SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & King Paimon)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ ตอนที่ 1: บทเพลงแห่งเงามืดและแสงสว่าง
ท้องทุ่งแห่งทไวไลต์เรล์มแผ่ขยายออกไปราวกับผืนผ้าทอจากเส้นใยแห่งความฝัน เงาของต้นโอ๊กโบราณทอดยาวลงบนพื้นหญ้าสีเงินยามค่ำคืน ดวงจันทร์สีแดงเลือดลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า คล้ายดวงตาของเทพเจ้าที่จ้องมองโลกด้วยความลึกลับ Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ก้าวย่างอย่างสง่างามท่ามกลางสายลมแห่งราตรี ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเธอปลิวไสวราวกับหมอกยามเช้า ผมสีทองประหนึ่งแสงอาทิตย์สะท้อนแสงจันทร์ เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับถูกปั้นแต่งจากมือของศิลปินแห่งสวรรค์
เธอไม่ได้มาเพื่อความงามของทไวไลต์เรล์มนี้ หากแต่เพื่อตามหาเขา—King Paimon หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลมอน ผู้ถูกพันธนาการด้วยแหวนศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อของเขาดังก้องในตำนานว่าเป็นจอมอสูรกายแห่งความรู้ลึกลับ ผู้ครอบครองพลังที่สามารถเขย่าขวัญทั้งสวรรค์และนรก เขาคือเป้าหมายของเธอในคืนนี้ และเธอรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับเขาคือการเดินบนเส้นด้ายระหว่างความปรารถนาและอันตราย
Aphrodite หยุดยืนอยู่หน้าถ้ำที่ปากทางถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำราวกับงูพิษ เสียงคำรามต่ำดังก้องออกมาจากภายใน คล้ายเสียงของพายุที่กำลังก่อตัว เทพีสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาสีฟ้าของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและหยิ่งผยอง เธอยกมือขึ้นปัดเถาวัลย์ออกอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนก้าวเข้าไปในความมืด
ภายในถ้ำ แสงจากคบเพลิงที่ปักอยู่ตามผนังเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ King Paimon เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากหินสีดำสนิท รูปกายของเขาน่าสะพรึงกลัวตามตำนาน—ใบหน้าคมกริบราวกับถูกตัดแต่งจากเหล็ก ดวงตาสีแดงเพลิงที่ลุกโชนราวกับเปลวไฟแห่งนรก ผมสีดำสนิทยาวสยายลงมาปกคลุมไหล่กว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง มงกุฎที่ทำจากเขาสัตว์ประดับอยู่บนศีรษะของเขา ส่วนร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยเกราะหนังสีเข้มที่ขับเน้นพลังดิบเถื่อน เขาคือภาพสะท้อนของความป่าเถื่อนและความรู้ลึกซึ้งที่ผสานกันอย่างลงตัว
“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงของ Paimon ดังก้องราวกับฟ้าผ่า แฝงด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “หรือว่าเจ้ามองข้าผู้ถูกพันธนาการเป็นเพียงของเล่นชิ้นใหม่ในเกมแห่งความรักของเจ้า?”
Aphrodite ยิ้มมุมปาก เธอก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่แสดงความหวาดกลัว “ข้ามาที่นี่เพื่อข้อเสนอที่เจ้าจะปฏิเสธไม่ลง King Paimon ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร—ไอเท็มทั้งสามชิ้นที่จะปลดปล่อยเจ้าจากพันธะแห่งแหวนของโซโลมอน ข้าจะช่วยเจ้าค้นหามัน”
Paimon หัวเราะลั่น เสียงนั้นดังสะท้อนไปทั่วถ้ำ “เจ้า? เทพีแห่งความงามผู้อ่อนหวานจะช่วยข้าผู้เกิดจากเงามืด? เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อวาจาหวานฉ่ำของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเชื่อ ข้าต้องการให้เจ้าตกลง” Aphrodite ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยพลัง “ข้าจะช่วยเจ้าจนกว่าเจ้าจะเป็นอิสระ แต่เจ้าจะต้องมอบบางสิ่งให้ข้าเป็นการตอบแทน—ศาสตร์แห่งความรู้ลึกลับที่เจ้ามี ข้าต้องการมันเพื่อชุบชีวิตคนรักของข้า อะโดนิส”
ชื่อของอะโดนิสหลุดออกจากปากของเธอราวกับหยดน้ำผึ้งที่ไหลช้าลงสู่พื้น Paimon เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเพลิงของเขาจ้องมองเธอด้วยความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น “อะโดนิส? มนุษย์ผู้น่าสมเพชที่เจ้ามอบหัวใจให้อย่างโง่งม? เจ้าจะยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเขา กระทั่งเผชิญหน้ากับข้า?”
“ความรักไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเข้าใจได้ง่ายๆ ปีศาจ” Aphrodite ตอบกลับ นัยน์ตาของเธอฉายแววท้าทาย “มันคือพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าพันธนาการใดๆ ที่โซโลมอนเคยสร้างมา”
Paimon ลุกขึ้นจากบัลลังก์ ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขา คล้ายกับลมหายใจของเตาเผาที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่ง “ความรัก?” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “มันคือพันธนาการที่เจ้าเลือกเอง เทพี ข้าต่างหากที่รู้จักอิสรภาพ—และข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามานั่งสั่งสอนข้าด้วยปรัชญาโง่เขลาของเจ้า”
Aphrodite ไม่ถอย เธอก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงฝ่ามือ “ถ้าอย่างนั้นเรามาพิสูจน์กันเถอะ Paimon ความรักของข้าคือพันธนาการ หรือพลังของเจ้าคือภาพลวงตา ข้าจะตามเจ้าจนกว่าจะได้สิ่งที่ข้าต้องการ และเจ้าจะได้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดต้านทานพลังของข้าได้”
สายตาของ Paimon วาวโรจน์ เขามองลึกลงไปในดวงตาของเธอ และในเสี้ยววินาทีนั้น เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้—พลังดึงดูดอันร้อนแรงที่ไหลเวียนระหว่างทั้งสอง มันไม่ใช่เพียงความงามของเธอ หากแต่เป็นไฟในจิตวิญญาณของเธอที่ท้าทายเขา กระตุ้นเขา และทำให้หัวใจที่เย็นชาของเขาสั่นไหว
“ได้” เขากล่าวในที่สุด “ข้าจะยอมให้เจ้าเดินทางไปกับข้า แต่จงจำไว้ว่า เทพี หากเจ้ากล้าทรยศข้า ไฟแห่งนรกของข้าจะเผาผลาญเจ้าให้มอดไหม้”
Aphrodite ยิ้มกว้าง “และหากเจ้าคิดทรยศข้า Paimon ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า ความรักของเทพีนั้นหวานซึ้งเพียงใด...และเจ็บปวดเพียงไร”
---
จากจุดนี้ เรื่องราวเริ่มเคลื่อนไหวไปสู่การเดินทางของทั้งคู่ Paimon นำทาง Aphrodite ผ่านป่ามืดแห่งทไวไลต์เรล์มเพื่อตามหาไอเท็มชิ้นแรก—ลูกแก้วแห่งเงา ซึ่งซ่อนอยู่ในวิหารร้างที่เต็มไปด้วยกับดักและสิ่งมีชีวิตแห่งความมืด ระหว่างทาง บทสนทนาของทั้งสองเต็มไปด้วยการปะทะทางปรัชญา—Paimon มองความรักว่าเป็นจุดอ่อน ขณะที่ Aphrodite โต้แย้งว่ามันคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งสองเริ่มเผยด้านที่ลึกซึ้งของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์เริ่มก่อตัวจากความขัดแย้งสู่ความเคารพ และแฝงด้วยแรงดึงดูดที่ร้อนแรง
ฉากหนึ่งที่น่าจดจำคือเมื่อทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงอสูรกายเงา Aphrodite ใช้พลังแห่งความงามของเธอสะกดอสูรให้หยุดนิ่ง ขณะที่ Paimon ใช้พลังดิบเถื่อนของเขาฟาดฟันศัตรูจนราบคาบ หลังการต่อสู้ เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—จากความเย้ยหยันเป็นความชื่นชม “เจ้ามีมากกว่าความงามจริงๆ เทพี” เขากล่าว และเธอตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “และเจ้าก็มีมากกว่าความโหดร้าย Paimon”
ตอนที่ 1 จบลงเมื่อทั้งคู่มาถึงวิหารร้าง และพบว่าลูกแก้วแห่งเงาถูกปกป้องด้วยคำสาปโบราณที่ต้องใช้ทั้งพลังของเทพีและปีศาจในการปลดปล่อย ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มก่อตัวเป็นรากฐานของความรักสุดร้อนแรงที่กำลังจะเบ่งบานในตอนต่อไป
---
---
♦ ตอนที่ 2: เงาแห่งปรารถนา
แสงจันทร์สีแดงเลือดสาดส่องลงมาบนวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางป่ามืดแห่งทไวไลต์เรล์ม เสาคอลัมน์หินที่แตกหักพังทลายถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้มและเถาวัลย์ที่เลื้อยเกาะราวกับงูพิษ ภายในวิหาร บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินชื้นและความลึกลับที่หนักอึ้ง บนแท่นหินตรงกลาง ลูกแก้วแห่งเงาลอยเด่นอยู่ภายในกรงพลังงานสีดำสนิท มันคือไอเท็มชิ้นแรกที่ King Paimon ตามหาเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของโซโลมอน และ Aphrodite รู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ทั้งสองต้องเผชิญร่วมกัน
Paimon ยืนอยู่หน้าแท่นหิน ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาจ้องมองลูกแก้วราวกับมันเป็นดวงวิญญาณที่ถูกขโมยไป ร่างสูงใหญ่ของเขาคลุมด้วยเกราะหนังสีเข้มที่ขับเน้นกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เขายกมือขึ้นสัมผัสกรงพลังงาน แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถึง พลังงานนั้นก็ระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทก ส่งเขากระเด็นถอยหลังไปชนกำแพงหินอย่างแรง เสียงคำรามแห่งความโกรธดังออกจากลำคอของเขา “คำสาปนี้ออกแบบมาเพื่อข้าโดยเฉพาะ!” เขากัดฟัน “มันรู้จักพลังของข้า และมันต้านทานข้าได้”
Aphrodite ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ชุดคลุมสีขาวของเธอปลิวไสวตามสายลมที่พัดผ่านวิหาร เธอมอง Paimon ด้วยสายตาที่ทั้งท้าทายและหยอกเย้า “ดูเหมือนเจ้าจะต้องการข้ามากกว่าที่เจ้าคิดไว้สินะ ปีศาจแห่งความรู้ลึกลับ”
Paimon หันมามองเธอ ดวงตาของเขาแคบลงด้วยความระแวง “เจ้าจะทำอะไรได้ เทพี? เจ้าจะร่ายมนต์แห่งความงามสะกดคำสาปนี้ให้หลงรักเจ้าหรือ?”
เธอยิ้มมุมปาก เดินเข้าไปใกล้แท่นหินโดยไม่เกรงกลัวพลังงานสีดำที่หมุนวน “บางทีข้าอาจจะลองดู” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยม “แต่ข้าคิดว่ามันต้องการมากกว่านั้น—พลังของเรา ทั้งสองอย่างผสานกัน”
Paimon ขมวดคิ้ว “พลังของเจ้ากับข้า? เจ้าจะบอกว่าไฟแห่งนรกของข้าจะทำงานร่วมกับแสงสว่างอันอ่อนหวานของเจ้าได้งั้นหรือ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” Aphrodite ตอบกลับ เธอยื่นมือออกไปสัมผัสกรงพลังงานนั้น แสงสีทองอ่อนๆ เปล่งออกจากปลายนิ้วของเธอ มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้า หากแต่เป็นแสงที่นุ่มนวลและอบอุ่นราวกับรุ่งอรุณยามเช้า พลังงานสีดำสั่นสะเทือนเล็กน้อยแต่ไม่ยอมสลาย “ข้าสัมผัสได้ถึงความโกรธในคำสาปนี้ มันต้องการการต่อต้านที่แข็งแกร่งกว่านี้... จากเจ้า”
Paimon เงียบไปครู่หนึ่ง เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—จากความเย้ยหยันเป็นความสนใจ เขาก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเธอ มือใหญ่ของเขายื่นออกไปสัมผัสกรงพลังงานอีกครั้ง คราวนี้เปลวไฟสีแดงเข้มพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา ไฟนั้นร้อนแรงและดุดันราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้ เมื่อพลังของทั้งสองสัมผัสกัน แสงทองของ Aphrodite และไฟแดงของ Paimon เริ่มหมุนวนรอบกรงพลังงานราวกับการเต้นรำของเงาและแสง
“มันเริ่มแล้ว” Aphrodite กระซิบ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “เจ้ารู้สึกไหม Paimon? พลังของเรากำลังหลอมรวมกัน”
Paimon ไม่ตอบ เขากัดฟันแน่น ขณะที่พลังของเขาถูกดึงออกไปผสานกับพลังของเธอ มันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับคำสาป หากแต่เป็นการต่อสู้ภายในตัวเขาเอง—ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจที่เย็นชาของเขา ความอบอุ่นจากพลังของ Aphrodite คล้ายกับลมหายใจที่พัดผ่านเปลวไฟของเขา ทำให้มันลุกโชนยิ่งขึ้นแต่กลับไม่เผาไหม้เขา
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นดังขึ้น กรงพลังงานแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ลูกแก้วแห่งเงาตกลงสู่พื้นหิน Paimon รีบคว้ามันไว้ในมือ ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะเป็นครั้งแรก “สำเร็จแล้ว” เขากล่าว “เจ้ามีประโยชน์กว่าที่ข้าคิด เทพี”
Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวกับระฆังเงิน “ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่า ความรักของข้าสามารถทำสิ่งที่เจ้าไม่อาจจินตนาการได้”
Paimon หันมามองเธอ “ความรัก หรือเล่ห์เหลี่ยมของเจ้า?”
“บางทีอาจจะทั้งสองอย่าง” เธอตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา จนร่างของทั้งสองเกือบชิดกัน “เจ้าไม่เคยสงสัยบ้างหรือ Paimon ว่าทำไมข้าถึงเลือกเดินทางกับเจ้า?”
เขาขมวดคิ้ว “เพื่ออะโดนิสของเจ้า ไม่ใช่หรือ?”
“จริง” เธอยอมรับ “แต่บางทีข้าอาจจะพบสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นระหว่างทาง” เธอเอียงศีรษะ มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งยั่วยวนและท้าทาย “เจ้าเคยสัมผัสความรักบ้างไหม Paimon? หรือไฟในตัวเจ้ามีไว้เพื่อเผาผลาญทุกสิ่งเท่านั้น?”
คำถามของเธอทำให้เขานิ่งงัน เขาจ้องมองลงไปในดวงตาสีฟ้าของเธอ และในเสี้ยววินาทีนั้น เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ร้อนแรงกว่าราคะ—มันคือความปรารถนาที่ลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ “ข้าไม่ต้องการความรัก” เขากล่าวในที่สุด “มันคือจุดอ่อน”
Aphrodite ยื่นมือไปแตะที่เกราะหนังบริเวณหน้าอกของเขา ปลายนิ้วของเธอลากผ่านรอยขีดข่วนจากศึกเมื่อครู่ “จุดอ่อน หรือพลังที่เจ้ายังไม่กล้าสัมผัส?” เธอกระซิบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราวกับผ้าไหม แต่แฝงด้วยพลังที่ทำให้หัวใจของเขาสะดุด
Paimon จับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่เขาไม่ได้ผลักเธอออก “เจ้าชอบเล่นกับไฟสินะ เทพี” เขากล่าว เสียงของเขาต่ำลงจนแทบเป็นกระซิบ “ระวังให้ดี ไฟของข้าอาจเผาเจ้าได้”
“บางทีข้าอาจจะชอบถูกเผา” เธอตอบกลับ รอยยิ้มของเธอฉายแววซุกซน เธอดึงมือออกจากพันธนาการของเขา และหมุนตัวเดินออกจากวิหาร “มาเถอะ Paimon ไอเท็มชิ้นที่สองรอเราอยู่”
---
การเดินทางดำเนินต่อไป ทั้งคู่มุ่งหน้าสู่หนองน้ำแห่งเงาจันทร์เพื่อตามหาไอเท็มชิ้นที่สอง—เข็มขัดแห่งดวงดาว บรรยากาศระหว่างทางเริ่มเปลี่ยนไป จากความตึงเครียดกลายเป็นความใกล้ชิดที่ค่อยๆ ก่อตัว Aphrodite ใช้ทุกโอกาสในการยั่วยวน Paimon อย่างแยบยล—บางครั้งด้วยคำพูด บางครั้งด้วยการสัมผัสที่ดูเหมือนบังเอิญ เช่นเมื่อเธอสะดุดล้มลงในหนองน้ำ และ Paimon ต้องคว้าแขนเธอไว้ ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
“เจ้าเบาหวิวเกินไปสำหรับเทพี” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “หรือนี่คือเล่ห์เหลี่ยมอีกอย่างของเจ้า?”
“ถ้าเป็นเล่ห์เหลี่ยม เจ้าจะทำอะไรล่ะ?” เธอตอบกลับ เธอปล่อยให้น้ำหนองหยดลงจากผมสีทองของเธอ ขณะที่ชุดคลุมเปียกน้ำแนบติดกับผิวกายเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่งดงาม Paimon กลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยเปลวไฟที่เขาไม่อาจควบคุมได้
ฉากหนึ่งที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์เกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่ต้องพักแรมในถ้ำเล็กๆ ริมหนองน้ำ ไฟกองหนึ่งลุกโชนระหว่างทั้งสอง Aphrodite นั่งลงใกล้ Paimon มากเกินกว่าที่จำเป็น เธอยื่นมือไปแตะที่เข่าของเขา “เจ้าไม่เคยสงสัยบ้างหรือ ว่าทำไมหัวใจของเจ้าถึงเย็นชา?”
“ข้าไม่ต้องการมัน” เขาตอบ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องที่ริมฝีปากของเธอ
“บางทีข้าจะทำให้มันอุ่นขึ้น” เธอกระซิบ เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของเธอปะทะกับใบหน้าของเขา แต่ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น Paimon ดึงตัวเองถอยออกมา ความขัดแย้งในใจของเขารุนแรงเกินกว่าจะยอมจำนน
ตอนที่ 2 จบลงเมื่อทั้งคู่เผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์แห่งเข็มขัด—งูยักษ์แห่งดวงดาว การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ทั้งสองต้องพึ่งพากันและกันอย่างแท้จริง Aphrodite ใช้พลังแห่งความงามสะกดงูให้สงบ ขณะที่ Paimon ใช้พลังดิบเถื่อนตัดหัวมัน หลังชัยชนะ เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—จากความระแวงเป็นความไว้วางใจ และบางทีอาจมากกว่านั้น
---
---
♦ ตอนที่ 3: หัวใจท่ามกลางพายุ
ท้องฟ้าแห่งทไวไลต์เรล์มเปลี่ยนสีเป็นสีเทาหม่นราวกับผืนผ้าที่ถูกย้อมด้วยหมึกแห่งความโศก เมฆหนาที่ยังคงเคลื่อนตัวช้าๆ บดบังแสงจันทร์สีแดงเลือดที่เคยสาดส่องโลกนี้อย่างทระนง หลังจากชัยชนะเหนืองูยักษ์แห่งดวงดาวและการครอบครอง เข็มขัดแห่งดวงดาว ซึ่งเป็นไอเท็มชิ้นที่สอง Aphrodite และ King Paimon เดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย—หุบเขาแห่งลมพิโรธ สถานที่ที่ซ่อน หินแห่งวิญญาณ ไอเท็มชิ้นสุดท้ายที่ Paimon ต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของโซโลมอน
สายลมในหุบเขาแห่งนี้ไม่ใช่ลมธรรมดา มันพัดพาความหนาวเหน็บและเสียงคร่ำครวญราวกับวิญญาณที่ถูกทิ้งร้าง Paimon เดินนำหน้า ร่างสูงใหญ่ของเขาตัดผ่านสายลมราวกับกำแพงที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ เกราะหนังสีเข้มของเขาสะท้อนแสงจากฟ้าผ่าที่เริ่มกะพริบเป็นระยะ ดวงตาสีแดงเพลิงของเขามองไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น แต่บางครั้งสายตานั้นก็เหลือบไปยังเทพีที่เดินตามหลัง—Aphrodite ผู้ยังคงสง่างามแม้ในพายุ
ชุดคลุมสีขาวของเธอเปียกชุ่มจากฝนที่เริ่มโปรยลงมา ผ้าบางแนบติดกับผิวกายเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่งดงามราวกับรูปปั้นแห่งโอลิมปัส ผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลม คล้ายเส้นแสงที่เต้นระยิบระยับท่ามกลางความมืด เธอยกมือขึ้นปัดน้ำฝนออกจากใบหน้า นัยน์ตาสีฟ้าสดใสฉายแววซุกซน “ดูเหมือนทไวไลต์เรล์มจะไม่ต้อนรับเราด้วยดอกไม้สินะ Paimon” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
Paimon หันมามองเธอ “ถ้าเจ้าไม่ชอบพายุ ก็กลับไปร้องเพลงรักใต้แสงจันทร์ของโอลิมปัสเสียเถอะ เทพี ข้าไม่ต้องการคนที่บ่นตลอดทาง”
Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวกับระฆังเงินแม้จะถูกกลบด้วยเสียงลม “ข้าจะไปได้ยังไงเล่า? ข้ายังไม่ได้สิ่งที่ข้าต้องการจากเจ้า—ศาสตร์แห่งความรู้ลึกลับที่เจ้ามี และบางที... อาจจะมากกว่านั้น” เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา จนสายลมพัดกลิ่นหอมของเธอ—กลิ่นดอกกุหลาบป่าผสมน้ำผึ้ง—ไปปะทะกับใบหน้าของเขา
Paimon หยุดเดิน ดวงตาของเขาแคบลง “เจ้าชอบพูดจาให้คลุมเครือสินะ” เขากล่าว “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าความรักของเจ้าไม่มีค่าในโลกของข้า”
“แต่โลกของเจ้าดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้ว” เธอตอบกลับ เธอยื่นมือไปแตะที่แขนของเขา ปลายนิ้วเย็นเฉียบจากฝนสัมผัสกับผิวที่ร้อนผ่าวของเขา “เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือ Paimon? ทุกครั้งที่เราต่อสู้เคียงข้างกัน ทุกครั้งที่พลังของเราผสานกัน มันไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อไอเท็ม มันคือบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น”
เขาดึงแขนออกจากสัมผัสของเธอ แต่การเคลื่อนไหวของเขาช้ากว่าปกติราวกับลังเล “เจ้ากำลังหลอกตัวเอง เทพี” เขากล่าว แต่ในใจของเขา เขารู้ว่าเธอพูดถูก—บางสิ่งในตัวเขาเริ่มสั่นไหว และมันไม่ใช่แค่ไฟแห่งนรกที่เขาเคยชิน
---
เมื่อทั้งคู่มาถึงใจกลางหุบเขา พวกเขาพบกับอุปสรรคสุดท้าย—พายุหมุนที่ปกป้องหินแห่งวิญญาณ มันคือพลังแห่งลมพิโรธที่โซโลมอนสร้างขึ้นเพื่อทดสอบผู้กล้า ลมนั้นคมกริบราวกับใบมีด และแข็งแกร่งจนสามารถฉีกทุกสิ่งที่เข้าใกล้ให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ Paimon ยกมือขึ้นปลดปล่อยเปลวไฟสีแดงเข้มเพื่อต่อสู้กับพายุ แต่ลมนั้นดับไฟของเขาลงอย่างง่ายดาย
“ไร้ประโยชน์” เขากัดฟัน “พลังของข้าถูกออกแบบมาให้ต้านทานไม่ได้ แต่พายุนี้... มันรู้จุดอ่อนของข้า”
Aphrodite ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา “บางทีพลังของเจ้าเพียงลำพังอาจไม่พอ” เธอกล่าว เธอยกมือทั้งสองขึ้น แสงสีทองอ่อนๆ เปล่งออกจากฝ่ามือของเธอ มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้า หากแต่เป็นแสงที่นุ่มนวลและมั่นคงราวกับรุ่งอรุณที่สู้กับความมืด “ช่วยข้าสิ Paimon เช่นเดียวกับที่วิหารร้าง”
Paimon มองเธอด้วยความลังเล แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเธอ เขาก็พยักหน้า เขายกมือขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟสีแดงของเขาผสานกับแสงทองของเธอ พลังทั้งสองหมุนวนกันราวกับการเต้นรำที่ทั้งงดงามและรุนแรง ลมพิโรธเริ่มสั่นสะเทือน และในที่สุดก็แตกสลายลง เผยให้เห็นหินแห่งวิญญาณที่ลอยเด่นอยู่บนแท่นหิน
ทั้งคู่หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า Paimon เดินไปหยิบหินนั้นขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในนั้น “ครบแล้ว” เขากล่าว “สามชิ้นที่ข้าต้องการ”
Aphrodite ยิ้ม “และข้าก็ใกล้จะได้สิ่งที่ข้าต้องการจากเจ้าแล้วเช่นกัน”
เขาหันมามองเธอ “เจ้ายังยืนยันที่จะชุบชีวิตอะโดนิสอยู่หรือ?”
“ข้าสาบานไว้กับแม่น้ำสติกซ์” เธอตอบ น้ำเสียงของเธอมั่นคง “แต่...” เธอหยุดชะงัก สายตาของเธออ่อนลง “บางครั้งข้าก็สงสัยว่า คำสาบานนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่ข้าต้องเสียไปหรือไม่”
คำพูดของเธอทำให้ Paimon นิ่งงัน เขาก้าวเข้าไปใกล้เธอ “เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าเริ่มสงสัยในความรักของเจ้าที่มีต่อมนุษย์ผู้นั้น?”
“ข้ากำลังบอกว่า...” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “บางทีข้าอาจพบสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ ระหว่างทาง โดยไม่รู้ตัว”
---
คืนนั้น ฝนหยุดตก และทั้งคู่ตัดสินใจพักแรมในถ้ำเล็กๆ ริมหน้าผาของหุบเขา ไฟกองหนึ่งลุกโชนระหว่างทั้งสอง บรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบ Aphrodite นั่งลงใกล้ Paimon มากเกินกว่าที่จำเป็น ขาที่ยาวเรียวของเธอเผยออกจากชายชุดที่เปียกน้ำ เธอยื่นมือไปแตะที่มือของเขา “เจ้าเคยกลัวบ้างไหม Paimon? กลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะสูญเสียตัวตนของเจ้าไป?”
เขามองไปที่มือของเธอที่วางทับมือของเขา “ข้าไม่กลัวสิ่งใด” เขากล่าว แต่เสียงของเขาแผ่วลง “ยกเว้น... บางทีอาจจะเป็นเจ้า”
Aphrodite หัวเราะเบาๆ “ข้า? เทพีแห่งความรักผู้อ่อนหวาน?”
“เจ้าไม่ใช่แค่นั้น” เขากล่าว เขาดึงมือของเธอขึ้นมาแนบกับหน้าอกของเขา ที่ที่เกราะหนังเผยให้เห็นผิวร้อนผ่าว “เจ้าเป็นพายุที่ข้าไม่เคยเตรียมตัวรับมือ”
เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ ลมหายใจของเธอปะทะกับใบหน้าของเขา “และเจ้าเป็นไฟที่ข้าอยากสัมผัส แม้จะรู้ว่ามันอาจเผาข้า” เธอกระซิบ ปลายนิ้วของเธอลากผ่านคางของเขา ลงไปยังลำคอที่เต้นระรัวด้วยชีพจรที่ร้อนแรง
Paimon จับข้อมือของเธอไว้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ผลักเธอออก เขาดึงเธอเข้ามาใกล้จนร่างของทั้งสองแนบชิดกัน ความร้อนจากร่างกายของเขาผสานกับความนุ่มนวลของเธอ “เจ้ากำลังเล่นเกมอันตราย เทพี” เขากล่าว เสียงของเขาแหบพร่า
“บางทีข้าอาจชอบอันตราย” เธอตอบ รอยยิ้มของเธอฉายแววเย้ายวน เธอปล่อยให้ริมฝีปากของเธอเฉียดผ่านคางของเขาเบาๆ การสัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อ แต่เพียงพอที่จะจุดไฟในตัวเขาให้ลุกโชน
Paimon ครางต่ำในลำคอ เขาดึงเธอลงนอนบนพื้นถ้ำที่ปูด้วยผ้าคลุมของเธอ มือใหญ่ของเขาวางทับเอวของเธอ ขณะที่สายตาของเขาจ้องมองลงไปในดวงตาของเธอ “เจ้าจะเสียใจ” เขากล่าว แต่คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำขอร้องมากกว่าคำเตือน
“ข้าจะไม่เสียใจ” เธอกระซิบ เธอยกมือขึ้นโอบรอบคอของเขา ดึงเขาให้ลงมาจนลมหายใจของทั้งสองผสานกัน “ข้าต้องการรู้ว่าไฟของเจ้าจะเผาข้าอย่างไร”
ฉากนั้นจบลงด้วยเงาของทั้งสองที่ทับซ้อนกันท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหว ไม่มีการบรรยายที่เกินเลย หากแต่เป็นการปล่อยให้ผู้อ่านจินตนาการถึงความร้อนแรงของอารมณ์ที่ทั้งสองแบ่งปัน—การสัมผัสที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความเคารพ
---
ตอนที่ 3 จบลงเมื่อทั้งคู่ตื่นขึ้นในยามเช้า ร่างของพวกเขายังคงใกล้ชิดกัน Paimon มอง Aphrodite ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—จากความเย็นชาเป็นความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี เขากล่าวเบาๆ “เจ้าได้ไอเท็มครบสามชิ้นให้ข้าแล้ว เทพี ข้าจะมอบความรู้ให้เจ้า ตามที่ตกลง”
Aphrodite ยิ้ม “แต่ข้าคิดว่าเราได้อะไรมากกว่านั้นแล้ว Paimon”
---
---
♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันแห่งไฟและแสง
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนหุบเขาแห่งลมพิโรธ หมอกบางเบาคลอเคลียไปตามโขดหินและต้นไม้ที่ยืนตระหง่านราวกับพยานแห่งกาลเวลา หลังจากครอบครอง หินแห่งวิญญาณ ซึ่งเป็นไอเท็มชิ้นสุดท้าย King Paimon และ Aphrodite เดินทางกลับไปยังวิหารร้างแห่งแรกที่ทั้งคู่เคยเผชิญหน้ากัน ที่นั่นคือสถานที่ที่ Paimon จะทำพิธีปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของแหวนโซโลมอน และ Aphrodite จะได้รับศาสตร์แห่งความรู้ที่เธอแสวงหาเพื่อชุบชีวิตอะโดนิส แต่หัวใจของทั้งคู่รู้ดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางนั้นได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
วิหารร้างในยามนี้ดูแตกต่างออกไปจากครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกัน เสาคอลัมน์ที่พังทลายถูกปกคลุมด้วยดอกไม้ป่าสีม่วงที่ผลิบานอย่างลึกลับราวกับต้อนรับการกลับมาของพวกเขา แท่นหินตรงกลางที่ครั้งหนึ่งเคยปกป้องลูกแก้วแห่งเงา ถูก Paimon จัดเตรียมสำหรับพิธี เขาวางไอเท็มทั้งสาม—ลูกแก้วแห่งเงา, เข็มขัดแห่งดวงดาว, และ หินแห่งวิญญาณ—ลงบนแท่นอย่างระมัดระวัง ร่างสูงใหญ่ของเขาคลุมด้วยเกราะหนังสีเข้มที่เริ่มมีรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาลุกโชนด้วยความมุ่งมั่น แต่บางครั้งสายตานั้นก็เหลือบไปมองเทพีที่ยืนอยู่ไม่ไกล
Aphrodite ยืนนิ่ง ชุดคลุมสีขาวของเธอถูกแทนที่ด้วยผ้าคลุมใหม่ที่เธอทอขึ้นจากพลังของเธอเอง—ผ้าสีทองอ่อนที่ระยิบระยับราวกับแสงดาว ผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลมที่พัดผ่านวิหาร เธอมอง Paimon ด้วยสายตาที่ซับซ้อน—ทั้งความยินดีที่ภารกิจใกล้สำเร็จ และความโศกที่ไม่อาจอธิบายได้
“พร้อมแล้วหรือ Paimon?” เธอถาม น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงด้วยบางสิ่งที่ลึกซึ้ง
Paimon พยักหน้า “พิธีนี้จะปลดปล่อยข้าจากโซ่แห่งโซโลมอน” เขากล่าว “แต่...” เขาหยุดชะงัก มองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “มันจะเผาผลาญข้าด้วย ข้าจะต้องทนทุกข์กับไฟแห่งนรกที่ถูกกักขังมานานนับพันปี”
Aphrodite ขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังบอกว่าพิธีนี้จะทำร้ายเจ้า?”
“มันคือราคาของอิสรภาพ” เขาตอบ “ข้าจะไม่ตาย แต่ข้าจะทนทุกข์... จนกว่าพลังจะสมดุล”
เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเผชิญมันเพียงลำพัง” เธอกล่าว มือของเธอแตะที่แขนของเขา “ข้าจะอยู่กับเจ้า Paimon ข้าจะช่วยเจ้าผ่านมันไป”
Paimon มองเธอด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เทพี เจ้าได้ทำตามสัญญาของเจ้าแล้ว”
“แต่ข้าต้องการ” เธอตอบ นัยน์ตาสีฟ้าของเธอฉายแววแน่วแน่ “เจ้าเคยช่วยข้ามาก่อน ตอนนี้ถึงตาข้าบ้าง”
---
พิธีเริ่มต้นขึ้น Paimon ยกมือทั้งสองขึ้น ท่องคาถาโบราณด้วยภาษาที่ Aphrodite ไม่เข้าใจ—ภาษาแห่งนรกที่หยาบกระด้างแต่ทรงพลัง ไอเท็มทั้งสามเริ่มสั่นสะเทือน แสงสีดำสนิทพุ่งออกจากมัน หมุนวนรอบตัวเขาเหมือนพายุหมุนขนาดย่อม ทันใดนั้น เปลวไฟสีแดงเข้มลุกโชนขึ้นจากร่างของเขา เขาคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับถูกฉีกออกจากภายใน
Aphrodite ไม่รอช้า เธอก้าวเข้าไปในวงพลังงานนั้น แสงสีทองจากร่างของเธอสาดส่องออกมาเหมือนโล่ที่ปกป้องเธอจากพลังอันรุนแรง เธอคว้าแขนของ Paimon ไว้ “จับมือข้าไว้!” เธอตะโกน “ข้าจะไม่ปล่อยเจ้า!”
Paimon มองเธอผ่านหมอกแห่งความเจ็บปวด “เจ้า... โง่เขลาเกินไป...” เขากัดฟันพูด แต่เขาก็ยื่นมือไปจับมือของเธอแน่น
เมื่อพลังของทั้งสองสัมผัสกัน ไฟแห่งนรกของ Paimon และแสงแห่งความรักของ Aphrodite เริ่มผสานกัน มันไม่ใช่การต่อสู้ หากแต่เป็นการเต้นรำ—ไฟที่ร้อนแรงถูกกล่อมด้วยแสงที่นุ่มนวล ความเจ็บปวดของเขาค่อยๆ บรรเทาลง แต่บางสิ่งที่ร้อนแรงกว่านั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในตัวเขา—ความปรารถนาที่ถูกปลดปล่อยพร้อมกับพันธนาการ
พิธีสิ้นสุดลงเมื่อแสงและไฟดับลง ไอเท็มทั้งสามแตกสลายเป็นผง Paimon หอบหายใจ ร่างของเขาคุกเข่าลงบนพื้น Aphrodite คุกเข่าลงข้างเขา มือของเธอยังคงจับมือของเขาไว้ “เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกระซิบ
Paimon เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขายังคงลุกโชน แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความโกรธ หากแต่เป็นความหิวกระหาย “ข้าเป็นอิสระ” เขากล่าว “แต่ไฟในตัวข้ายังไม่ดับ... และเจ้าเป็นคนจุดมัน”
---
ทั้งคู่ตัดสินใจพักอยู่ในวิหารร้างนั้นเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่ใช่แค่เพื่อฟื้นฟูพลัง แต่เพื่อสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา ค่ำคืนแรกเริ่มต้นด้วยความเงียบ แสงจันทร์สาดส่องลงมาผ่านรอยแตกของหลังคาวิหาร สร้างเงาที่ทอดยาวบนพื้นหิน Aphrodite นั่งลงบนแท่นหิน มอง Paimon ที่ยืนอยู่ใกล้เสาคอลัมน์
“เจ้ารู้สึกอย่างไร?” เธอถาม
“ร้อน” เขาตอบสั้นๆ เขาก้าวเข้าไปใกล้เธอ “เจ้าเคยบอกว่าอยากรู้ว่าไฟของข้าจะเผาเจ้าได้อย่างไร... คืนนี้ข้าจะให้คำตอบ”
Aphrodite ยิ้มมุมปาก “ข้าพร้อมเสมอสำหรับคำตอบของเจ้า”
Paimon ดึงเธอลงจากแท่น ร่างของทั้งสองแนบชิดกัน ความร้อนจากร่างของเขาคล้ายกับเตาเผาที่ลุกโชน ขณะที่ผิวของเธอนุ่มนวลราวกับกลีบดอกไม้ที่เพิ่งผลิบาน เขายกมือขึ้นลูบไล้ที่แก้มของเธอ ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาตัดกับความอ่อนนุ่มของผิวของเธอ “เจ้าเหมือนลมที่พัดผ่านไฟของข้า” เขากล่าว “ทำให้มันลุกโชนแต่ไม่ดับลง”
เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ ริมฝีปากของเธอเฉียดผ่านคางของเขา “และเจ้าเหมือนพายุที่ข้าอยากให้พัดพาข้าไป” เธอกระซิบ ลมหายใจของเธอหอมหวานราวกับน้ำผึ้งป่า ปะทะกับผิวของเขาที่ร้อนผ่าว
Paimon ครางต่ำในลำคอ เขาดึงเธอลงนอนบนพื้นหินที่ปูด้วยผ้าคลุมสีทองของเธอ มือใหญ่ของเขาลูบไล้ไปตามเอวของเธอ ผ่านส่วนโค้งเว้าที่งดงามราวกับเส้นสายของคลื่นในมหาสมุทร “เจ้าแน่ใจหรือ เทพี?” เขาถาม เสียงของเขาแหบพร่า “ไฟของข้าจะไม่ปราณี”
“ข้าไม่ต้องการความปราณี” เธอตอบ เธอยกมือขึ้นโอบรอบคอของเขา ดึงเขาให้ลงมาจนหน้าผากของทั้งสองสัมผัสกัน “ข้าต้องการเจ้า... ทั้งหมดของเจ้า”
เจ็ดวันเจ็ดคืนในวิหารร้างนั้นเต็มไปด้วยการสำรวจกันและกัน—ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงจิตวิญญาณ ค่ำคืนหนึ่ง ทั้งคู่นอนเคียงข้างกันภายใต้แสงจันทร์ Paimon ใช้ปลายนิ้วลากผ่านไหล่ของเธอ ราวกับวาดภาพบนผืนผ้าแห่งแสง “เจ้ามีกลิ่นเหมือนดอกไม้ที่ข้าไม่เคยรู้จัก” เขากล่าว
“และเจ้ามีรสชาติเหมือนไวน์ที่ขมแต่เมามาย” เธอตอบ เธอยกตัวขึ้น จูบที่มุมปากของเขาเบาๆ การสัมผัสนั้นราวกับหยดน้ำที่ตกลงในทะเลทราย—น้อยนิดแต่เพียงพอที่จะปลุกทุกความรู้สึก
อีกคืนหนึ่ง ลมเย็นพัดผ่านวิหาร Paimon ดึงเธอเข้ามากอดจากด้านหลัง ร่างของเขาคลุมทับเธอราวกับโล่ที่ปกป้อง “เจ้าเคยกลัวข้าบ้างไหม?” เขาถาม
“ครั้งแรกที่เจอเจ้า” เธอยอมรับ “แต่ตอนนี้... ข้ากลัวว่าเจ้าจะจากไปมากกว่า”
คำพูดของเธอทำให้เขานิ่งงัน เขากระชับอ้อมแขนรอบตัวเธอ “เจ็ดวันนี้ ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันลืมข้า” เขากล่าว และเขาทำตามคำพูดนั้น—ทุกสัมผัส ทุกคำกระซิบ กลายเป็นบทเพลงแห่งไฟและแสงที่ทั้งสองร้องร่วมกัน
---
ตอนที่ 4 จบลงในเช้าวันที่เจ็ด Paimon และ Aphrodite นั่งเคียงข้างกันบนแท่นหิน มองดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า “เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว” เธอกล่าว “และข้าก็ได้ความรู้จากเจ้า”
“แต่เจ้ายังต้องไปต่อ เพื่ออะโดนิส” เขากล่าว น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความขมขื่น
Aphrodite พยักหน้า “ข้าต้องไป... แต่ข้าจะกลับมา” เธอหันมามองเขา “เจ็ดวันนี้เปลี่ยนทุกอย่าง Paimon และข้าจะไม่ลืมมัน”
---
---
♦ ตอนที่ 5: คำสัญญาใต้แสงจันทร์
แสงตะวันแรกของวันที่เจ็ดสาดส่องลงมาบนวิหารร้างแห่งทไวไลต์เรล์ม สายลมอ่อนโยนพัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าสีม่วงที่เบ่งบานรอบเสาคอลัมน์หินที่พังทลาย Aphrodite และ King Paimon นั่งเคียงกันบนแท่นหินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของทั้งคู่ อากาศเย็นสดชื่นหลังจากเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ทั้งสองใช้เวลาร่วมกัน—วันคืนที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความปรารถนาและแสงแห่งความเข้าใจ
Paimon เป็นอิสระแล้ว พันธนาการของแหวนโซโลมอนที่กักขังเขาไว้มานานนับพันปีได้แตกสลายไปพร้อมกับไอเท็มทั้งสาม เขายังคงสง่างามในร่างที่ดุดัน เกราะหนังสีเข้มของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ดวงตาสีแดงเพลิงที่เคยลุกโชนด้วยความโกรธและเย้ยหยัน วันนี้กลับนิ่งสงบราวกับทะเลลึกที่ซ่อนพลังไว้ภายใน เขาหันมอง Aphrodite ที่นั่งข้างๆ—เทพีแห่งความรักและความงามผู้เปลี่ยนโลกของเขาไปตลอดกาล
ชุดคลุมสีทองอ่อนของเธอระยิบระยับราวกับทอจากเส้นใยแห่งดวงดาว ผมสีทองปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและนัยน์ตาสีฟ้าที่ฉายแววอ่อนโยน เธอมองออกไปยังขอบฟ้า แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ความยินดีที่ Paimon ได้รับอิสรภาพ ความโหยหาที่ได้สัมผัสเขาในเจ็ดวันอันล้ำค่า และความหนักอึ้งของคำสาบานที่ผูกมัดเธอไว้กับแม่น้ำสติกซ์
“เจ้าเงียบไปนะ เทพี” Paimon กล่าว น้ำเสียงของเขานุ่มนวลกว่าที่เคยเป็น “เจ้ากำลังคิดถึงเขาใช่ไหม? อะโดนิส?”
Aphrodite หันมามองเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเธอ “ข้าคิดถึงหลายสิ่ง” เธอตอบ “อะโดนิสคือเหตุผลที่ข้ามาที่นี่ แต่เจ้า... เจ้าเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยคาดคิด”
Paimon ขมวดคิ้ว “เจ้ายังคงยืนยันที่จะชุบชีวิตเขา แม้ว่าจะได้สัมผัสไฟของข้าก็ตาม?”
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวกับระฆังเงิน “คำสาบานต่อแม่น้ำสติกซ์ไม่ใช่สิ่งที่เทพีอย่างข้าจะละทิ้งได้ง่ายๆ Paimon เจ้ารู้ดีว่าไม่มีเทพองค์ใดกล้าท้าทายมัน แม้แต่ข้าก็ตาม” เธอหยุดชะงัก สายตาของเธออ่อนลง “แต่เจ็ดวันนี้ทำให้ข้าเห็นว่า ความรักไม่ใช่แค่สิ่งที่ข้าต้องตามหาในอดีต มันสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้... ในรูปแบบที่ข้าไม่เคยจินตนาการ”
Paimon เงียบไปครู่หนึ่ง เขายื่นมือไปจับมือของเธอ มือใหญ่หยาบกร้านของเขาครอบทับมือเล็กนุ่มนวลของเธอ “เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าจะทิ้งข้าไปเพื่อมนุษย์ผู้นั้น... แล้วกลับมาเมื่อไหร่?”
“ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า” เธอกล่าว เธอบีบมือของเขาเบาๆ “ข้าต้องไปเรียนรู้ศาสตร์จากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนให้ครบตามที่ตั้งใจ เพื่ออะโดนิส และเพื่อตัวข้าเอง แต่ข้าสัญญา—ทุกปี ข้าจะกลับมาหาเจ้า และเราจะมีเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน... เช่นเดียวกับครั้งนี้”
Paimon มองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “เจ็ดวันต่อปี... มันจะเพียงพอสำหรับเจ้าได้อย่างไร?”
“มันจะเพียงพอ” เธอตอบ “เพราะเจ้าไม่ใช่แค่ไฟที่เผาข้า Paimon เจ้าเป็นแสงที่ข้าจะตามหาในความมืด และข้าจะไม่ปล่อยให้แสงนั้นจางหายไป”
---
วันนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาที่เหลือในการเตรียมการสำหรับการจากลา Paimon สอนศาสตร์แห่งความรู้ลึกลับให้ Aphrodite ตามที่ตกลงไว้—คาถาโบราณที่สามารถดึงวิญญาณกลับจากความตาย และพลังที่ซ่อนอยู่ในเงามืด เขาสอนเธอด้วยความอดทนที่เขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี ขณะที่เธอรับฟังด้วยความตั้งใจและรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว
เมื่อถึงยามค่ำ ดวงจันทร์สีแดงเลือดลอยเด่นขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้ง ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าวิหาร มองไปยังเส้นทางที่ Aphrodite จะต้องออกเดินทาง Paimon ดึงเธอเข้ามากอดจากด้านหลัง แขนแข็งแกร่งของเขาคลุมรอบเอวของเธอ “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าจะกลับมา?” เขากล่าว เสียงของเขาแผ่วลงราวกับกลัวคำตอบ
Aphrodite หมุนตัวในอ้อมแขนของเขา เธอยกมือขึ้นแตะที่แก้มของเขา “ข้าสัญญา Paimon ไม่มีพลังใดในทไวไลต์เรล์มหรือโอลิมปัสที่จะหยุดข้าได้” เธอยิ้ม “และเจ้าเองก็รู้ว่าข้าดื้อแค่ไหน”
เขาหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรก เสียงนั้นทุ้มต่ำและอบอุ่น “ข้ารู้ดี เทพีแห่งความรักผู้น่ารำคาญ”
เธอหัวเราะตาม เธอโน้มตัวขึ้นจูบที่มุมปากของเขาเบาๆ “เจ็ดวันต่อปีอาจไม่มาก แต่ข้าจะทำให้ทุกวินาทีมีค่า” เธอกระซิบ “และบางที วันหนึ่ง เมื่อข้าทำตามคำสาบานครบถ้วนแล้ว ข้าจะอยู่กับเจ้านานกว่านั้น”
Paimon ดึงเธอเข้ามากอดแน่น “ข้าจะรอ” เขากล่าว “และถ้าเจ้าไม่กลับมา ข้าจะตามหาเจ้าเอง แม้ว่าจะต้องเผาทั้งทไวไลต์เรล์มนี้ให้มอดไหม้”
“ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องทำถึงขนาดนั้น” เธอตอบ เธอถอยออกจากอ้อมกอดของเขา หยิบผ้าคลุมสีทองขึ้นมาคลุมไหล่ “ถึงเวลาแล้ว Paimon ข้าจะไปหาปีศาจตนต่อไป... ตนที่เก้า”
“ให้ข้าส่งเจ้าไปถึงปากทาง” เขากล่าว เขาคว้ามือของเธอ และทั้งคู่เดินเคียงกันออกจากวิหาร ผ่านทุ่งหญ้าสีเงินที่ส่องแสงระยิบระยับใต้แสงจันทร์
---
เมื่อถึงจุดที่เส้นทางแยกออกจากกัน Aphrodite หยุดเดิน เธอหันมามอง Paimon “เจ้าเคยบอกว่าความรักคือจุดอ่อน” เธอกล่าว “ตอนนี้เจ้ายังคิดเช่นนั้นอยู่หรือ?”
Paimon มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยน “ข้าคิดผิด” เขายอมรับ “ความรักไม่ใช่จุดอ่อน... มันคือพลังที่ข้าไม่เคยเข้าใจ จนกระทั่งเจ้ามา”
เธอยิ้มกว้าง “ดีแล้ว เพราะข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจมันมากกว่านี้ในทุกๆ ปี” เธอก้าวถอยหลัง “ดูแลตัวเองให้ดี Paimon ข้าจะกลับมา”
“และเจ้าก็เช่นกัน” เขากล่าว “ถ้าปีศาจตนใดกล้าแตะต้องเจ้า ข้าจะฉีกมันเป็นเสี่ยงๆ”
Aphrodite หัวเราะ “ข้าจะบอกพวกมันว่า ข้ามีปีศาจแห่งไฟคอยปกป้องอยู่” เธอโบกมือให้เขา และหมุนตัวเดินจากไป ร่างของเธอค่อยๆ จางหายไปในหมอกยามค่ำ
Paimon ยืนนิ่ง มองตามเธอไปจนร่างของเธอหายลับจากสายตา เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าในใจ แต่ไม่ใช่ความโศก หากแต่เป็นความหวัง—หวังถึงวันที่เธอจะกลับมา และเจ็ดวันแห่งไฟและแสงจะเริ่มต้นอีกครั้ง เขาหันหลังกลับไปยังวิหาร หยิบดอกไม้ป่าสีม่วงขึ้นมาดอกหนึ่ง แล้ววางมันไว้บนแท่นหิน—เป็นเครื่องหมายของคำสัญญาที่ทั้งคู่ให้กัน
---
บทส่งท้าย: หนึ่งปีผ่านไป ในคืนที่ดวงจันทร์สีแดงเลือดส่องสว่างเต็มดวง Paimon ยืนอยู่หน้าวิหารร้าง ดวงตาของเขามองไปยังเส้นทางที่ Aphrodite จากไป สายลมพัดพากลิ่นหอมของดอกกุหลาบป่ามาแตะจมูกของเขา เขาหันกลับไป และเห็นเธอ—Aphrodite—ยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ ชุดคลุมสีทองของเธอปลิวไสวราวกับเปลวไฟที่อ่อนโยน
“ข้าบอกแล้วว่า ข้าจะกลับมา” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“และข้าก็รอ” เขาตอบ เขาก้าวเข้าไปหาเธอ ดึงเธอเข้ามากอด “เจ็ดวันของเราเริ่มต้นแล้ว เทพี”
เธอหัวเราะในอ้อมกอดของเขา “และมันจะเป็นเจ็ดวันที่งดงามที่สุด”
ทไวไลต์เรล์มเงียบสงบในคืนนั้น มีเพียงเสียงหัวเราะและคำกระซิบของทั้งคู่ที่ดังก้องไปกับสายลม—บทเพลงแห่งความรักที่ไม่มีวันจบสิ้น
—
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
