* กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกเลยจ้าา *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Wednesday, March 5, 2025

06 ‘The 7 Nights in the Twilight Realm’ (Aphrodite & Duke Valefor)

SERIES

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

หมื่นล้านคำรัก | นิยาย AI เทพนิยายโรแมนซ์แฟนตาซีอิโรติก

(Aphrodite & Duke Valefor)

5 ตอนจบ

**ตอนพิเศษอ่านได้เฉพาะใน eBook**

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

♦ ตอนที่ 1: บทเพลงแห่งเงามืดและแสงสว่าง

ท้องฟ้าของอาณาจักร Twilight Realm แผ่ขยายด้วยสีครามเข้มราวกับผืนกำมะหยี่ที่ถูกฉีกขาดด้วยเส้นสายของดวงดาว กลิ่นหญ้าป่าเปียกชื้นลอยคละคลุ้งในสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านป่าต้นสนโบราณอันเงียบสงัด และที่นั่น ณ ใจกลางของความมืด เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาดังก้องราวกับบทเพลงแห่งโชคชะตา เทพี Aphrodite ผู้มีนัยน์ตาสีน้ำผึ้งเรืองรองราวกับแสงตะวันยามอัสดง ก้าวย่างอย่างสง่างาม เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวราวกับสายน้ำที่ไหลจากยอดเขา ชุดคลุมบางเบาสีขาวขุ่นที่รัดรึงเรือนร่างอรชรของเธอเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่ชวนให้มนุษย์และเทพเจ้าต้องหลงใหล เธอมาที่นี่เพื่อตามหาเขา—Duke Valefor หนึ่งในเจ็ดสิบสองปีศาจแห่งโซโลมอน ผู้ที่ตำนานเล่าขานว่าเป็นนักรบป่าเถื่อนผู้ทรงพลัง ดวงตาของเขาคือเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่ง และร่างกายของเขาคือกำแพงหินที่ไม่อาจทำลายได้

Aphrodite รู้ดีว่า Valefor ไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดา เขาคือผู้นำกองทัพเงามืดที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้แม้แต่เทพโบราณหวาดกลัว เขาถูกพันธนาการด้วยแหวนแห่งโซโลมอน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพันธะแห่งคำสาปที่ไม่มีวันสิ้นสุด—เว้นแต่เขาจะค้นพบ สามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของจักรวาลนี้ เธอได้ยินข่าวลือว่าเขากำลังเคลื่อนไหวในป่าแห่งนี้ และเธอจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เพราะในหัวใจของเธอยังคงมีเงาของ Adonis ชายหนุ่มมนุษย์ที่เธอรักอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่ร่างกายเย็นชืดถูกฝังอยู่ในโลงหินแห่งโอลิมปัส เธอต้องการศาสตร์ลึกลับจาก Valefor เพื่อชุบชีวิตเขา และเธอพร้อมจะต่อรองทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา

“ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นของเจ้า เจ้าปีศาจแห่งเงา” เสียงของ Aphrodite ดังก้องใสราวกับระฆังเงิน ท่ามกลางความเงียบของป่า เธอหยุดยืนที่ลานโล่งแห่งหนึ่ง แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนพื้นหญ้าเผยให้เห็นรอยเท้าขนาดมหึมาที่ฝังลึกลงไปในดิน

และแล้ว เขาก็ปรากฏตัว ร่างสูงใหญ่ของ Duke Valefor ทะยานออกมาจากเงามืดราวกับพายุที่เคลื่อนตัว เขาสูงเกือบสิบฟุต ผิวหนังสีเทาดำที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการต่อสู้ครั้งนับไม่ถ้วน ดวงตาคู่หนึ่งเรืองรองด้วยสีแดงเพลิงราวกับถ่านที่กำลังลุกไหม้ ปีกหนังสีดำขนาดมหึมาพับแนบหลัง แขนของเขากำลังถือดาบยักษ์ที่ดูหนักราวกับสามารถผ่าภูเขาได้ในคราวเดียว เสียงคำรามต่ำดังจากลำคอของเขาขณะที่เขาก้าวเข้าใกล้

“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร เทพีแห่งความงาม?” เสียงของ Valefor ดังก้องทุ้มต่ำราวกับแผ่นดินที่กำลังสั่นสะเทือน “ข้าไม่ใช่ของเล่นของเจ้า และข้าไม่ต้องการคำเยินยอจากปากที่เต็มไปด้วยคำหวาน”

Aphrodite ยิ้มมุมปาก เธอก้าวเข้าใกล้เขาโดยไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร Valefor เจ้ากำลังตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามชิ้นเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวน ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”

Valefor หัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องจนนกในป่าตื่นตระหนกบินหนี “เจ้า? เทพีผู้อ่อนแอที่รู้จักเพียงการยั่วยวนและหลอกล่อ? ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”

“แต่เจ้าปรารถนาข้า” Aphrodite ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลัง เธอก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบสัมผัสแผ่นอกกว้างของเขา “ข้าสัมผัสได้ถึงไฟในตัวเจ้า มันเผาไหม้อยู่ในสายตาและลมหายใจของเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าค้นหาสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าจะต้องมอบบางสิ่งให้ข้าเป็นการตอบแทน—ความรู้ลึกลับที่ข้าต้องการเพื่อชุบชีวิตคนรักของข้า”

Valefor จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ทั้งเย้ยหยันและเต็มไปด้วยความหิวกระหาย “ความรักงั้นหรือ? เจ้าช่างน่าสมเพชนัก เทพี ความรักคือโซ่ตรวนที่อ่อนแอที่สุดในโลกนี้ มันผูกมัดเจ้าไว้กับมนุษย์ที่ไร้ค่า และเจ้าก็ยอมให้มันทำลายความยิ่งใหญ่ของเจ้า”

“และเจ้าก็ถูกพันธนาการด้วยแหวนแห่งโซโลมอน” Aphrodite โต้กลับอย่างฉับไว “เจ้าจะบอกว่าโซ่ตรวนของเจ้ามีเกียรติกว่าของข้าหรือ? ความรักของข้าคือพลังที่ผลักดันข้าให้ก้าวต่อไป ส่วนเจ้า...เจ้ามีเพียงความโกรธและความว่างเปล่า”

Valefor เงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเธอราวกับพยายามค้นหาความจริงในคำพูดนั้น เขาก้าวถอยหลังเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่เรือนร่างของเธอ ชุดบางเบาของเธอปลิวไหวตามสายลม เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่เรืองรองใต้แสงจันทร์ เขารู้สึกถึงบางสิ่งในตัวเขาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น—ไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่เป็นความปรารถนาที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

“เจ้าจะช่วยข้าจริงหรือ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความระแวง “แล้วหากข้าปฏิเสธล่ะ?”

“เจ้าจะไม่ปฏิเสธ” Aphrodite ตอบด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เพราะเจ้าต้องการข้ามากกว่าที่เจ้าจะยอมรับ และข้าก็จะตามเจ้าต่อไปจนกว่าข้าจะได้ในสิ่งที่ข้าต้องการ”

Valefor หันหลังให้เธอ แต่เขาไม่ปฏิเสธข้อเสนอ เขาเริ่มก้าวเดินต่อไปในป่า โดยรู้ว่าเทพีผู้นี้จะไม่ยอมแพ้ และในใจของเขา ความรู้สึกแปลกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้น—ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในรอบพันปีที่ถูกพันธนาการ เขาเกลียดเธอที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็อยากรู้ว่าเธอจะพาเขาไปถึงจุดไหน

Aphrodite เดินตามหลังเขาเงียบๆ รอยยิ้มของเธอยังคงอยู่บนใบหน้า เธอรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่—ไม่ใช่แค่การต่อรอง แต่เป็นเส้นทางของโชคชะตาที่จะเปลี่ยนทั้งเธอและเขาไปตลอดกาล

---

♦ ตอนที่ 2: เงาแห่งความปรารถนาและสายลมแห่งการยั่วยวน

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านใบไม้หนาที่ยอดสนสูงตระหง่านของป่า Twilight Realm ลำแสงสีทองอ่อนตัดกับหมอกบางที่ลอยคลอเคลียพื้นดิน กลิ่นดอกไม้ป่าปนเปื้อนไปด้วยกลิ่นดินชื้นและกลิ่นกำมะถันจางๆ ที่ลอยมาจากร่างของ Duke Valefor ผู้ก้าวนำหน้า Aphrodite ด้วยท่วงท่าที่ดุดันแต่สง่างามราวกับพายุที่ถูกควบคุม ร่างสูงใหญ่ของเขาตัดกับเงามืดของป่า ปีกหนังสีดำที่พับแนบหลังสั่นไหวเล็กน้อยทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ดาบยักษ์ที่พาดบ่าของเขาสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยือก เขากำลังมุ่งหน้าไปยัง หุบเขาแห่งเงา สถานที่ที่ข่าวลือเล่าขานว่าซ่อน มงกุฎแห่งไฟนิรันดร์—หนึ่งในสามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวนโซโลมอน

Aphrodite เดินตามหลังเขาเงียบๆ เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวราวสายน้ำที่สะท้อนแสงตะวัน ชุดคลุมบางเบาของเธอที่รัดรึงเรือนร่างเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่น่าหลงใหล เธอรู้ดีว่า Valefor พยายามเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของเธอ แต่สายตาที่เขาแอบมองมาเป็นครั้งคราวบ่งบอกว่าเขาไม่อาจต้านทานพลังดึงดูดของเธอได้อย่างสมบูรณ์ เธอยิ้มในใจ—นี่คือเกมที่เธอถนัดที่สุด

“เจ้าจะเงียบไปถึงเมื่อไร ปีศาจ?” เสียงของ Aphrodite ดังขึ้นใสราวระฆังเงิน ขณะที่เธอเร่งฝีเท้าให้ทันเขา “หรือว่าเจ้ากลัวว่าหากพูดกับข้ามากกว่านี้ เจ้าจะเผลอตกหลุมรักข้าเสีย?”

Valefor หยุดชะงัก ร่างของเขาหันกลับมาช้าๆ ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองเธอด้วยความโกรธปนขบขัน “เจ้ามั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว เทพี ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่เจ้าจะมาลูบหัวแล้วเชื่องได้”

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเชื่อง” Aphrodite ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอก้าวเข้าใกล้จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ “ข้าต้องการให้เจ้าเป็นตัวของตัวเอง—ดุร้าย ร้อนแรง และทรงพลัง เพราะนั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนาจะเรียนรู้จากเจ้า”

Valefor คำรามต่ำในลำคอ,但他ไม่ถอยห่าง เขารู้สึกถึงกลิ่นหอมหวานจากร่างของเธอ—กลิ่นดอกกุหลาบป่าผสมกับน้ำผึ้งที่ลอยคละคลุ้งจนทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เจ้าเล่นกับไฟอยู่นะ เทพี ถ้าเจ้าทำให้ข้าต้องเสียสมาธิ ข้าจะไม่ลังเลที่จะฉีกเจ้าออกเป็นเสี่ยงๆ”

“ฉีกข้า?” Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยการยั่วยุ “ข้าคิดว่าเจ้าจะอยากทำอย่างอื่นกับข้ามากกว่านะ Valefor หรือว่าเจ้าจะกลัวว่าตัวเองจะแพ้ในเกมนี้?”

ก่อนที่ Valefor จะได้ตอบโต้ เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังมาจากพุ่มไม้ข้างทาง ร่างของสัตว์ประหลาดคล้ายแมงป่องยักษ์ที่มีหนามพิษพุ่งออกมาด้วยความเร็วราวสายฟ้า มันเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ของหุบเขาแห่งเงา Valefor คว้าดาบของเขาขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ขณะที่ Aphrodite ถอยหลังอย่างสง่างาม เธอไม่ตื่นตระหนก เพราะเธอรู้ว่าเขาจะจัดการมันได้

การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างดุเดือด Valefor ฟาดดาบลงไปที่หัวของสัตว์ประหลาดนั้นด้วยพลังที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เลือดสีเขียวเข้มกระเซ็นไปทั่ว แต่ในขณะที่เขากำลังจะโจมตีครั้งสุดท้าย หางพิษของมันพุ่งเข้าหาเขา Aphrodite ไม่รอช้า เธอยกมือขึ้นเรียกพลังแห่งความงามและเสน่ห์ของเธอ แสงสีทองอ่อนพุ่งออกจากฝ่ามือ กลายเป็นม่านหมอกที่ทำให้สัตว์ประหลาดนั้นชะงักไปชั่วขณะ Valefor ฉวยโอกาสนั้นฟันดาบลงไปตัดคอมันขาดสะบั้น

เมื่อทุกอย่างสงบลง เขาหันกลับมามองเธอ หายใจถี่ด้วยความเหนื่อยล้าและความโกรธ “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าช่วย”

“แต่เจ้าต้องการ” Aphrodite เดินเข้าไปใกล้เขา เธอยกมือขึ้นแตะที่แผลเล็กๆ บนแขนของเขา ผิวหนังหยาบกร้านของปีศาจสัมผัสกับนิ้วเรียวนุ่มของเธอ “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะช่วยเจ้า และข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตายก่อนที่ข้าจะได้ในสิ่งที่ข้าต้องการ”

Valefor ดึงแขนออกจากสัมผัสของเธออย่างรวดเร็ว แต่เขารู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากจุดที่นิ้วของเธอสัมผัส “เจ้ามันน่ารำคาญ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วน แต่สายตาของเขากลับเลื่อนไปมองที่เรือนร่างของเธอโดยไม่รู้ตัว

Aphrodite ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เธอก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนร่างของเธอเกือบแนบชิดกับเขา “เจ้ารู้ไหม Valefor ว่าบางครั้งความรำคาญก็คือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น?” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นของเธอสัมผัสใบหน้าของเขา “เจ้าจะหนีข้าไปได้นานแค่ไหนกัน?”

Valefor ผลักเธอออกเบาๆ แต่แรงนั้นไม่หนักหน่วงเท่าที่ควร เขาหันหลังเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร แต่ในใจของเขา ความรู้สึกแปลกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เขาเกลียดที่เธอทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มสงสัยว่าการมีเธออยู่เคียงข้างอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก

---

หลายวันผ่านไป ทั้งคู่เดินทางมาถึงหุบเขาแห่งเงา บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย หน้าผาสูงชันตัดกับท้องฟ้าสีเทาเข้ม และลมที่พัดผ่านพาเสียงครวญครางราวกับวิญญาณที่ถูกขังไว้ Aphrodite และ Valefor ต้องเผชิญกับกับดักและศัตรูมากมาย—ตั้งแต่เงามืดที่เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต ไปจนถึงหินที่พังทลายลงมาโดยไม่มีสาเหตุ แต่ทุกครั้งที่อันตรายมาเยือน พวกเขาก็ช่วยเหลือกันและกันอย่างไม่รู้ตัว

ในคืนหนึ่ง หลังจากต่อสู้กับฝูงอสูรกายเงามืดจนเหนื่อยล้า พวกเขานั่งพักข้างกองไฟที่จุดขึ้นกลางหุบเขา Valefor นั่งเงียบขณะลับดาบของเขา ส่วน Aphrodite นอนเอนกายบนผ้าห่มที่เธอปูไว้ มองดูเปลวไฟที่เต้นระยิบระยับ เธอรู้สึกถึงสายตาของเขาที่แอบมองมา และเธอตัดสินใจยั่วยวนเขาอีกครั้ง

“เจ้าเคยสงสัยไหม Valefor ว่าความรักคืออะไร?” เธอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะที่ขยับตัวให้ชุดคลุมของเธอเลื่อนลงเล็กน้อย เผยให้เห็นไหล่ขาวนวลที่เรืองรองใต้แสงไฟ

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่ามันคือความอ่อนแอ” เขาตอบโดยไม่ละสายตาจากดาบ

“แต่ถ้ามันคือความอ่อนแอจริง แล้วทำไมมันถึงทำให้ข้ากล้าที่จะเผชิญหน้ากับเจ้า?” เธอลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างเขา “บางทีความรักอาจไม่ใช่โซ่ตรวน แต่เป็นเปลวไฟที่เผาไหม้ในตัวเรา เพื่อให้เรากลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น”

Valefor หันมามองเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยบางสิ่งที่ไม่ใช่แค่ความโกรธ “เจ้ามันปากมาก” เขาพูด แต่ครั้งนี้เขาไม่ผลักเธอออกเมื่อเธอยื่นมือมาแตะที่ใบหน้าของเขา

“และเจ้าก็เริ่มชอบปากของข้าแล้วใช่ไหม?” Aphrodite ยิ้มเจ้าเล่ห์ นิ้วของเธอลูบไล้ไปตามกรามแกร่งของเขา ความร้อนจากผิวหนังของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น

Valefor จับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่เขาไม่ดึงออก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับพยายามค้นหาคำตอบบางอย่าง “ถ้าข้าปรารถนาเจ้า มันไม่ใช่ความรัก มันคือไฟที่เผาผลาญข้าจากข้างใน”

“บางทีมันอาจเป็นทั้งสองอย่าง” เธอพูดเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้จนริมฝีปากของเธอเกือบสัมผัสกับเขา “เจ้ากล้าจะพิสูจน์มันไหม?”

Valefor ไม่ตอบ แต่เขาก็ไม่ผลักเธอออก ความเงียบระหว่างทั้งคู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่ถี่ขึ้น และใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาในหุบเขาแห่งเงา ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มขยับเข้าใกล้ขอบเขตที่ทั้งสองไม่อาจหวนกลับได้

---

♦ ตอนที่ 3: เปลวไฟแห่งโชคชะตาและสายน้ำแห่งความลุ่มหลง

แสงตะวันยามบ่ายของ Twilight Realm ทอประกายสีส้มทองลงสู่หุบเขาแห่งเงา เงาของหน้าผาสูงชันทอดยาวราวกับกรงเล็บของอสูรกายโบราณที่พยายามฉีกท้องฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ ลมพัดพากลิ่นดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นกำมะถันจางๆ จากร่างของ Duke Valefor ผู้ยืนเด่นเป็นสง่าบนยอดหินสูง มือหนาของเขากำดาบยักษ์แน่น ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองไปยังซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง—สถานที่ที่เชื่อกันว่าซ่อน น้ำตาแห่งดวงดาว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นที่สองที่เขาต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวนโซโลมอน

ข้างกายเขา Aphrodite ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่ถูกปั้นแต่งจากหยาดน้ำค้างและแสงตะวัน เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวตามสายลม ชุดคลุมบางเบาของเธอที่เลื่อนไหลไปตามเรือนร่างเผยให้เห็นผิวขาวนวลที่เรืองรองราวกับไข่มุก เธอมองไปยังวิหารด้วยแววตาที่ทั้งสงสัยและตื่นเต้น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การเดินทางเคียงข้าง Valefor ได้เปลี่ยนบางสิ่งในตัวเธอ เธอยังคงมุ่งมั่นที่จะชุบชีวิต Adonis ชายหนุ่มที่เธอรัก แต่ความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวในใจของเธอต่อปีศาจผู้นี้กลับร้อนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอคาดคิด

“วิหารแห่งนี้ดูเงียบสงบเกินไป” เสียงของ Aphrodite ดังขึ้นนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความระแวง “เจ้าคิดว่ามันจะยอมมอบน้ำตาแห่งดวงดาวให้เราโดยง่ายดายหรือ Valefor?”

“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาง่ายๆ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพายุที่กำลังก่อตัว “และถ้ามันกล้าขัดขวางข้า ข้าจะเผามันให้วอดวาย”

Aphrodite ยิ้มมุมปาก “เจ้ามักพูดถึงการทำลายล้าง แต่ข้าสงสัยว่าเจ้าเคยรู้จักความสุขของการสร้างสรรค์บ้างหรือไม่?”

Valefor หันมามองเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “ข้าไม่ใช่เทพีที่เต้นรำท่ามกลางดอกไม้และคำหวาน ข้าถูกสร้างมาเพื่อต่อสู้และพิชิต ไม่ใช่เพื่อรักหรือสร้าง”

“แต่เจ้าสามารถเป็นได้มากกว่านั้น” เธอก้าวเข้าไปใกล้ มือเรียวนุ่มของเธอแตะที่แขนของเขาอย่างแผ่วเบา “บางทีข้าอาจสอนอะไรเจ้าได้บ้าง เช่นเดียวกับที่เจ้าจะสอนข้า”

Valefor ดึงแขนออก แต่ครั้งนี้การเคลื่อนไหวของเขาช้ากว่าปกติ เขาไม่ตอบคำ แต่หันหน้าเดินลงจากยอดหินไปยังวิหาร โดยมี Aphrodite ติดตามไปอย่างเงียบๆ

---

เมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าไปในวิหาร ความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงสะท้อนของน้ำหยดจากเพดานหินสูง ผนังที่เต็มไปด้วยภาพสลักโบราณเล่าเรื่องราวของเทพและปีศาจที่ต่อสู้กันมานับพันปี ตรงกลางของวิหารมีแท่นหินที่ตั้งตระหง่าน บนแท่นนั้นคือขวดแก้วขนาดเล็กที่บรรจุของเหลวสีเงินระยิบระยับ—น้ำตาแห่งดวงดาว แต่ก่อนที่ Valefor จะได้ก้าวเข้าไปใกล้ พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของเขาก็สั่นสะเทือน รอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น และจากรอยแตกนั้น ร่างของงูยักษ์ที่มีเกล็ดสีดำเงางามพุ่งออกมา ดวงตาของมันเรืองรองด้วยสีเขียวมรกต ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมฉายแววหิวกระหาย

“ผู้พิทักษ์แห่งน้ำตา” Valefor คำราม เขายกดาบขึ้นเตรียมต่อสู้ ขณะที่ Aphrodite ถอยไปตั้งหลักด้านหลัง เธอรู้ว่าเขาแข็งแกร่ง แต่ความเร็วของงูตัวนี้ทำให้แม้แต่เธอก็อดหวาดหวั่นไม่ได้

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด Valefor ฟาดดาบใส่งูยักษ์ด้วยพลังที่ทำให้เสาหินในวิหารสั่นสะเทือน แต่เกล็ดของมันแข็งแกร่งราวกับโลหะที่หลอมจากไฟนรก มันตอบโต้ด้วยการพุ่งหางที่แหลมคมเข้าใส่เขา Valefor หลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่หางนั้นกลับพุ่งไปทาง Aphrodite แทน

“ระวัง!” เขาตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างของเขาพุ่งเข้าไปขวางหน้าเธอ ดาบของเขาปักลงพื้นเพื่อสร้างกำแพงป้องกัน เสียงโลหะกระทบเกล็ดดังก้องไปทั่ววิหาร

Aphrodite มองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้า...ปกป้องข้า?”

“อย่าคิดมาก” เขาตอบห้วนๆ ขณะที่ดึงดาบขึ้นมาใหม่ “ข้าแค่ไม่อยากเสียคนที่ช่วยข้าหาไอเทม”

เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “แน่ใจหรือว่าแค่นั้น?”

ก่อนที่ Valefor จะได้ตอบ งูยักษ์โจมตีเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ Aphrodite ไม่ยอมอยู่นิ่ง เธอเรียกพลังแห่งความงามของเธอ แสงสีทองพุ่งออกจากร่างของเธอ กลายเป็นหมอกที่ลอยไปพันรอบตัวงู มันชะงักไปชั่วขณะด้วยความงุนงง Valefor ไม่รอช้า เขากระโจนขึ้นไปบนหลังของมันและฟันดาบลงไปที่คอ เกล็ดที่แข็งแกร่งแตกกระจาย เลือดสีดำไหลทะลักออกมา และร่างของมันก็ล้มลงท่ามกลางฝุ่นควัน

เมื่อทุกอย่างสงบลง Valefor เดินไปหยิบน้ำตาแห่งดวงดาวจากแท่นหิน เขาหันกลับมามอง Aphrodite ที่ยืนหายใจหอบเล็กน้อย “สองชิ้นแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “เหลืออีกหนึ่ง”

“เราใกล้แล้ว” เธอตอบ ขณะที่เดินเข้าไปใกล้เขา “และเจ้าก็เริ่มชินกับการมีข้าอยู่เคียงข้างแล้วใช่ไหม?”

Valefor ไม่ตอบ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ

---

คืนนั้น หลังจากเก็บน้ำตาแห่งดวงดาวได้สำเร็จ ทั้งคู่ตั้งแคมป์พักใกล้ลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านหุบเขา น้ำใสสะท้อนแสงจันทร์ราวกับกระจกเงา Aphrodite นั่งลงบนโขดหิน ขณะที่ Valefor นั่งลับดาบของเขาอยู่ไม่ไกล ไฟจากกองไฟเต้นระยิบระยับ สร้างเงาที่โยกไหวบนใบหน้าของทั้งคู่

Aphrodite มองไปที่สายน้ำ แล้วตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อคลายความตึงเครียดของวันนี้ เธอลุกขึ้น คลายชุดคลุมบางเบาของเธอออกช้าๆ จนมันเลื่อนลงไปกองที่พื้น เผยให้เห็นเรือนร่างที่เปลือยเปล่าภายใต้แสงจันทร์ ผิวของเธอเรืองรองราวกับหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนกลีบดอกไม้ เธอก้าวลงไปในลำธาร น้ำเย็นฉ่ำสัมผัสผิวของเธอ ทำให้เธอสูดหายใจเบาๆ

Valefor หยุดลับดาบทันที ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่เธอโดยไม่สามารถละสายตาได้ ความร้อนในร่างของเขาเริ่มแผ่ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “เจ้าทำอะไร?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง

“ข้าอยากรู้สึกถึงสายน้ำ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ขณะที่หันหน้ามามองเขา “เจ้าไม่คิดจะลงมาด้วยกันหรือ? หรือว่าเจ้าจะกลัวว่าน้ำจะดับไฟในตัวเจ้า?”

Valefor วางดาบลง เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ลำธาร “ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” เขาพูด ก่อนจะถอดเสื้อเกราะหนักของเขาออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและรอยแผลเป็นที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เขาก้าวลงไปในน้ำ เดินเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว

น้ำเย็นไหลผ่านร่างของทั้งคู่ แต่ความร้อนจากตัวของ Valefor กลับทำให้ลำธารอุ่นขึ้น Aphrodite ยื่นมือไปแตะที่อกของเขา นิ้วของเธอลูบไล้ไปตามรอยแผลเป็น “เจ้าแข็งแกร่งเหลือเกิน” เธอพูดเบาๆ “แต่ข้าสงสัยว่าในความแข็งแกร่งนี้ มีที่ว่างให้อะไรที่อ่อนโยนบ้างไหม?”

Valefor จับข้อมือของเธอไว้แน่น แต่เขาไม่ผลักเธอออก “เจ้ากำลังยั่วข้าอีกแล้ว” เขาพูด ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยความปรารถนาที่เขาไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป

“และถ้าข้ายั่วเจ้า เจ้าจะทำอะไร?” เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของเธอสัมผัสใบหน้าของเขา

Valefor ไม่ตอบด้วยคำพูด เขาดึงเธอเข้ามาใกล้ ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันท่ามกลางสายน้ำ ผิวหนังที่สัมผัสกันสร้างความร้อนที่แผ่ออกมาราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ เขาก้มลงจูบเธออย่างดุดันแต่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย Aphrodite ตอบรับด้วยความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยพลัง เสียงน้ำกระเซ็นเบาๆ ผสมกับลมหายใจที่ถี่ขึ้นของทั้งคู่กลายเป็นบทเพลงแห่งค่ำคืน

ในขณะนั้น ไม่มีคำพูดใดๆ ที่จำเป็น ทั้งคู่ปล่อยให้ร่างกายและหัวใจนำทาง และใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ทั้งสองรู้ว่าพวกเขาได้ข้ามเส้นบางอย่างที่ไม่อาจย้อนกลับได้

---

♦ ตอนที่ 4: เจ็ดวันแห่งเพลิงปรารถนา

ท้องฟ้าของ Twilight Realm ถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้มราวกับผืนผ้าที่ถูกชุบด้วยน้ำหมึกแห่งราตรี ดวงดาวระยิบระยับราวกับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นจากสวรรค์ บริเวณเชิงเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกหนาที่ยอดของป่าสนโบราณ มีวิหารรกร้างตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงัด เสาหินที่แตกร้าวและผนังที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์เลื้อยบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านมานับพันปี ตรงกลางของวิหารมีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยไหม้เก่าแก่ และบนแท่นนั้นวาง ลูกแก้วแห่งวิญญาณ—สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายที่ Duke Valefor ต้องการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพันธะแห่งแหวนโซโลมอน

Aphrodite ยืนอยู่เคียงข้างเขา เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวตามสายลมเย็น ชุดคลุมบางเบาของเธอที่เลื่อนไหลตามเรือนร่างเผยให้เห็นผิวขาวนวลที่เรืองรองราวกับแสงจันทร์ เธอมองไปที่ลูกแก้วด้วยแววตาที่ทั้งโล่งใจและตื่นเต้น การเดินทางอันยาวนานของพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ในใจของเธอ ความรู้สึกที่มีต่อ Valefor ได้เติบโตจนกลายเป็นเปลวไฟที่ไม่อาจดับลงได้ เธอรู้ว่าเมื่อพิธีนี้เสร็จสิ้น เธอจะต้องจากเขาไปเพื่อตามหาความรู้จากปีศาจตนอื่นๆ เพื่อชุบชีวิต Adonis แต่ในขณะนี้ เธอต้องการให้ช่วงเวลานี้เป็นของเธอกับเขาเพียงสองคน

Valefor วางมงกุฎแห่งไฟนิรันดร์และน้ำตาแห่งดวงดาวลงบนแท่นบูชาเคียงข้างลูกแก้วแห่งวิญญาณ ร่างสูงใหญ่ของเขายืนนิ่ง ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาจ้องมองไปที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน—ความหวัง ความโกรธ และบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาหันมามอง Aphrodite “ถึงเวลาแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าจะได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการจากข้า และข้าก็จะเป็นอิสระ”

Aphrodite ก้าวเข้าไปใกล้ “แต่ก่อนที่เราจะเริ่ม ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่า...การเดินทางครั้งนี้เปลี่ยนข้าไป เจ้าไม่ใช่แค่ปีศาจที่ข้าต้องการความรู้จากอีกต่อไป เจ้าเป็นมากกว่านั้นสำหรับข้า”

Valefor เงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยอารมณ์ที่เขาไม่อาจระบุได้ “เจ้ากำลังพูดถึงความรักอีกแล้วใช่ไหม? ข้าบอกเจ้าแล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเข้าใจ”

“บางทีเจ้าไม่ต้องเข้าใจมัน” เธอยิ้มอ่อนโยน “แค่รู้สึกถึงมันก็พอ”

---

พิธีปลดปล่อยเริ่มต้นขึ้น Valefor ยกมือทั้งสองขึ้น สวดมนต์โบราณด้วยภาษาที่ลึกซึ้งและดิบเถื่อน คำพูดของเขาดังก้องราวกับเสียงฟ้าผ่าที่ตัดผ่านความเงียบของวิหาร แสงสีแดงเข้มพุ่งออกจากร่างของเขา หมุนวนไปรอบๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม มงกุฎเริ่มลุกไหม้ด้วยเปลวไฟที่ไม่ร้อน น้ำตาแห่งดวงดาวส่องสว่างราวดวงดาวที่ตกลงมาจากฟ้า และลูกแก้วแห่งวิญญาณสั่นสะเทือนราวกับมีวิญญาณนับพันกรีดร้องอยู่ภายใน

แต่แล้ว ร่างของ Valefor ก็สั่นสะท้าน เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง หยาดเหงื่อสีดำไหลลงจากหน้าผากของเขา เสียงคำรามแห่งความเจ็บปวดดังออกจากลำคอ Aphrodite รีบวิ่งเข้าไปหาเขา “เกิดอะไรขึ้น?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล

“พันธะ...มันต่อต้านข้า” เขากัดฟันพูด “มันเผาผลาญข้าจากข้างใน ข้าต้องการพลังมากกว่านี้เพื่อทำลายมัน”

Aphrodite มองไปที่เขา หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น เธอรู้ว่าพิธีนี้กำลังทำร้ายเขา และเธอไม่อาจทนเห็นเขาทนทุกข์ได้ เธอวางมือลงบนอกของเขา รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา “ข้าจะช่วยเจ้า” เธอพูด “ข้าจะมอบพลังของข้าให้”

“เจ้าไม่จำเป็นต้อง—” เขาพยายามโต้แย้ง แต่เธอส่ายหน้า

“ข้าต้องการทำ” เธอก้มลงจูบเขาที่หน้าผากเบาๆ “ปล่อยให้ข้าดูแลเจ้า แม้เพียงครั้งนี้”

Valefor ไม่ขัดขืนอีกต่อไป เขาดึงเธอเข้ามาใกล้ ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันท่ามกลางแสงที่หมุนวนของพิธี Aphrodite ปลดชุดคลุมของเธอออกช้าๆ ปล่อยให้มันร่วงลงสู่พื้นหินเย็น เผยให้เห็นเรือนร่างที่เปลือยเปล่าภายใต้แสงจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิวของเธอเรืองรองราวกับดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในความมืด เธอกอดเขาแน่น ปล่อยให้ความอบอุ่นจากร่างของเธอไหลเข้าสู่ตัวเขา

Valefor สูดหายใจลึก รู้สึกถึงพลังของเธาที่ซึมผ่านเข้าไปในร่างของเขา ความเจ็บปวดเริ่มบรรเทาลง แต่ความปรารถนากลับลุกโชนขึ้นแทน เขาดึงเธอลงไปนอนบนแท่นบูชา มือหนาของเขาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของร่างกายเธอด้วยความนุ่มนวลที่ไม่เคยมีมาก่อน “เจ้ากำลังมอบอะไรให้ข้ามากกว่าที่ข้าสมควรจะได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ข้ามอบสิ่งนี้ให้เจ้า เพราะข้าต้องการให้เจ้ามีชีวิตต่อไป” เธอตอบ ขณะที่ยกมือขึ้นลูบใบหน้าของเขา “เจ็ดวัน เจ็ดคืน ข้าจะอยู่กับเจ้า เพื่อให้เจ้าไม่ต้องเผชิญกับความมืดเพียงลำพัง”

---

เจ็ดวันเจ็ดคืนเริ่มต้นขึ้นบนแท่นบูชานั้น ท่ามกลางแสงที่หมุนวนของพิธีและความเงียบของวิหารรกร้าง ร่างของทั้งคู่ประสานกันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน Valefor จูบเธอด้วยความหิวกระหาย ริมฝีปากของเขาร้อนแรงราวกับเปลวไฟที่สัมผัสผิวอันเย็นฉ่ำของเธอ มือของเขาลูบไล้ไปตามเอวและสะโพกของเธอ รู้สึกถึงความนุ่มนวลที่ตัดกับความแข็งแกร่งของตัวเขาเอง Aphrodite ตอบรับด้วยความอ่อนโยนแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง เธอกอดเขาแน่น ปล่อยให้ลมหายใจของเธอผสมกับลมหายใจของเขา เสียงหัวใจที่เต้นถี่ของทั้งคู่กลายเป็นจังหวะที่สอดประสานกัน

แสงจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามส่องสว่างรอบตัวพวกเขา สร้างเงาที่โยกไหวราวกับภาพวาดแห่งโชคชะตา กลิ่นดอกไม้ป่าที่ลอยมาจากภายนอกผสมกับกลิ่นกำมะถันจากร่างของ Valefor กลายเป็นกลิ่นที่ชวนให้ลุ่มหลง Aphrodite รู้สึกถึงความร้อนจากตัวเขาที่แผ่ออกมาราวกับเตาไฟ แต่แทนที่จะผลักไส มันกลับดึงเธอให้ลึกเข้าไปในอ้อมกอดของเขา เธอกระซิบคำหวานข้างหูเขา “เจ้าแข็งแกร่งเหลือเกิน แต่ในความแข็งแกร่งนี้ ข้าพบความอ่อนโยนที่เจ้าไม่เคยยอมรับ”

Valefor ไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขากอดเธอแน่นขึ้น ร่างของเขากดทับเธอลงบนแท่นหิน ความเย็นของหินตัดกับความร้อนจากร่างกายของทั้งคู่ เขาจูบลงไปที่คอของเธอ รู้สึกถึงชีพจรที่เต้นระรัวใต้ผิวหนังบาง เขากัดเบาๆ ที่ไหล่ของเธอ ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เพื่อแสดงถึงความปรารถนาที่ไม่อาจควบคุมได้ Aphrodite ครางเบาๆ เสียงของเธอเหมือนสายลมที่พัดผ่านใบไม้ สัมผัสของเธอที่ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างของเขาทำให้เขาสั่นสะท้าน

ทุกสัมผัส ทุกการเคลื่อนไหว เป็นเหมือนบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นด้วยร่างกายและจิตวิญญาณ เสียงลมหายใจที่ถี่ขึ้นผสมกับเสียงครางแผ่วเบาเติมเต็มความว่างเปล่าของวิหาร เจ็ดวันเจ็ดคืนนั้นไม่ใช่แค่การปลดปล่อยพันธะของ Valefor แต่เป็นการปลดปล่อยบางสิ่งในหัวใจของทั้งคู่—ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่ารักจะอธิบายได้

ในคืนสุดท้าย เมื่อแสงจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามรวมตัวกันเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์และพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของ Valefor สั่นสะท้านครั้งสุดท้าย พันธะแห่งแหวนโซโลมอนแตกสลาย เขาคำรามลั่นด้วยความรู้สึกที่ปะปนระหว่างอิสรภาพและความว่างเปล่า Aphrodite โอบกอดเขาจากด้านหลัง มือของเธอวางลงบนอกของเขาเพื่อปลอบโยน

“เจ้าเป็นอิสระแล้ว” เธอกระซิบ “และข้าจะจดจำเจ็ดวันนี้ไปตลอดกาล”

Valefor หันมามองเธอ ดวงตาของเขาอ่อนโยนลงเป็นครั้งแรก “เจ้าก็เช่นกัน เทพี ข้าจะไม่ลืมเจ้า”

ทั้งคู่นอนกอดกันบนแท่นบูชานั้นจนแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงมา วิหารรกร้างที่เคยเงียบสงัดถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นของสองดวงใจที่พบกันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ลึกซึ้งเกินกว่าจะลืมเลือน

---

♦ ตอนที่ 5: สัญญาใต้แสงจันทร์

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของวิหารรกร้างใน Twilight Realm ทอประกายสีทองอ่อนลงบนพื้นหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเถาวัลย์แห้งเหี่ยว ลมเย็นพัดพากลิ่นดอกไม้ป่ามาจากทิวเขาที่ทอดยาวไกลสุดสายตา เงาของ Duke Valefor ทอดยาวบนพื้น ร่างสูงใหญ่ของเขายืนนิ่งราวกับรูปสลักที่ถูกปั้นจากหินภูเขาไฟ ดวงตาสีแดงเพลิงที่ครั้งหนึ่งเคยลุกโชนด้วยความโกรธและความเจ็บปวด บัดนี้สงบนิ่งราวกับเปลวไฟที่มอดลง เขาสูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงอิสรภาพที่ไหลเวียนในร่างกาย—พันธะแห่งแหวนโซโลมอนได้แตกสลายไปแล้ว หลังจากเจ็ดวันเจ็ดคืนที่เขากับ Aphrodite ร่วมกันต่อสู้และมอบทุกสิ่งให้แก่กัน

Aphrodite ยืนอยู่ไม่ไกล เส้นผมสีทองของเธอปลิวไหวตามสายลม ชุดคลุมบางเบาที่เธอสวมกลับคืนรัดรึงเรือนร่างอรชรของเธออีกครั้ง เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าที่เคยทำให้แม้แต่ปีศาจอย่าง Valefor ต้องยอมจำนน เธอมองไปที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความโหยหา เธอได้ในสิ่งที่ต้องการ—ความรู้ลึกลับจาก Valefor ที่จะช่วยให้เธอเริ่มต้นภารกิจชุบชีวิต Adonis ชายหนุ่มที่เธอเคยสาบานไว้กับแม่น้ำ Styx ว่าจะนำเขากลับมา แต่ในใจของเธอ บางสิ่งได้เปลี่ยนไป เธอรู้ว่า Valefor ไม่ใช่แค่ก้าวแรกในเส้นทางของเธอ เขาคือส่วนหนึ่งของหัวใจเธอที่เธอไม่อาจตัดทิ้งได้

“ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว” เสียงของ Aphrodite ดังขึ้นนุ่มนวลราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ “ข้ามีคำสาบานที่ต้องรักษา และยังมีปีศาจอีกเจ็ดสิบเอ็ดตนที่ข้าต้องตามหาเพื่อรวบรวมศาสตร์ที่ข้าต้องการ”

Valefor หันมามองเธอ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำผึ้งของเธอ “เจ้ากำลังจะทิ้งข้าไปเพื่อมนุษย์ผู้นั้นงั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่เขาไม่เคยยอมรับมาก่อน

Aphrodite เดินเข้าไปใกล้เขา มือเรียวนุ่มของเธอยกขึ้นวางลงบนอกกว้างของเขา “ข้าไม่เคยทิ้งเจ้า Valefor ข้าต้องไปเพราะข้าติดพันธะ แต่หัวใจของข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้าเสมอ” เธอยิ้มอ่อนโยน “และข้าสัญญาว่าจะกลับมาหาเจ้า ทุกๆ ปี ข้าจะมาอยู่กับเจ้าเจ็ดวันเจ็ดคืน เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาที่เราขาดหาย”

Valefor จับมือของเธอไว้แน่น มือหยาบกร้านของเขาตัดกับความนุ่มนวลของเธอ “เจ็ดวันต่อปีงั้นหรือ? เจ้าคิดว่านั่นจะเพียงพอสำหรับข้า?”

“มันจะต้องเพียงพอ” เธอตอบ ขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของเธอสัมผัสใบหน้าของเขา “เพราะมันคือสัญญาของข้า และข้าจะไม่ทำให้เจ้ารู้สึกโดดเดี่ยวอีก”

---

ค่ำคืนนั้น ทั้งคู่ตัดสินใจใช้เวลาสุดท้ายก่อนการจากลากันที่ลานโล่งนอกวิหาร แสงจันทร์สาดส่องลงมาเต็มดวงราวกับเป็นพยานแห่งคำสัญญา Valefor จุดกองไฟขนาดเล็ก เปลวไฟเต้นระยิบระยับ สร้างเงาที่โยกไหวบนใบหน้าของทั้งคู่ Aphrodite นั่งลงข้างเขา ศีรษะของเธอเอนพิงไหล่กว้างของเขา เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างของเขาที่แผ่ออกมา—ไม่ใช่แค่ความร้อนจากไฟในตัวเขา แต่เป็นความอบอุ่นของหัวใจที่เริ่มเปิดรับเธอ

“เจ้าเคยบอกข้าว่าความรักคือความอ่อนแอ” เธอพูดเบาๆ ขณะที่มองไปยังเปลวไฟ “ตอนนี้เจ้ายังคิดอย่างนั้นอยู่ไหม?”

Valefor เงียบไปชั่วขณะ เขามองไปที่ดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า “ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร” เขายอมรับ “แต่วันนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่แค่เทพีที่ยั่วเย้าและต่อรองกับข้า เจ้าเป็นคนที่ทำให้ข้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน—ไม่ใช่โซ่ตรวน แต่เป็น...อะไรสักอย่างที่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตต่อไป”

Aphrodite หันมามองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข “นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้ารู้สึก Valefor ไม่ใช่แค่การเป็นอิสระจากพันธะ แต่เป็นการเป็นอิสระที่จะรู้สึกถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต”

Valefor ดึงเธอเข้ามากอด ร่างของเธอแนบชิดกับเขา เขาก้มลงจูบเธอที่หน้าผากเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความหิวกระหายอย่างที่เคยเป็น แต่ด้วยความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี “เจ้าเปลี่ยนข้า เทพี” เขากระซิบ “และข้าจะรอเจ้า ทุกๆ ปี จนกว่าวันที่เจ้าไม่ต้องจากข้าไปอีก”

Aphrodite ยิ้มให้เขา น้ำตาแห่งความสุขหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของเธอ “ข้าจะกลับมาเสมอ ข้าสัญญา”

---

เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มปรากฏที่ขอบฟ้า Aphrodite ลุกขึ้นยืน เธอหันกลับมามอง Valefor เป็นครั้งสุดท้าย เขายืนนิ่ง มือของเขากำดาบยักษ์ที่วางพาดบ่าเหมือนเช่นเคย แต่สายตาของเขาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความหวัง—ไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างที่เคยเป็น เธอยกมือโบกให้เขาเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ร่างของเธอค่อยๆ เลือนหายไปในหมอกยามเช้า

Valefor มองตามเธอไปจนร่างของเธอหายลับ เขาสูดหายใจลึก รู้สึกถึงอากาศเย็นที่ไหลเข้าสู่ปอด อิสรภาพของเขาไม่ได้มาจากการแตกสลายของพันธะเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากเธอ—ผู้ที่ทำให้เขาเห็นว่าชีวิตมีค่ามากกว่าการต่อสู้และความโกรธ เขาหันกลับไปที่วิหารรกร้าง วางดาบลงบนพื้นหิน และนั่งลงมองท้องฟ้าที่กำลังสว่างขึ้น

ในใจของเขา เขานับวันรอคอย—หนึ่งปีจากนี้ เธอจะกลับมา และเขาจะได้พบกับเจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งความอบอุ่นอีกครั้ง เขายิ้มให้ตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบพันปี—รอยยิ้มที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย

ส่วน Aphrodite ขณะที่เธอก้าวเดินออกจาก Twilight Realm หัวใจของเธอเต็มไปด้วยพลังและความหวัง เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอยังไม่จบ และ Valefor เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอมีสัญญาที่จะยึดเหนี่ยว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ภายใต้แสงตะวันแรกของวันใหม่ ทั้งเทพีและปีศาจต่างพบกับความสงบในใจ—ไม่ใช่จุดจบที่น่าเศร้า แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ และคำสัญญาที่จะไม่มีวันแตกสลาย

---


จบภาค

(จาก 72 ภาคจบบริบูรณ์)


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

Popular Posts