SERIES
The 72 Nights in the Twilight Realm
โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI
©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(Aphrodite & President Buer)
5 ตอนจบ
**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’
♦ ตอนที่ 1: การเผชิญหน้าท่ามกลางสายลมแห่งโชคชะตา
แสงตะวันสีทองระยิบระยับลอดผ่านม่านหมอกหนาที่ยอดเขาอีรันนอส ดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างโลกมนุษย์และอาณาจักรแห่งเงามืด อะโฟรไดท์ เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณดุจหิมะแรกของฤดูหนาวและดวงตาคล้ายอัญมณีสีน้ำทะเลลึก ก้าวย่างอย่างมั่นใจบนเส้นทางหินขรุขระ ร่างของเธอห่มด้วยผ้าคลุมบางเบาดุจสายลม เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่ชวนให้ลุ่มหลงราวกับถูกปั้นแต่งจากฝีมือของช่างสวรรค์เอง เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อโชว์พลังแห่งความงาม หากแต่เพื่อตามหาเขา—บูเออร์ ประธานแห่งปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตน ผู้ถูกพันธนาการด้วยแหวนแห่งโซโลมอนมานานนับพันปี
ลมพัดกรีดผ่านใบหน้า กลิ่นกำมะถันอ่อนๆ ลอยปะปนกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่ถูกเหยียบย่ำ อะโฟรไดท์หยุดยืน มองไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอก เขาคือบูเออร์ ปีศาจแห่งไฟและลมกรด ดวงตาของเขาสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงที่ไม่เคยมอดดับ ผมสีดำขลับปลิวไสวราวสายหมอกยามค่ำคืน ร่างกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นราวกับถูกหล่อหลอมจากหินอัคนี เขาสวมเกราะหนังสีเข้มที่ชำรุดจากการต่อสู้ แผลเป็นนับไม่ถ้วนประดับร่างกายราวเครื่องประดับแห่งสงคราม เขามิใช่สิ่งมีชีวิตที่งดงามในแบบที่มนุษย์จะเข้าใจได้ หากแต่พลังดิบที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นชวนให้หัวใจเต้นระส่ำ
“เจ้ามาที่นี่ทำไม เทพี?” เสียงของบูเออร์ทุ้มต่ำราวกับแผ่นดินที่กำลังแตกสลาย เขาหันมามองเธอด้วยสายตาที่เย็นชาและเย้ยหยัน “หรือโอลิมปัสเริ่มเบื่อหน่ายเจ้าแล้ว จึงส่งเจ้ามาให้ข้าฉีกทิ้ง?”
อะโฟรไดท์ยิ้มหยัน มุมปากโค้งงอนอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม เธอก้าวเข้าใกล้โดยไม่เกรงกลัวพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขา “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อสู้กับเจ้า บูเออร์ ข้ามาตามหาของบางอย่าง… และดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องการของบางอย่างจากข้าเช่นกัน”
บูเออร์หัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องจนนกป่าบนยอดเขาแตกตื่นบินหนี “เจ้าจะให้อะไรข้าได้? ความงามของเจ้าอาจทำให้มนุษย์คุกเข่าคลาน แต่สำหรับข้า มันไร้ค่าเท่ากับฝุ่นผงใต้ฝ่าเท้า”
“เจ้าคิดอย่างนั้นจริงหรือ?” อะโฟรไดท์เอียงคอเล็กน้อย ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามขอบผ้าคลุมบางที่ปกคลุมไหล่ของเธอ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร… สามสิ่งวิเศษที่จะปลดปล่อยเจ้าจากพันธนาการของโซโลมอน ข้าจะช่วยเจ้าตามหามัน”
บูเออร์ชะงัก ดวงตาแดงฉานของเขาแคบลงราวกับพยายามมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ “และเจ้าต้องการอะไรจากข้าเป็นการตอบแทน? เทพีอย่างเจ้าไม่มีวันทำอะไรโดยไม่หวังผล”
อะโฟรไดท์ก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าวจนเกือบสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงที่หวานเยิ้มราวน้ำผึ้งป่า “ข้าต้องการความรู้… ศาสตร์ลึกลับที่เจ้าและพี่น้องของเจ้าเก็บงำไว้ ข้าจะใช้มันเพื่อชุบชีวิตคนที่ข้ารัก—อะโดนิส”
ชื่อนั้นหลุดออกจากปากของเธอราวกับคำสาป บูเออร์เลิกคิ้วขึ้น มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก “อะโดนิส? มนุษย์ตัวกระจ้อยที่ตายไปแล้วน่ะหรือ? เทพีแห่งความรักกลับยอมลดตัวลงมาเพื่อสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเช่นนั้น ข้าคิดว่าเจ้ามีรสนิยมดีกว่านี้เสียอีก”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินข้า” อะโฟรไดท์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ดวงตาของเธอลุกวาวราวกับพายุที่กำลังก่อตัว “ความรักไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเข้าใจได้หรอก ปีศาจ ความรักคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก มันขับเคลื่อนทุกสิ่ง แม้แต่สิ่งมีชีวิตอย่างเจ้าก็หนีไม่พ้น”
บูเออร์ยื่นหน้าเข้าใกล้เธอจนได้กลิ่นกำมะถันจางๆ จากลมหายใจของเขา “ความรัก? ข้าเห็นมันเป็นเพียงเชือกที่มัดมนุษย์ไว้กับความทุกข์ ความปรารถนาต่างหากที่แท้จริง—ดิบ ป่าเถื่อน และปราศจากพันธนาการ” เขายิ้มเยาะ มือหนายื่นออกมาเกือบแตะที่แก้มของเธอ แต่หยุดชะงักกลางอากาศ “เจ้ามาที่นี่เพื่อพิสูจน์อะไรกันแน่?”
อะโฟรไดท์ไม่ถอย เธอจ้องกลับเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าจะพิสูจน์ว่าแม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าก็ไม่อาจต้านทานพลังแห่งความรักได้ และข้าจะได้สิ่งที่ข้าต้องการ ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่”
ความเงียบเข้ามาครอบคลุมทั้งสองชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงสายลมที่พัดผ่านและเสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่ดังขึ้น บูเออร์ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง “ดี… ถ้าเจ้าอยากเล่นเกมนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า สามสิ่งวิเศษ—ถ้าเจ้าช่วยข้าตามหามันได้ ข้าจะสอนศาสตร์แห่งความรู้ให้เจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้ เทพี… ร่างกายและวิญญาณของเจ้าจะเป็นของข้า”
อะโฟรไดท์ยิ้มกว้าง ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความมั่นใจ “ข้าจะไม่แพ้ ข้าคืออะโฟรไดท์ ผู้ที่ไม่มีใครต้านทานได้”
“เราจะได้เห็นกัน” บูเออร์ตอบ เขาหันหลังเดินนำไปยังป่าลึก โดยไม่หันกลับมามอง “ตามข้ามา ถ้าเจ้าจะพิสูจน์คำพูดของเจ้า”
---
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางป่าเงามืดที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ดวงจันทร์สีเงินส่องแสงลงมาบนพื้นดินราวกับปูทางให้ทั้งสอง อะโฟรไดท์เดินตามหลังบูเออร์อย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าร่างของเธอจะดูบอบบาง แต่ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น บูเออร์หยุดชะงักเป็นครั้งคราว หันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตใดที่กล้าท้าทายเขาด้วยความหยิ่งผยองเช่นนี้มาก่อน และยิ่งเธออยู่ใกล้ ความร้อนในอกของเขาก็ยิ่งคุกรุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
“เจ้าคิดว่าความรักคืออะไรกันแน่?” เขาถามขึ้นขณะที่ทั้งสองหยุดพักใกล้ลำธารใสสะอาด เสียงน้ำไหลกระทบหินดังเบาๆ เป็นฉากหลัง
อะโฟรไดท์นั่งลงบนโขดหิน มองไปยังสายน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์ “ความรักคือไฟที่เผาผลาญทุกสิ่ง แต่ก็ให้ความอบอุ่นแก่ผู้ที่กล้าสัมผัส มันคือความเจ็บปวดและความสุขที่พันผูกกันจนแยกไม่ออก”
“ถ้ามันเจ็บปวด แล้วทำไมเจ้าถึงยอมให้มันครอบงำเจ้า?” บูเออร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม มือของเขาวางพาดบนเข่า ดวงตาจับจ้องเธอราวกับต้องการฉีกหน้ากากแห่งความมั่นใจของเธอออก
“เพราะมันคุ้มค่า” อะโฟรไดท์ตอบ “เจ้าไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยหรือ? ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจของเจ้าเต้นแรงจนแทบระเบิด?”
บูเออร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “หัวใจของข้าเต้นเพื่อสงครามและการต่อสู้เท่านั้น เทพี ไม่ใช่เพื่อสิ่งไร้สาระอย่างความรัก”
“โกหก” อะโฟรไดท์ลุกขึ้นเดินไปหาเขา เธอยื่นมือออกไปแตะที่หน้าอกของเขาตรงตำแหน่งหัวใจ “ข้าสัมผัสได้… มันเต้นแรงขึ้นเมื่อข้าอยู่ใกล้เจ้า”
บูเออร์คว้ามือของเธอไว้แน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยพายุแห่งอารมณ์ “ระวังคำพูดของเจ้า เทพี อย่าคิดว่าความงามของเจ้าจะทำให้ข้าคล้อยตามได้ง่ายๆ”
อะโฟรไดท์ยิ้ม ไม่มีร่องรอยของความกลัวในแววตา “ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าคล้อยตาม ข้าจะทำให้เจ้ายอมจำนนต่างหาก”
คำพูดนั้นจุดประกายบางอย่างในตัวบูเออร์ เขาปล่อยมือของเธอ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องเธอราวกับนักล่าที่มองเหยื่อ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางการปะทะกันของปรัชญาและพลัง ความเย้ายวนของอะโฟรไดท์และความดิบเถื่อนของบูเออร์กลายเป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะลุกโชนในค่ำคืนต่อๆ ไป
---
---
♦ ตอนที่ 2: สายลมแห่งการยั่วยวนและเงามืดแห่งการต่อสู้
ดวงจันทร์เต็มดวงส่องสว่างเหนือท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มราวกับผืนผ้าที่ทอจากฝันร้ายและความลุ่มหลง อะโฟรไดท์และบูเออร์เดินเคียงข้างกันผ่านหุบเขาเงามืดที่เต็มไปด้วยซากโบราณสถาน หินที่แตกกระจัดกระจายถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเขียวเข้มราวกับหลงเหลือจากยุคที่ถูกลืมเลือน ลมเย็นพัดผ่าน หอบเอากลิ่นดอกไม้ป่าปนเปื้อนกลิ่นกำมะถันจากร่างของบูเออร์มาสู่อะโฟรไดท์ เธอสูดลมหายใจลึก ดวงตาสีน้ำทะเลลุกวาวด้วยความตื่นเต้น การเดินทางเพื่อตามหาของวิเศษชิ้นแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การผจญภัย—มันคือการต่อสู้ของพลังระหว่างเธอและเขา
“ชิ้นแรกคืออะไร?” อะโฟรไดท์ถาม เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้
บูเออร์หันมามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “มงกุฎแห่งอัคคี ถูกซ่อนอยู่ในวิหารร้างใต้เงาของภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มันคือสัญลักษณ์แห่งพลังที่โซโลมอนใช้ควบคุมข้าและพี่น้องของข้า”
“ฟังดูอันตราย” อะโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอลูบไล้ไปตามขอบผ้าคลุมบางที่คลุมไหล่ “แต่ข้าชอบอะไรที่ท้าทาย”
“เจ้าจะได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่ ‘ท้าทาย’” บูเออร์ตอบกลับ เขาก้าวนำไปข้างหน้า ร่างสูงใหญ่ของเขาดูสง่างามแม้จะเต็มไปด้วยพลังดิบ “ถ้าเจ้าไม่ระวัง ไฟจากมงกุฎจะเผาเจ้าจนเหลือแต่เถ้าธุลี”
อะโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวระฆังเงิน “ข้าคือเทพีแห่งความรัก บูเออร์ ไฟของเจ้าไม่มีวันเผาข้าได้ เพราะข้าคือเปลวเพลิงที่ร้อนแรงยิ่งกว่า”
บูเออร์หยุดชะงัก หันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยทั้งความโกรธและความสนใจ “เจ้าพูดมากเกินไป เทพี ถ้าคำพูดของเจ้าสามารถพิสูจน์ได้จริง ข้าคงยอมจำนนต่อเจ้าไปนานแล้ว”
“เราจะได้เห็นกัน” อะโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้เขา ปลายนิ้วของเธอลากผ่านเกราะหนังที่ปกคลุมหน้าอกของเขาเบาๆ “ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าเปลวไฟของข้ามีพลังมากกว่าที่เจ้าคิด”
บูเออร์คว้ามือของเธอไว้ แรงบีบของเขาทำให้อะโฟรไดท์รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือ “อย่าทดสอบข้า เทพี ข้ามีขีดจำกัดของความอดทน”
“และข้าก็ชอบที่จะผลักดันขีดจำกัดนั้น” เธอกระซิบ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาแดงฉานของเขา ก่อนที่บูเออร์จะปล่อยมือของเธออย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก เขาหันหลังเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม แต่อะโฟรไดท์รู้—หัวใจของเขากำลังเต้นแรงขึ้น
---
เมื่อทั้งสองมาถึงปากทางเข้าวิหารใต้ภูเขาไฟ บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความร้อนจากลาวาที่ไหลเอื่อยๆ ข้างกำแพงหินแผ่ออกมาพร้อมกับควันสีเทาเข้ม อะโฟรไดท์มองไปรอบตัวด้วยความตื่นตา ผ้าคลุมของเธอปลิวไสวตามแรงลมร้อน ขณะที่บูเออร์ก้าวเข้าไปในเงามืดโดยไม่ลังเล เขาหยิบดาบยาวที่พาดหลังออกมา ใบมีดสีดำสนิทสะท้อนแสงจากเปลวไฟที่ลุกไหม้ตามคบเพลิงบนผนัง
“ระวังตัวให้ดี” เขาเตือน “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเทพีอย่างเจ้า”
“ข้าจะพิสูจน์ว่าเจ้าคิดผิด” อะโฟรไดท์ตอบ เธอเดินตามเขาเข้าไปในโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสาหินขนาดมหึมา ตรงกลางของวิหารมีแท่นบูชาที่ทำจากหินอัคนี บนนั้นคือมงกุฎแห่งอัคคี—วงกลมโลหะสีแดงเข้มที่สลักลวดลายโบราณ เปลวไฟเล็กๆ ลุกไหม้รอบมงกุฎราวกับมีชีวิต
ทันใดนั้น พื้นดินสั่นสะเทือน เสียงคำรามดังก้องจากเงามืด สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมังกรที่ทำจากลาวาและเถ้าถ่านพุ่งออกมาจากมุมหนึ่งของวิหาร บูเออร์ยกดาบขึ้นเตรียมต่อสู้ แต่ก่อนที่เขาจะได้เคลื่อนไหว อะโฟรไดท์ก้าวไปข้างหน้า มือของเธอยกขึ้นราวกับกำลังร่ายมนตร์
“เจ้าจะทำอะไร?” บูเออร์ตะโกน
“ช่วยเจ้าไงล่ะ” อะโฟรไดท์ตอบพร้อมรอยยิ้ม เธอปลดปล่อยพลังแห่งความงามออกมา—แสงสีทองอ่อนๆ แผ่ออกไปรอบตัวเธอ สัตว์ประหลาดหยุดชะงัก ดวงตาของมันจ้องมองเธอราวกับถูกสะกด บูเออร์ฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าไปฟันร่างของมันจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อฝุ่นควันจางลง บูเออร์หันมามองอะโฟรไดท์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “เจ้า… ไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่ข้าคิด”
“ข้าบอกเจ้าแล้ว” อะโฟรไดท์เดินไปหยิบมงกุฎจากแท่นบูชา เปลวไฟรอบมงกุฎดับลงเมื่อเธอสัมผัส “ข้าคือพลังที่เจ้าจะต้องยอมรับ”
บูเออร์ไม่ตอบ แต่สายตาของเขาที่มองเธอเต็มไปด้วยบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าความโกรธหรือความเย้ยหยัน
---
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองตั้งแคมป์พักใกล้ลำธารที่ไหลผ่านหุบเขา อะโฟรไดท์นั่งลงบนพื้นหญ้า มองไปยังบูเออร์ที่กำลังลับดาบของเขาด้วยหินไฟ แสงจากกองไฟสะท้อนบนใบหน้าคมกริบของเขา เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ตัดผ่านคิ้วซ้าย อะโฟรไดท์รู้สึกถึงความดึงดูดที่ไม่อาจอธิบายได้—ไม่ใช่แค่ความงามของร่างกาย แต่เป็นพลังดิบที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา
“เจ้าคิดถึงอะโดนิสอยู่หรือเปล่า?” บูเออร์ถามขึ้นกะทันหัน โดยไม่เงยหน้าจากดาบ
อะโฟรไดท์ชะงัก ก่อนจะยิ้มบางๆ “ทุกวัน… เขาคือแสงสว่างในชีวิตของข้า”
“แล้วทำไมเจ้าถึงยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเขา?” บูเออร์วางดาบลง มองเธอด้วยสายตาที่จริงจัง “เจ้าจะได้อะไรจากการเสียสละเพื่อมนุษย์ที่ตายไปแล้ว?”
“ความรักไม่ต้องการเหตุผล” อะโฟรไดท์ลุกขึ้น เดินไปนั่งข้างเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา “เจ้าไม่เคยอยากมีใครสักคนที่ทำให้เจ้ารู้สึกถึงอะไรนอกจากความโกรธหรือ?”
บูเออร์นิ่งไป ดวงตาของเขาเหมือนบ่อน้ำลึกที่ซ่อนความรู้สึกไว้ “ข้าไม่ต้องการความอ่อนแอ”
“ความรักไม่ใช่ความอ่อนแอ” อะโฟรไดท์เอื้อมมือไปแตะที่แขนของเขาเบาๆ “มันคือพลังที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”
บูเออร์มองไปที่มือของเธอ ความร้อนจากปลายนิ้วของเธอแผ่ซ่านเข้าไปในผิวของเขา เขาควรจะผลักเธอออกไป แต่กลับปล่อยให้สัมผัสนั้นอยู่นานกว่าที่เขาคาดคิด “เจ้ามั่นใจเกินไป เทพี ความมั่นใจนี้อาจทำลายเจ้าได้”
อะโฟรไดท์ยิ้มกว้าง ปลายนิ้วของเธอเลื่อนสูงขึ้นไปตามแขนของเขา “หรือมันอาจทำลายเจ้า”
ก่อนที่บูเออร์จะได้ตอบ เธอลุกขึ้นยืน เดินไปที่ลำธารด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย ผ้าคลุมบางของเธอปลิวไสวเผยให้เห็นส่วนโค้งของร่างกายภายใต้แสงจันทร์ เธอหันมามองเขาด้วยสายตาที่เย้ายวน “ข้าจะอาบน้ำ เจ้าจะยืนมองอยู่แบบนั้นหรือจะมาร่วมกับข้า?”
บูเออร์กำมือแน่น ความร้อนในอกของเขาคุกรุ่นขึ้นราวกับภูเขาไฟที่พร้อมปะทุ “เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เทพี”
“ข้าชอบไฟ” อะโฟรไดท์ตอบ เธอปลดผ้าคลุมออกช้าๆ ปล่อยให้มันร่วงลงบนพื้นหญ้า ร่างของเธอเปลือยเปล่าภายใต้แสงจันทร์ ผิวพรรณสีขาวนวลสะท้อนแสงราวกับมุกจากท้องทะเลลึก “มาเถอะ บูเออร์… หรือเจ้ากลัว?”
บูเออร์ลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไปหาเธอช้าๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว มองดูสายน้ำที่ไหลผ่านเรือนร่างของเธอ “เจ้ากำลังท้าทายข้าให้ทำอะไรกันแน่?”
“ข้าท้าทายให้เจ้ารู้สึก” อะโฟรไดท์ก้าวเข้าไปในน้ำลึกถึงเอว หยดน้ำเกาะติดผิวของเธอราวกับอัญมณี “มาเถอะ… แค่คืนนี้”
บูเออร์สูดลมหายใจลึก เขารู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบางอย่างที่เขาจะควบคุมไม่ได้ แต่ความดึงดูดจากเธอนั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน เขาก้าวลงไปในลำธาร น้ำเย็นตัดกับความร้อนจากร่างของเขาอย่างรุนแรง มือของเขาคว้าร่างของเธอเข้ามาใกล้ ผิวของทั้งสองสัมผัสกันเป็นครั้งแรก ความรู้สึกราวกับไฟและน้ำที่ปะทะกัน
“เจ้าจะเสียใจที่ยั่วข้า” เขากระซิบ ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวที่ใบหูของเธอ
“ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่ไม่ยอมจำนนต่อข้ามากกว่า” อะโฟรไดท์ตอบ มือของเธอโอบรอบคอของเขา ดึงเขาลงมาจนปากของทั้งสองเกือบสัมผัสกัน
ค่ำคืนนั้น ลำธารกลายเป็นพยานของการต่อสู้ที่เปลี่ยนไป—from ปรัชญาสู่สัมผัส จากความเย้ยหยันสู่ความปรารถนา มงกุฎแห่งอัคคีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไฟที่ลุกโชนระหว่างอะโฟรไดท์และบูเออร์นั้นร้อนแรงยิ่งกว่าสิ่งใดที่ทั้งสองเคยสัมผัส
---
---
♦ ตอนที่ 3: เงามืดแห่งความลับและแสงแห่งการยอมรับ
ท้องฟ้าสีครามเข้มถูกฉีกขาดด้วยเส้นสายของเมฆสีแดงฉานราวกับเลือดที่ไหลหยดลงจากบาดแผลของเทพเจ้า อะโฟรไดท์และบูเออร์เดินเคียงข้างกันผ่านทุ่งหญ้าสีเงินที่ลู่ไปตามสายลมแห่งโชคชะตา มงกุฎแห่งอัคคีถูกเก็บไว้ในผ้าคลุมของอะโฟรไดท์ เปลวไฟที่เคยลุกโชนรอบมงกุฎนั้นสงบลงราวกับยอมจำนนต่อสัมผัสของเธอ แต่ในอกของบูเออร์ ความร้อนของบางอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ยังคงคุกรุ่น เขาเหลือบมองเทพีที่เดินเคียงข้าง—ร่างของเธออ่อนช้อยราวสายลม แต่พลังที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นดุจพายุที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่ง
“ชิ้นที่สองคืออะไร?” อะโฟรไดท์ถาม น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความอยากรู้ เธอสะบัดผมสีทองที่ปลิวไสวไปตามลม เผยให้เห็นคอระหงที่ขาวนวลราวหิมะแรกของฤดูหนาว
บูเออร์หยุดเดิน มองไปยังขอบฟ้าที่มีเงาของป้อมปราการโบราณทอดยาว “คทาแห่งลมกรด ถูกซ่อนอยู่ในหอคอยแห่งพายุ ผู้พิทักษ์ของมันคือวิญญาณที่ถูกสาปให้วนเวียนอยู่ในวังวนแห่งความโกรธตลอดกาล”
“ฟังดูน่าตื่นเต้น” อะโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอลูบไล้ไปตามขอบผ้าคลุมบางที่คลุมไหล่ “ข้าชอบอะไรที่ไม่ง่าย”
“เจ้าไม่รู้จักคำว่ากลัวบ้างหรือ?” บูเออร์หันมามองเธอ ดวงตาสีแดงฉานของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย “หรือความหยิ่งผยองของเจ้าจะทำให้เจ้าตาบอด?”
“ข้าไม่กลัว เพราะข้ารู้ว่าข้าคือใคร” อะโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้เขา ปลายนิ้วของเธอแตะที่เกราะหนังบริเวณหน้าอกของเขาเบาๆ “และข้าก็รู้ว่าเจ้าจะปกป้องข้า ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่”
บูเออร์หัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องราวกับฟ้าผ่าที่แตกกระจาย “ข้าจะปกป้องเจ้า? เทพี เจ้าคิดสูงเกินไปแล้ว ข้าจะไม่เสี่ยงชีวิตเพื่อใครทั้งนั้น โดยเฉพาะเจ้า”
“โกหก” อะโฟรไดท์กระซิบ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เมื่อวานนี้ที่ลำธาร เจ้าจะปล่อยให้ข้าจมน้ำได้ถ้าเจ้าไม่สนใจข้าเลยจริงๆ”
บูเออร์ชะงัก คำพูดของเธอเหมือนมีดที่แทงลึกเข้าไปในส่วนที่เขาพยายามซ่อนไว้ เขาหันหน้าหนี “อย่าคิดไปเอง ข้าแค่ไม่อยากให้พันธสัญญาของเราสิ้นสุดก่อนกำหนด”
อะโฟรไดท์ยิ้มกว้าง “แน่ใจหรือว่ามันแค่นั้น?”
ก่อนที่บูเออร์จะได้ตอบ ลมกรดพัดกระหน่ำเข้ามากะทันหัน หอบเอาฝุ่นและใบไม้แห้งปลิวว่อน ทั้งสองยกแขนขึ้นป้องกันใบหน้า มองไปยังป้อมปราการที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นท่ามกลางพายุ หอคอยสูงตระหง่านราวกับถูกแกะสลักจากเงามืด ลมกรดหมุนวนรอบฐานของมันราวกับเกราะป้องกันที่ไม่อาจฝ่าเข้าไปได้
“ถึงแล้ว” บูเออร์พูด เขาดึงดาบออกจากฝัก “ถ้าจะเข้าไป เจ้าต้องเชื่อข้า”
“ข้าก็เชื่อเจ้ามาตลอดไม่ใช่หรือ?” อะโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวไปยืนข้างเขา หยิบมงกุฎแห่งอัคคีออกมาจากผ้าคลุม “บางทีเราจะใช้พลังของมันช่วยได้”
บูเออร์มองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ตามข้ามา”
---
ภายในหอคอยแห่งพายุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ลมกรดหมุนวนรอบกำแพงหินราวกับมีชีวิต เสียงคำรามของวิญญาณที่ถูกสาปดังก้องไปทั่วโถงใหญ่ อะโฟรไดท์และบูเออร์ก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง ตรงกลางของโถงมีแท่นหินที่สลักลายโบราณ คทาแห่งลมกรดลอยตัวอยู่เหนือแท่น แสงสีเงินอ่อนๆ ล้อมรอบมันราวกับเกราะป้องกัน
ทันใดนั้น รูปเงาคล้ายมนุษย์ที่ทำจากลมและฝุ่นพุ่งออกมาจากมุมมืดของโถง ดวงตาของมันว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น บูเออร์ยกดาบขึ้นต่อสู้ทันที ใบมีดของเขาตวัดผ่านอากาศตัดร่างของวิญญาณ แต่ร่างนั้นกลับรวมตัวกันใหม่ราวกับไม่มีวันตาย
“พวกมันไม่หยุดง่ายๆ!” บูเออร์ตะโกน ขณะที่เขาฟันร่างของวิญญาณอีกตนที่พุ่งเข้ามา
อะโฟรไดท์มองไปรอบๆ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่คทา “บางทีเราต้องหยุดพลังที่ควบคุมมัน!”
เธอยกมงกุฎแห่งอัคคีขึ้น พลังของเปลวไฟสีแดงฉานพุ่งออกจากมงกุฎราวกับมีชีวิต อะโฟรไดท์ชี้นิ้วไปยังคทาแห่งลมกรด เปลวไฟพุ่งเข้าไปปะทะกับเกราะแสงสีเงินที่ล้อมรอบคทา เสียงระเบิดดังสนั่น ลมกรดรอบโถงสงบลงชั่วขณะ วิญญาณที่ถูกสาปหยุดเคลื่อนไหวราวกับถูกแช่แข็ง
บูเออร์ฉวยโอกาสนั้นพุ่งไปคว้าคทามาไว้ในมือ พลังของลมกรดพุ่งออกจากคทาเข้าสู่ร่างของเขา เขาคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่นานพลังนั้นก็สงบลง คทากลายเป็นเพียงแท่งโลหะสีเงินในมือของเขา
“เจ้า… ทำได้ยังไง?” เขาหันมามองอะโฟรไดท์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ข้าบอกเจ้าแล้ว” อะโฟรไดท์ยิ้ม เดินเข้าไปใกล้เขา “พลังของข้าคือสิ่งที่เจ้าจะต้องยอมรับ”
บูเออร์มองเธอเงียบๆ ความรู้สึกบางอย่างในอกของเขาเริ่มก่อตัว เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่มันร้อนแรงและปั่นป่วนเกินกว่าจะเป็นเพียงความโกรธ
---
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองตั้งแคมป์พักใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่านท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเงิน แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนใบหน้าของอะโฟรไดท์ ขณะที่เธอนั่งถักผมของตัวเองด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย บูเออร์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มองไปยังคทาแห่งลมกรดในมือของเขา ความเงียบเข้ามาครอบคลุมทั้งสอง จนกระทั่งอะโฟรไดท์เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“เจ้าเคยคิดถึงอิสรภาพของตัวเองบ้างไหม?” เธอถาม มือของเธอหยุดเคลื่อนไหว “หลังจากที่พันธนาการของโซโลมอนหายไป เจ้าจะทำอะไร?”
บูเออร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ข้าไม่เคยคิดถึงมัน… อิสรภาพสำหรับข้าคือภาพลวงตา ข้าเกิดมาเพื่อต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อฝันถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริง”
“เจ้าไม่เชื่อในความฝัน?” อะโฟรไดท์ลุกขึ้น เดินไปนั่งข้างเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ จากร่างของเขา
“ความฝันเป็นของมนุษย์และเทพอย่างเจ้า” บูเออร์ตอบ เขามองไปยังดวงจันทร์ “ข้าไม่มีที่ว่างสำหรับมัน”
“ข้าจะให้เจ้ามีที่ว่างสำหรับมัน” อะโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอวางลงบนแขนของเขาเบาๆ “เจ้าไม่ต้องเป็นแค่ปีศาจแห่งสงคราม เจ้าสามารถเป็นมากกว่านั้นได้”
บูเออร์หันมามองเธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยพายุแห่งอารมณ์ “เจ้ากำลังพยายามเปลี่ยนข้า?”
“ไม่” อะโฟรไดท์ส่ายหน้า “ข้ากำลังช่วยเจ้าค้นพบตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้บูเออร์นิ่งไป เขารู้สึกถึงความอบอุ่นจากสัมผัสของเธอที่แผ่ซ่านเข้าไปในร่างของเขา ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน—ไม่ใช่แค่ความปรารถนา แต่เป็นบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
อะโฟรไดท์ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ขอบทุ่งหญ้า หันมามองเขาด้วยสายตาที่เย้ายวน “เจ้ามานั่งมองข้าแบบนี้ทั้งคืน หรือจะมาช่วยข้าผ่อนคลายหลังจากการต่อสู้?”
บูเออร์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทุ้มนุ่มกว่าที่เคย “เจ้าชอบยั่วข้าจริงๆ”
“ก็เพราะข้าชอบดูเจ้าเสียการควบคุม” อะโฟรไดท์ตอบ เธอปลดผ้าคลุมบางของเธอออกช้าๆ ปล่อยให้มันร่วงลงบนพื้นหญ้า ร่างของเธอเปลือยเปล่าภายใต้แสงจันทร์ ผิวพรรณสีขาวนวลสะท้อนแสงราวกับมุกจากท้องทะเล “มาเถอะ บูเออร์… หลังจากวันนี้ เจ้าสมควรได้พักบ้าง”
บูเออร์ลุกขึ้น ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไปหาเธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความปรารถนา เขาคว้าร่างของเธอเข้ามาใกล้ มือของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของแผ่นหลังของเธอ “เจ้ากำลังท้าทายข้าอีกแล้ว”
“ข้าท้าทายให้เจ้ายอมรับว่าเจ้าไม่อาจต้านทานข้าได้” อะโฟรไดท์กระซิบ มือของเธอโอบรอบคอของเขา ดึงเขาลงมาจนลมหายใจของทั้งสองปะปนกัน
ค่ำคืนนั้น ทุ่งหญ้าสีเงินกลายเป็นพยานของการเต้นรำแห่งสัมผัส ไฟแห่งความปรารถนาของบูเออร์และแสงแห่งความรักของอะโฟรไดท์ปะทะกันอย่างลงตัว ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการเย้ยหยัน—มีเพียงความร้อนแรงที่ทั้งสองยอมรับต่อกันและกัน คทาแห่งลมกรดถูกเก็บไว้ข้างมงกุฎแห่งอัคคี แต่สิ่งที่ทั้งสองค้นพบในคืนนั้นยิ่งใหญ่กว่าสมบัติใดๆ ที่พวกเขาตามหา
---
---
♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งเปลวไฟและสายลม
แสงตะวันยามอัสดงทอดเงายาวลงบนซากวิหารร้างที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางหุบเขาลึก กำแพงหินที่เคยยิ่งใหญ่ผุพังไปตามกาลเวลา เถาวัลย์สีเขียวเข้มเกาะเกี่ยวราวกับพยายามปกป้องความลับโบราณที่ซ่อนอยู่ภายใน อะโฟรไดท์และบูเออร์ยืนอยู่หน้าทางเข้าวิหาร ระหว่างมือของทั้งสองถือของวิเศษสามชิ้นที่ตามหามาด้วยกัน—มงกุฎแห่งอัคคี คทาแห่งลมกรด และลูกแก้วแห่งเงามืดที่เพิ่งได้มาจากถ้ำใต้ผืนทรายเมื่อไม่กี่วันก่อน ลูกแก้วนั้นส่องแสงสีดำสนิทราวกับกลืนกินแสงสว่างทั้งหมดที่อยู่รอบตัว
“ถึงเวลาปลดปล่อยเจ้าแล้ว” อะโฟรไดท์พูด มองไปยังบูเออร์ด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น เธอสวมผ้าคลุมบางสีขาวที่ปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นส่วนโค้งของร่างกายที่ชวนให้ลุ่มหลงราวกับรูปปั้นแห่งโอลิมปัส
บูเออร์พยักหน้า ดวงตาสีแดงฉานของเขาลุกวาวด้วยความหวังที่เขาไม่เคยยอมรับมาก่อน “ถ้าพิธีนี้สำเร็จ พันธนาการของโซโลมอนจะหายไปจากข้า… และข้าจะเป็นอิสระ”
“และข้าจะได้ความรู้ที่เจ้าสัญญาไว้” อะโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอแตะที่แขนของเขาเบาๆ “เราทั้งคู่จะได้สิ่งที่ต้องการ”
บูเออร์มองไปที่มือของเธอ ความร้อนจากปลายนิ้วของเธอแผ่ซ่านเข้ามาในผิวของเขา เขาไม่ตอบ แต่สายตาของเขาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าความเย้ยหยันในวันแรกที่พบกัน
ทั้งสองก้าวเข้าไปในวิหาร ตรงกลางมีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ที่สลักด้วยอักขระโบราณ อะโฟรไดท์วางของวิเศษทั้งสามชิ้นลงบนแท่นตามลำดับ—มงกุฎลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดง คทาส่งเสียงคำรามของลมกรด และลูกแก้วปลดปล่อยเงามืดที่หมุนวนราพลังของทั้งสามเริ่มผสานกัน บูเออร์ยื่นมือออกไปสัมผัสแท่น ร่างของเขาเริ่มสั่นสะเทือนเมื่อพลังจากของวิเศษไหลเข้าสู่ร่าง
ทันใดนั้น เสียงคำรามดังก้องจากส่วนลึกของวิญญาณเขา เปลวไฟแห่งอัคคีพุ่งออกจากร่างของเขาราวกับภูเขาไฟที่ระเบิด ความเจ็บปวดบิดเบี้ยวใบหน้าของเขา อะโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “บูเออร์! เจ้าเป็นอะไร?”
“มัน… เผาข้าจากข้างใน” เขากัดฟันพูด ร่างของเขาคุกเข่าลงกับพื้น “พันธนาการกำลังแตกสลาย… แต่พลังมันรุนแรงเกินไป”
อะโฟรไดท์ไม่ลังเล เธอคุกเข่าลงข้างเขา มือของเธอโอบรอบใบหน้าของเขา “ข้าจะช่วยเจ้า… ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเผชิญมันเพียงลำพัง”
“เจ้าจะช่วยข้าได้ยังไง?” บูเออร์พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ดวงตาของเขาจ้องมองเธอราวกับเธอคือแสงสุดท้ายท่ามกลางความมืด
“ด้วยตัวข้า” อะโฟรไดท์กระซิบ เธอดึงร่างของเขาเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วของเธอลูบไล้ไปตามรอยแผลเป็นที่คอของเขา “ข้าจะมอบความปรารถนาของข้าให้เจ้า เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดนี้”
ก่อนที่บูเออร์จะได้โต้แย้ง เธอกดริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขา ความร้อนจากปากของเธอผสานเข้ากับเปลวไฟในร่างของเขา รสชาติของเธอหวานเยิ้มราวน้ำผึ้งป่าที่หยดลงบนลิ้นของเขา บูเออร์ครางออกมาเบาๆ มือของเขาคว้าร่างของเธอเข้ามาแนบชิดราวกับเธอคือสมอที่ยึดเขาไว้กับโลกใบนี้
---
เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นขึ้นบนแท่นวิหารร้างนั้น อะโฟรไดท์และบูเออร์กลายเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ สายลมพัดผ่านร่างของทั้งสอง หอบเอากลิ่นดอกไม้ป่ามาผสมกับกลิ่นกำมะถันจากผิวของบูเออร์ ทุกสัมผัสของเธอคือบทกวีที่เขียนขึ้นด้วยปลายนิ้ว—นุ่มนวลราวสายน้ำ แต่ร้อนแรงราวเปลวไฟ
คืนแรก อะโฟรไดท์นอนทอดกายลงบนแท่นหินเย็น มองบูเออร์ด้วยสายตาที่เย้ายวน “มาเถอะ… ปล่อยให้ข้าดูแลเจ้า” เธอกระซิบ มือของเธอลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นของเขา ผิวของเขาร้อนผ่าวราวกับถูกหล่อจากเตาไฟแห่งนรก แต่สัมผัสของเธอเย็นฉ่ำราวหยดน้ำค้างยามเช้า บูเออร์โน้มตัวลง ปลายจมูกของเขาสูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของเธอ—กลิ่นที่ชวนให้ลุ่มหลงราวดอกไม้ที่บานในความมืด
“เจ้าจะทำลายข้า” เขากระซิบ ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวที่ซอกคอของเธอ
“ข้าจะสร้างเจ้าใหม่” อะโฟรไดท์ตอบ มือของเธอเลื่อนลงไปตามแผ่นอกของเขา ดึงเกราะหนังออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างที่เต็มไปด้วยแผลเป็น—ร่องรอยของสงครามที่กลายเป็นผืนผ้าแห่งเรื่องราวของเขา เธอก้มลงจูบที่รอยแผลเป็นแต่ละรอย ริมฝีปากของเธอนุ่มนวลราวกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นหิน
คืนที่สาม แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของทั้งสองที่พันผูกกันราวเถาวัลย์ที่โอบล้อมต้นไม้โบราณ บูเออร์โอบร่างของอะโฟรไดท์ไว้ในอ้อมแขน มือหนาของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของเอวของเธอ ผิวของเธอเนียนละเอียดราวผ้าไหมที่ทอจากแสงดาว ความร้อนจากร่างของเขาผสานเข้ากับความเย็นจากสัมผัสของเธอราวกับหยินและหยางที่เต้นรำกันในความเงียบ
“เจ้ารู้สึกยังไง?” อะโฟรไดท์ถาม เสียงของเธอหวานเยิ้มราวน้ำผึ้งที่หยดลงในโพรงแห่งความมืด
“เหมือนข้ากำลังลุกไหม้… และเกิดใหม่พร้อมกัน” บูเออร์ตอบ เขากดหน้าลงที่อกของเธอ สูดดมกลิ่นหอมจากผิวของเธอราวกับมันคือยารักษาความเจ็บปวดทั้งปวง
คืนที่ห้า สายลมพัดกรีดผ่านวิหารร้าง หอบเอาผ้าคลุมบางของอะโฟรไดท์ปลิวไสวราวปีกเธอฟ้า เธอนั่งคร่อมร่างของบูเออร์ มือของเธอกดลงบนหน้าอกของเขา ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเขาราวกับมองทะลุเข้าไปในวิญญาณ “บอกข้าสิ… เจ้ารู้สึกถึงข้าไหม?” เธอถาม ปลายนิ้วของเธอลากผ่านรอยแผลเป็นที่ไหล่ของเขา
“ทุกส่วนของข้ารู้สึกถึงเจ้า” บูเออร์ตอบ มือของเขาคว้าเอวของเธอ ดึงเธอลงมาจนร่างของทั้งสองแนบชิด ความร้อนจากร่างของเขาคล้ายเปลวไฟที่ลุกลามไปทั่วผิวของเธอ แต่แทนที่จะเผาไหม้ มันกลับกลายเป็นความอบอุ่นที่โอบล้อมเธอไว้
เจ็ดวันเจ็ดคืนนั้นไม่ใช่แค่การปลดปล่อยบูเออร์จากพันธนาการของโซโลมอน แต่เป็นการปลดปล่อยบางอย่างในใจของทั้งสอง อะโฟรไดท์มอบตัวเองให้เขาไม่ใช่เพื่อการเสียสละ แต่เพื่อเชื่อมโยงกับเขาด้วยสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูด บูเออร์ยอมรับเธอไม่ใช่ด้วยความพ่ายแพ้ แต่ด้วยความเต็มใจที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี
---
เช้าวันที่เจ็ด แสงตะวันแรกสาดส่องลงมาบนแท่นหิน อะโฟรไดท์นอนซบอกของบูเออร์ มือของเธอวางพาดบนร่างของเขา ขณะที่เขามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง ดวงตาของเขาไม่มีความโกรธหรือความเย้ยหยันอีกต่อไป—มีเพียงความสงบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“เจ้าเป็นอิสระแล้ว” อะโฟรไดท์พูด เสียงของเธอนุ่มนวลราวสายลมยามเช้า
“ข้ารู้” บูเออร์ตอบ เขาหันมามองเธอ “แต่ข้าสงสัยว่า อิสรภาพที่แท้จริงของข้าคืออะไรกันแน่… การหลุดพ้นจากโซโลมอน หรือการได้พบเจ้า?”
อะโฟรไดท์ยิ้ม ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความอบอุ่น “บางทีมันอาจเป็นทั้งสองอย่าง”
บูเออร์โอบเธอเข้ามาใกล้ จูบลงบนหน้าผากของเธอเบาๆ “เจ้าเปลี่ยนข้า เทพี ไม่ว่าข้าจะยอมรับหรือไม่”
“และเจ้าก็เปลี่ยนข้า” อะโฟรไดท์ตอบ มือของเธอลูบไล้ไปตามใบหน้าของเขา “เจ็ดวันนี้… มันไม่ใช่แค่การช่วยเจ้า แต่มันทำให้ข้ารู้ว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่การครอบครอง แต่มันคือการปลดปล่อย”
ทั้งสองนอนอยู่อย่างนั้นท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า วิหารร้างที่เคยเงียบงันกลายเป็นสักขีพยานของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ทั้งสองเคยคาดคิด ของวิเศษสามชิ้นได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว แต่สิ่งที่ทั้งสองได้รับนั้นยิ่งใหญ่กว่าอิสรภาพ—มันคือความผูกพันที่เกิดจากเปลวไฟและสายลม
---
---
♦ ตอนที่ 5: สัญญาแห่งเจ็ดวันและแสงแห่งรุ่งอรุณ
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมาบนหุบเขาที่โอบล้อมวิหารร้างราวกับผ้าคลุมสีทองที่ทอจากฝีมือของเทพเจ้า ลมเย็นพัดผ่าน หอบเอาฝุ่นผงและกลิ่นดอกไม้ป่ามาแตะปลายจมูกของอะโฟรไดท์และบูเออร์ ทั้งสองยืนเคียงข้างกันบนยอดเขาที่มองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลของดินแดนทไวไลต์—ผืนดินที่เต็มไปด้วยเงามืดและแสงสว่างที่ผสานกันอย่างลงตัว บูเออร์ ร่างสูงใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยพลังดิบและความป่าเถื่อน ดูสงบลงอย่างน่าประหลาด ดวงตาสีแดงฉานของเขาไม่ลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งโทสะอีกต่อไป หากแต่เป็นแสงอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึก
อะโฟรไดท์หันมามองเขา ผมสีทองของเธอปลิวไสวตามสายลม เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวภาพวาดแห่งโอลิมปัส “เจ้ารู้สึก怎么样 (ยังไง) บ้าง ตอนนี้ที่เจ้าเป็นอิสระแล้ว?” เธอถาม น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราวสายน้ำที่ไหลผ่านหินเรียบ
บูเออร์สูดลมหายใจลึก มองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีฟ้าอ่อน “มัน… แปลก ข้าคุ้นเคยกับพันธนาการมานานจนลืมไปว่าอิสรภาพรู้สึกอย่างไร” เขาหันมามองเธอ “แต่เจ้า… เจ้าทำให้ข้ารู้สึกถึงมัน”
อะโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอยื่นออกไปแตะที่แขนของเขา “ข้าก็หวังอย่างนั้น ข้าต้องการให้เจ้ามีมากกว่าการต่อสู้และความโกรธ”
“แล้วเจ้าได้สิ่งที่ต้องการหรือยัง?” บูเออร์ถาม ดวงตาของเขาจับจ้องเธอราวกับพยายามมองลึกเข้าไปในวิญญาณ “ศาสตร์แห่งความรู้เพื่อชุบชีวิตอะโดนิส?”
อะโฟรไดท์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอมองไปยังท้องฟ้า ก่อนจะหันกลับมามองเขา “เจ้าได้สอนข้ามากกว่าที่ข้าคาดไว้ บูเออร์ ไม่ใช่แค่ความรู้จากตำนานของเจ้าและพี่น้องของเจ้า แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวข้าเอง”
บูเออร์เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าหมายถึงอะไร?”
“ข้าคิดว่าความรักคือการครอบครอง” อะโฟรไดท์ตอบ มือของเธอลูบไล้ไปตามขอบผ้าคลุมบางที่คลุมไหล่ “แต่เจ็ดวันเจ็ดคืนที่ผ่านมากับเจ้า… มันสอนข้าว่าความรักคือการปลดปล่อย และบางครั้งมันก็หมายถึงการปล่อยให้คนที่เรารักไปตามทางของเขา”
บูเออร์มองเธอเงียบๆ ความรู้สึกบางอย่างในอกของเขาคุกรุ่นขึ้น—ไม่ใช่ไฟแห่งความปรารถนาเหมือนคืนก่อนๆ หากแต่เป็นความอบอุ่นที่แผ่ซ่านราวแสงตะวันยามเช้า “เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าจะไม่ชุบชีวิตอะโดนิส?”
“ไม่” อะโฟรไดท์ส่ายหน้า “ข้าจะชุบชีวิตเขา เพราะข้าสาบานไว้ที่แม่น้ำสติกซ์ และคำสาบานนั้นศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าที่ข้าจะละเมิดได้ แต่เมื่อเขากลับมา ข้าจะให้เขามีชีวิตในแบบที่เขาเลือก… ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกมัดไว้กับข้า”
บูเออร์ยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มของเขาไม่แฝงด้วยความเย้ยหยัน “เจ้าเปลี่ยนไปจริงๆ เทพี”
“เจ้าก็ด้วย” อะโฟรไดท์ตอบ เธอก้าวเข้าไปใกล้เขา ปลายนิ้วของเธอแตะที่แก้มของเขาเบาๆ “ข้าจะต้องออกเดินทางต่อ เพื่อเรียนรู้จากปีศาจทั้งเจ็ดสิบสองตนตามที่ข้าตั้งใจไว้ แต่ข้าสัญญากับเจ้า… ทุกๆ ปี ข้าจะกลับมาที่นี่ และเราจะมีเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน”
บูเออร์คว้ามือของเธอไว้ ดวงตาของเขาจ้องมองเธอด้วยความเข้มข้น “เจ้ากล้าสัญญากับปีศาจอย่างข้า?”
“ข้าไม่เห็นเจ้าเป็นแค่ปีศาจอีกต่อไป” อะโฟรไดท์ตอบ มือของเธอบีบมือของเขาแน่น “เจ้าเป็นมากกว่านั้น… และข้าก็อยากเห็นว่าเจ้าจะกลายเป็นอะไรในวันข้างหน้า”
ความเงียบเข้ามาครอบคลุมทั้งสอง มีเพียงเสียงลมหายใจและสายลมที่พัดผ่าน บูเออร์ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขน โอบกอดเธอแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป “เจ็ดวันเจ็ดคืน… ข้าจะรอเจ้า”
อะโฟรไดท์ซบหน้าลงบนอกของเขา สูดดมกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ ที่ผสมกับกลิ่นหญ้าจากทุ่ง “และข้าจะกลับมา… เสมอ”
---
วันนั้น อะโฟรไดท์ออกเดินทางจากหุบเขา ร่างของเธอค่อยๆ เลือนหายไปในหมอกยามเช้า บูเออร์ยืนมองเธอจากยอดเขา มือของเขากำคทาแห่งลมกรดไว้แน่น เขาไม่รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่เคยครอบงำเขามานานนับพันปีอีกต่อไป แทนที่ด้วยความหวัง—บางอย่างที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีในตัวเอง
หนึ่งปีผ่านไป อะโฟรไดท์กลับมาที่หุบเขาตามสัญญา ร่างของเธอปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สีเงิน บูเออร์รออยู่ที่วิหารร้าง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน ทั้งสองโผเข้ากอดกันท่ามกลางลมเย็นของค่ำคืน เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง—ไม่ใช่แค่การพบกันของร่างกาย แต่เป็นการเชื่อมโยงของวิญญาณที่เคยต่อสู้และยอมรับกันและกัน
ทุกๆ ปี สัญญานั้นยังคงอยู่ อะโฟรไดท์เดินทางไปเรียนรู้จากปีศาจตนอื่นๆ ความรู้ของเธอเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอสามารถชุบชีวิตอะโดนิสได้สำเร็จตามคำสาบาน แต่แทนที่จะมัดเขาไว้กับเธอ เธอปล่อยให้เขาเลือกชีวิตของตัวเอง—และอะโดนิสเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาในโลกที่เขาเกิดมา อะโฟรไดท์ยิ้มให้เขาด้วยความรักที่บริสุทธิ์ ก่อนจะหันหลังกลับไปสู่อ้อมกอดของบูเออร์ในหุบเขาแห่งทไวไลต์
---
หลายศตวรรษผ่านไป เรื่องราวของอะโฟรไดท์และบูเออร์กลายเป็นตำนานที่เล่าขานในหมู่เทพและปีศาจ วิหารร้างที่เคยเป็นเพียงซากปรักหักพังถูกปกคลุมด้วยดอกไม้ป่าสีขาวที่บานสะพรั่งทุกฤดูใบไม้ผลิ—ดอกไม้ที่กล่าวกันว่าเกิดจากหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพีเมื่อเธอกลับมาพบกับปีศาจของเธอ บูเออร์ไม่ได้เป็นเพียงประธานแห่งปีศาจอีกต่อไป เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง—จากไฟแห่งโทสะสู่แสงแห่งความหวัง
ในคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์เต็มดวง อะโฟรไดท์และบูเออร์นอนเคียงข้างกันบนแท่นหินเก่าแก่ แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างของทั้งสองราวกับผ้าคลุมแห่งความรัก “เจ้าเคยเสียใจไหม ที่เลือกข้ามากกว่าการครอบครองอะโดนิส?” บูเออร์ถาม มือของเขาลูบไล้ผมของเธอเบาๆ
“ไม่เลย” อะโฟรไดท์ตอบ เธอซบลงบนอกของเขา “เพราะการได้เจ้ามันไม่ใช่การครอบครอง… มันคือการได้มีคนที่เข้าใจข้าจริงๆ”
บูเออร์ยิ้ม โอบเธอไว้แน่น “แล้วข้าก็ได้เจ้า… ไม่ใช่แค่เทพีแห่งความรัก แต่เป็นแสงที่ส่องทางให้ข้า”
ทั้งสองมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เจ็ดวันเจ็ดคืนของพวกเขาไม่ใช่แค่การพบกันชั่วคราว แต่เป็นสัญญาแห่งนิรันดร์ที่ผูกมัดทั้งสองไว้ด้วยความรักที่แท้จริง—รักที่ไม่ต้องการการครอบครอง แต่เต็มไปด้วยการให้และการรับอย่างเท่าเทียม
และในหุบเขาแห่งทไวไลต์นั้น เสียงหัวเราะของอะโฟรไดท์และเสียงทุ้มนุ่มของบูเออร์ยังคงดังก้องอยู่ ท่ามกลางสายลมและแสงจันทร์—ตำนานของความรักที่ไม่มีวันจบสิ้น
---
จบภาค
(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)
The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.
