาและคำสัญญาแห่งเจ็ดคืน)
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาบนวิหารร้างของ Twilight Realm ทอประกายสีทองอ่อนลงบนแท่นบูชาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพยานแห่งพิธีปลดปล่อย ผงธุลีของ 'Ring of Eternity' ที่แตกสลายได้ปลิวหายไปตามสายลมแล้ว เหลือเพียง 'Orb of Shadows' และ 'Blade of Dusk' ที่วางอยู่อย่างสงบราวเครื่องหมายแห่งชัยชนะ Prince Vassago ยืนสูงตระหง่านท่ามกลางแสงรุ่งอรุณ ร่างกำยำของเขาดูสง่างามยิ่งขึ้นเมื่อปราศจากโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ ดวงตาสีทองของเขาฉายแววแห่งเสรีภาพที่เขาโหยหามานานนับพันปี เสื้อคลุมสีดำขาดวิ่นของเขาพลิ้วไหวตามลม
Aphrodite ยืนอยู่ไม่ไกล ชุดคลุมสีขาวของเธอไหลพลิ้วตามสายลม ผมสีทองสะท้อนแสงตะวันราวม่านทองคำที่ลอยวน ดวงตาสีฟ้าครามของเธอมองไปยัง Vassago ด้วยความรู้สึกที่ผสมผสาน—ความภูมิใจ ความผูกพัน และบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าเธอจะยอมรับออกมาดังๆ
“เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวสายลมยามเช้า “พันธนาการของ Solomon ไม่มีอำนาจเหนือเจ้าอีกต่อไป”
Vassago หันมามองเธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเงาของเขาทาบทับร่างของเธอ “เพราะเจ้า” เขากล่าว เสียงของเขาแหบกร้านแต่เต็มไปด้วยความจริงใจที่เขาไม่เคยเผยให้ใครเห็น “ข้าคิดว่าเจ้ามาเพื่อหลอกใช้ข้า แต่เจ้ากลับจุดไฟในความมืดของข้า”
Aphrodite ยิ้ม รอยยิ้มนั้นทั้งอ่อนโยนและเจ้าเล่ห์ “และเจ้าก็ให้ข้ามากกว่าที่ข้าคาด Vassago ข้าได้เรียนรู้ศาสตร์ลึกลับจากเจ้า และที่สำคัญกว่านั้น...” เธอหยุดชะงัก มือของเธอยกขึ้นสัมผัสที่หน้าอกของเขา ความร้อนจากตัวเขาซึมซาบผ่านปลายนิ้วของเธอ “ข้าได้เห็นว่าแม้แต่เงามืดที่ดุดันที่สุดก็ยังมีแสงสว่างซ่อนอยู่”
เขาคว้ามือของเธอไว้แนบกับหน้าอกของเขา ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ้าเปลี่ยนข้า เทพี ข้าไม่รู้ว่ามันคือความรักที่เจ้าพูดถึง หรือเพียงเปลวไฟที่เจ้านำมาเผาข้า แต่ข้ารู้ว่ามันจะไม่ดับลง”
ทั้งสองยืนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความเงียบของรุ่งอรุณ เสียงใบไม้ที่เสียดสีกันดังแว่วมาจากป่าไกล กลิ่นดินและควันจากตัวเขาผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของเธอ มันคือความลงตัวที่ป่าเถื่อนแต่สมบูรณ์แบบ
แต่แล้ว Aphrodite ก็ถอนหายใจเบาๆ เธอถอยออกมาหนึ่งก้าว มือของเธอหลุดจากสัมผัสของเขา “ข้าต้องไปแล้ว” เธอกล่าว น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเสียใจที่ไม่อาจซ่อน “คำสาบานที่ข้าให้ไว้กับแม่น้ำ Styx ผูกมัดข้า ข้าต้องชุบชีวิต Adonis และเพื่อให้สำเร็จ ข้าต้องเดินทางต่อไป เรียนรู้จากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนให้ครบ”
Vassago ขมวดคิ้ว ความโกรธฉายวาบในดวงตาของเขา “เจ้ายังคงยึดติดกับมนุษย์ผู้นั้น? หลังจากทุกสิ่งที่เรา...” เขาหยุดชะงัก คำพูดของเขาค้างอยู่ในลำคอราวถูกกลืนลงไปด้วยพายุแห่งอารมณ์
Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ เธอยกมือขึ้นวางบนแก้มของเขา “Adonis คืออดีตของข้า เป็นคำสัญญาที่ข้าต้องรักษา แต่เจ้า...” เธอยิ้ม คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจ “เจาคือสิ่งที่ข้าไม่เคยคาดฝัน และข้าจะไม่ลืมเจ้า”
เขาจับมือของเธอไว้แน่น “แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปได้อย่างไร?” เสียงของเขาแผ่วลงราวกระซิบ “เจ้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าแล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงเสี้ยวคืบ “ข้าจะกลับมา” เธอกล่าวอย่างหนักแน่น “ทุกๆ ปี ข้าจะมาหาเจ้า และเราจะมีเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน เช่นเดียวกับที่ผ่านมา ข้าสัญญา”
Vassago มองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง เขารู้ว่าเธอพูดจริง คำสัญญาของเทพที่มีแม่น้ำ Styx เป็นพยานนั้นมิอาจถูกทำลายได้ เขาค่อยๆ ปล่อยมือของเธอ แต่ก่อนที่เธอจะหันหลัง เขาดึงเธอเข้ามากอด ร่างกำยำของเขาซ่อนเธอไว้ในอ้อมแขนราวเกราะกำบัง ความร้อนจากตัวเขาผสมผสานกับความอบอุ่นของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
“เจ็ดวันเจ็ดคืน” เขากล่าว “ข้าจะรอเจ้า”
Aphrodite โอบกอดเขาตอบ มือของเธอลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของเขา “และข้าจะกลับมาเสมอ” เธอกระซิบ ก่อนกดจูบลงบนหน้าอกของเขาเบาๆ ที่ตำแหน่งหัวใจของเขาควรจะอยู่
เมื่อเธอผละออกจากเขา แสงตะวันส่องสว่างร่างของเธอราวรัศมีแห่งเทพธิดา เธอหันหลังเดินจากไป ฝีเท้าของเธอมั่นคงแต่เบาเหมือนสายลม Vassago มองตามเธอไปจนร่างของเธอเลือนหายไปในหมอกยามเช้า หัวใจของเขา—ที่เขาเคยเชื่อว่าป่าเถื่อนเกินกว่าจะรู้สึก—เต้นแรงด้วยความรู้สึกที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
แต่เขาไม่รู้สึกสูญเสีย เพราะนี่ไม่ใช่จุดจบ มันคือคำสัญญา
หนึ่งปีต่อมา ณ วิหารร้างแห่งเดิม แสงจันทร์สาดส่องลงมาเหมือนคืนแรกที่ทั้งสองพบกัน Vassago ยืนรออยู่บนแท่นบูชา ร่างของเขาสง่างามและป่าเถื่อนเช่นเคย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมหวานที่ลอยมาในสายลมก่อนที่เธอจะปรากฏตัว Aphrodite ก้าวออกจากเงามืด ชุดคลุมสีขาวของเธอพลิ้วไหวราวเมฆหมอก ดวงตาของเธอสว่างไสวด้วยความยินดี
“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมา” เธอกล่าวพร้อมยิ้ม
Vassago ก้าวลงจากแท่น เขาดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนโดยไม่พูดอะไร ความร้อนจากตัวเขาห่อหุ้มเธอไว้ราวผ้าห่มแห่งเปลวไฟ “เจ็ดวันเจ็ดคืน” เขากล่าว “เริ่มต้นเดี๋ยวนี้”
เธอหัวเราะ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังทองคำ “ข้าคิดถึงเจ้า” เธอกระซิบ ก่อนที่ทั้งสองจะจมหายไปในอ้อมกอดของกันและกันท่ามกลางแสงจันทร์
และเช่นนั้น ทุกๆ ปี คำสัญญาของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งความรัก ความหลงใหล และความผูกพันที่เผาความมืดให้สว่างไสว Twilight Realm กลายเป็นพยานของเรื่องราวที่เริ่มต้นจากข้อตกลง แต่กลายเป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งและอบอุ่นยิ่งกว่านั้น
สำหรับ Vassago เขาค้นพบว่าเสรีภาพที่แท้จริงมิใช่การปราศจากโซ่ตรวน แต่คือการมีเธออยู่ในชีวิตของเขา และสำหรับ Aphrodite เธอรู้ว่าแม้หัวใจของเธอจะยังโหยหา Adonis แต่ส่วนหนึ่งของมันได้ถูกมอบให้กับปีศาจผู้นี้ไปแล้ว—ตลอดกาล
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
