* กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกเลยจ้าา *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Thursday, February 27, 2025

The 72 Nights in the Twilight Realm [06]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(Duke Valefor)

ค่ำคืนแห่งเปลวไฟและสายลม

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

---

แสงสุดท้ายของดวงตะวันสีทองแดงจมลงสู่ขอบฟ้า ดินแดนสนธยาค่ำนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกบางเบา ราวกับผ้าคลุมไหมที่ลอยพลิ้วไปตามสายลมอุ่น กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นกำยานโบราณลอยคละคลุ้งในอากาศ อโฟรไดท์ย่างกรายฝ่าเงามืดของป่าโบราณ มวลหมอกลูบไล้ผิวอันเปลือยเปล่าบางส่วนของเธอราวสัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบแต่เร่าร้อน เสื้อคลุมผ้าไหมสีครีมของเทพีแห่งโอลิมปัสปลิวไสว เผยให้เห็นเรียวขาขาวนวลที่ส่องประกายระยิบใต้แสงจันทร์เสี้ยว เธอหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานที่หนักหน่วง ดิบเถื่อน และคุ้นเคย—พลังของปีศาจตนที่หกแห่งโซโลมอน Duke Valefor.

“เจ้าอยู่ที่นี่สินะ” เสียงของอโฟรไดท์ดังก้อง ทว่ามีน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันราวเสียงพิณที่กรีดผ่านความเงียบ “ข้าได้ยินเสียงลมหายใจของเจ้าแล้ว”

เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นจากม่านหมอก Valefor ไม่ใช่เพียงปีศาจที่มีพลังทำลายล้าง หากแต่เขาคือผู้นำกองทัพแห่งเงา ผู้รอบรู้ในศิลปะการต่อสู้และกลยุทธ์โบราณ ดวงตาสีแดงเพลิงของเขาจ้องมองอโฟรไดท์ราวกับจะเผาไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ผมสีดำสนิทยาวสยายปลิวไสวตามลม กรอบหน้าคมกริบราวถูกสลักจากหินอ่อน ทว่ารอยยิ้มที่ยกมุมปากนั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเย้ายวน เขาสวมเสื้อเกราะหนังสีดำที่รัดแน่นกับร่างกำยำ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งราวนักรบผู้ผ่านสมรภูมิมาแล้วนับร้อย

“เทพีแห่งโอลิมปัส” เสียงของ Valefor ดังทุ้มต่ำราวแผ่นดินที่สั่นสะเทือน “เจ้ามาหาข้าด้วยเหตุใดกัน? หรือว่าเจ้าเริ่มเบื่อหน่ายกับการล่อลวงเหล่าปีศาจตนก่อนหน้าแล้ว?”

อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นใสกระจ่างราวหยดน้ำที่กระทบผิวหิน เธอก้าวเข้าใกล้เขา กลิ่นหอมหวานจากร่างกายของเธอ—ดอกกุหลาบป่าผสมน้ำผึ้ง—ลอยไปแตะจมูกของ Valefor เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงจับจ้องเธอไม่วาง

“ข้ามิได้เบื่อหน่าย” เธอเอ่ย ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามขอบเกราะของเขา “แต่ข้าสงสัย ว่าเจ้าผู้เป็นนายแห่งกองทัพและสายลม จะยอมจำนนต่อพลังแห่งความรักของข้าได้หรือไม่”

Valefor หัวเราะดังก้อง ราวเสียงฟ้าคำราม “ความรัก? สิ่งนั้นคืออาวุธของเจ้า แต่สำหรับข้า มันคือเปลวไฟที่ข้าจะใช้จุดระเบิดทุกสิ่งให้มอดไหม้”

---

**ฉากแห่งค่ำคืน**  

ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางลานหินโบราณที่ถูกล้อมรอบด้วยเสาหินสูงตระหง่าน ตรงกลางคือแท่นบูชาที่ทำจากหินออบซิเดียนสีดำเงาวาว บนนั้นมีเปลวไฟสีน้ำเงินลุกไหม้อย่างลึกลับโดยไร้เชื้อเพลิง ลมพัดโหมกระหน่ำรอบตัว他们ราวกับเป็นเครื่องบรรเลงแห่งค่ำคืนอันร้อนแรง อโฟรไดท์นั่งลงบนขอบแท่นบูชา ขาข้างหนึ่งยกพาดไปอีกข้างอย่างเย่อหยิ่ง มือหนึ่งวางพิงแท่นหินเย็นเฉียบ ความร้อนจากเปลวไฟสีน้ำเงินลูบไล้ผิวของเธอจนรู้สึกถึงคลื่นแห่งความปรารถนาที่ไหลเวียนในเส้นเลือด

“เจ้าจะให้อะไรข้า หากข้าสอนศาสตร์แห่งสายลมและการต่อสู้แก่เจ้า?” Valefor ถาม ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวดวงดาวที่กำลังจะระเบิด เขาก้าวเข้าใกล้จนร่างของทั้งคู่เกือบสัมผัสกัน อากาศรอบตัวหนักอึ้งด้วยพลังงานที่ปะทะกัน—ความเย้ายวนของเธอปะทะความดิบเถื่อนของเขา

“ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าไม่เคยสัมผัส” อโฟรไดท์กระซิบ มือของเธอเลื่อนไปแตะที่แผ่นอกของเขา ผ่านรอยแยกของเกราะหนัง เธอสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวราวกลองศึก “ความรักที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงของเจ้า”

Valefor จับข้อมือของเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นทั้งหยาบกระด้างและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน “เจ้าคิดว่าเจ้าจะควบคุมข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

เธอยิ้มหวาน มืออีกข้างเลื่อนไปลูบไล้ที่ต้นคอของเขา ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมสีดำที่อ่อนนุ่มเกินคาด “ข้ามิได้ต้องการควบคุมเจ้า ข้าต้องการให้เจ้ายอมจำนนด้วยใจของเจ้าเอง”

---

**จุดเริ่มต้นของเปลวไฟ**  

Valefor ปล่อยข้อมือของเธอ แต่แทนที่จะถอยห่าง เขากลับก้มลงใกล้ใบหน้าของอโฟรไดท์ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขากระทบผิวแก้มของเธอ กลิ่นของเขา—กลิ่นโลหะผสมควันไฟ—โอบล้อมเธอราวเปลวเพลิงที่กำลังลุกโหม เขาจับคางของเธอเบาๆ บังคับให้เธอเงยหน้าสบตาเขา

“หากเจ้าต้องการศาสตร์ของข้า เจ้าจะต้องพิสูจน์ว่าเจ้ามีค่าพอ” เขากระซิบ เสียงนั้นทั้งท้าทายและยั่วยวน “ข้าจะไม่ยอมให้เทพีผู้สูงศักดิ์อย่างเจ้าได้มันไปง่ายๆ”

อโฟรไดท์ไม่ตอบด้วยคำพูด เธอเอียงศีรษะเข้าใกล้เขา จนริมฝีปากของทั้งคู่เกือบสัมผัสกัน ความรู้สึกตื่นเต้นพุ่งพล่านในอกของเธอราวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งใต้ฝ่ามือของเธอสั่นระริกเล็กน้อยเมื่อเธอเลื่อนมือลงไปตามลำตัวของเขา

“ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น” เธอพูด ก่อนจะกดริมฝีปากลงบนปากของเขา

จูบนั้นร้อนแรงราวไฟป่าที่ลุกลามอย่างไม่อาจควบคุมได้ Valefor ตอบสนองด้วยความดุดัน ฝ่ามือใหญ่ของเขาจับที่เอวของเธอ ดึงร่างของเธอให้แนบชิดกับเขา อโฟรไดท์สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของร่างกายที่กดทับเธอ กลิ่นควันไฟจากตัวเขาผสมกับกลิ่นหอมหวานของเธอจนกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและเมามาย เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังระงม เสื้อคลุมของอโฟรไดท์เลื่อนหลุดจากไหล่ เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่ส่องประกายใต้แสงไฟสีน้ำเงิน

---

**การเต้นรำแห่งปรารถนา**  

Valefor ผลักเธอลงนอนบนแท่นบูชา หินเย็นเฉียบสัมผัสกับแผ่นหลังของเธอ ขณะที่ร่างของเขาทาบทับลงมา ความร้อนจากตัวเขาคือสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเผาไหม้ทั้งเป็น เขาจูบลงที่ซอกคอของเธอ ปลายลิ้นร้อนผ่าวลากผ่านผิวของเธอราวเปลวไฟที่เลียโลม เสียงครางเบาๆ หลุดจากปากของอโฟรไดท์ เธอยกมือขึ้นโอบรอบคอของเขา นิ้วเรียวสอดเข้าไปในเส้นผมของเขา ดึงเขาลงมาใกล้ยิ่งขึ้น

“เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด” เขากระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงนั้นสั่นเครือด้วยความปรารถนาที่เขาเองก็ไม่อาจปิดบัง

“และเจ้าก็ร้อนแรงยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการ” เธอตอบ มือของเธอเลื่อนลงไปปลดเกราะหนังของเขาออก เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสงคราม—ร่องรอยของความดิบเถื่อนที่เธอหลงใหล เธอใช้ปลายนิ้วลากผ่านรอยแผลเหล่านั้น ราวกับกำลังวาดภาพแห่งความรักลงบนผืนผ้าที่ขรุขระ

ทั้งคู่เคลื่อนไหวราวการเต้นรำที่เร่าร้อนและอันตราย เสียงลมรอบตัวดังคำรามราวกำลังเชียร์ให้ทั้งสองปลดปล่อยทุกสิ่งที่ซ่อนไว้ Valefor จับขาของเธอยกขึ้นพาดที่สะโพกของเขา มือของเขาลูบไล้ไปตามเรียวขาของเธอ ความหยาบกระด้างของฝ่ามือตัดกับความนุ่มนวลของผิวเธออย่างลงตัว อโฟรไดท์โค้งตัวขึ้นรับสัมผัสนั้น เสียงหายใจของเธอเริ่มถี่กระชั้น

“บอกข้ามา” เขากระซิบ ดวงตาแดงเพลิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เจ้ารู้สึกถึงข้าหรือไม่?”

“ข้ารู้สึกถึงเจ้า” เธอตอบ “ทุกสัมผัส ทุกความร้อน ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจเจ้า”

---

**จุดสูงสุดแห่งค่ำคืน**  

ทั้งคู่ปลดปล่อยตัวเองสู่ห้วงแห่งความสุขที่รุนแรงและลึกล้ำ Valefor โอบกอดเธอแน่นราวกลัวว่าเธอจะหายไปเมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณปรากฏ อโฟรไดท์นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา หัวใจของเธอเต้นรัวไม่ต่างจากเขา กลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นควันและดอกไม้ยังคงลอยอบอวลรอบตัว他们

เมื่อลมหายใจของทั้งคู่สงบลง Valefor ลุกขึ้นนั่ง มือของเขายังคงวางอยู่บนไหล่ของเธอ “เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว” เขาเอ่ย เสียงนั้นนุ่มนวลผิดไปจากตอนแรก “ศาสตร์แห่งสายลมและการต่อสู้ของข้า เป็นของเจ้า”

อโฟรไดท์ยิ้ม มือของเธอแตะที่แก้มของเขา “และเจ้าก็ได้สิ่งที่เจ้าไม่เคยคาดฝัน—ความรักที่แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าก็ไม่อาจปฏิเสธ”

เขามองเธอเงียบๆ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “บางที เจ้าอาจเป็นเทพีที่อันตรายที่สุดที่ข้าเคยพบ”

“และเจ้าคือปีศาจที่ร้อนแรงที่สุดที่ข้าเคยสัมผัส” เธอตอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เสื้อคลุมของเธอถูกคลุมกลับเข้าที่อย่างสง่างาม “แต่ค่ำคืนนี้ยังไม่จบ ข้าจะรอเจ้าในสนธยาครั้งหน้า”

Valefor มองตามร่างของเธอที่ค่อยๆ จางหายไปในหมอก เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเขา—เปลวไฟที่ไม่ได้เผาไหม้เพื่อทำลาย แต่เพื่อให้ความอบอุ่นแทน

---

**ตอนจบอันอิ่มเอม**  

เมื่ออโฟรไดท์ก้าวออกจากลานหิน เธอรู้สึกถึงพลังแห่งสายลมที่ไหลเวียนในตัวเธอ—ของขวัญจาก Valefor แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกเต็มอิ่มในหัวใจ เธอพิสูจน์แล้วว่าแม้แต่ปีศาจที่ดิบเถื่อนที่สุดก็ยังโหยหาความรัก และเธอได้มอบมันให้เขา ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยการยอมให้เขาเลือกเอง

ค่ำคืนที่หกในดินแดนสนธยาจบลงด้วยความร้อนแรงและความอ่อนโยนที่ผสานกันอย่างลงตัว และในใจของเธอ เธอรู้ว่าการเดินทางเพื่อเผชิญหน้ากับปีศาจตนต่อไปกำลังรออยู่—พร้อมกับบทเรียนใหม่ และค่ำคืนใหม่ที่รอให้เธอจุดไฟแห่งความรักอีกครั้ง

--- 

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

The 72 Nights in the Twilight Realm [05]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹
The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(President Marbas)

เปลวไฟแห่งมาร์บาส

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

---

ดวงตะวันสีทองแดงลับขอบฟ้า ดินแดนสนธยาคลายตัวจากแสงสว่าง กลายเป็นอาณาจักรแห่งเงามืดที่ลึกลับและชวนหลงใหล อากาศเย็นเยียบปะปนกลิ่นดอกไม้ป่าปนเปื้อนความร้อนระอุจากใต้พื้นดินราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตโบราณ Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงามก้าวย่างอย่างสง่างามบนเส้นทางหินสีดำขลับ ร่างของเธอสวมชุดคลุมบางเบาสีขาวบริสุทธิ์ที่ลู่ลมเผยให้เห็นผิวกายเนียนนุ่มราวหยกขาว ผมสีทองประดุจแสงอาทิตย์ไหลพลิ้วตามสายลม เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานดิบเถื่อนที่แผ่ออกมาจากทั่วทุกทิศ รุนแรงและเย้ายวนราวกับคำเชิญชวนที่ไม่อาจปฏิเสธ  

เป้าหมายของเธอในค่ำคืนนี้คือ *President Marbas* ปีศาจลำดับที่ห้าจาก 72 ตนแห่งโซโลมอน ผู้ปกครองกองทัพแห่งเปลวไฟและความรู้ลึกซึ้ง ผู้ที่ตำนานเล่าขานว่าเป็นนักรบสูงศักดิ์และนักปราชญ์ที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงในอำนาจและความงาม เขาคือหนึ่งในผู้ทรงพลังที่สุดในดินแดนสนธยา และ Aphrodite รู้ดีว่า การเผชิญหน้ากับเขาคือการท้าทายทั้งหัวใจและร่างกายของเธอ  

เมื่อเธอก้าวเข้าสู่ปราสาทหินสีนิลที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางหมอกควันสีเทาเข้ม ประตูสูงใหญ่เปิดออกด้วยเสียงครูดหินที่ดังก้องราวคำรามของมังกร ภายในโถงกว้างขวาง เสียงน้ำหยดจากเพดานหินปูนดังติ๋งๆ สะท้อนกับแสงไฟจากคบเพลิงที่ลุกโชนตามผนัง ความร้อนจากเปลวไฟนั้นแผ่ออกมาโอบล้อมร่างเธอราวสัมผัสของคนรักที่กระหายหิว เธอสูดลมหายใจลึก รู้สึกถึงกลิ่นกำมะถันผสมกลิ่นหนังสัตว์และเครื่องเทศที่เร่าร้อนในโพรงจมูก  

“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงทุ้มลึกดังก้องจากบัลลังก์หินที่ตั้งอยู่ปลายโถง  

Aphrodite หันมองไปยังที่มาของเสียงนั้น President Marbas นั่งอยู่ที่นั่น ร่างกายกำยำสูงใหญ่ราวเทวรูปที่ถูกปั้นจากหินภูเขาไฟ ผิวสีทองแดงเข้มเป็นมันวาวสะท้อนแสงไฟ ดวงตาคู่หนึ่งสีเหลืองอำพันลุกไหม้ราวเปลวเพลิงจ้องมองเธอด้วยความเย่อหยิ่งและความอยากรู้ ผมสีดำสนิทยาวสยายปกคลุมไหล่กว้าง เขาสวมเกราะหนังสีเข้มที่เผยกล้ามเนื้อแน่นตึง และที่หน้าผากมีเขาคู่หนึ่งโค้งงามราวมงกุฎแห่งอำนาจ เขาคือภาพของความป่าเถื่อนที่ได้รับการขัดเกลาด้วยความสง่างาม  

“ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยพลัง “และเพื่อมอบบางสิ่งที่เจ้าปรารถนาเป็นการตอบแทน”  

Marbas ยกยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่แวววาว “สิ่งที่ข้าปรารถนา? เทพีผู้หยิ่งยโส เจ้าคิดว่าสามารถหยิบยื่นสิ่งใดให้ข้าได้งั้นหรือ?” เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์ ก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างามราวสิงโตที่กำลังล่าเหยื่อ ทุกย่างก้าวของเขาส่งกลิ่นไอร้อนแผ่ออกมาใกล้เธอมากขึ้น  

Aphrodite ไม่ขยับถอย เธอยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งท้าทายและยั่วยวน “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ศรัทธาในพลังของความรัก แต่ข้าจะพิสูจน์ว่าแม้แต่เปลวไฟที่ร้อนแรงที่สุดก็ยังโอนอ่อนต่อสัมผัสของมันได้”  

Marbas หยุดชะงักตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเขา เขาก้มลงมองใบหน้าสวยหวานของเธอ ดวงตาสีฟ้าครามของ Aphrodite สะท้อนแสงไฟจากดวงตาของเขา “เจ้ากล้าดีที่มาท้าทายข้าในอาณาเขตของข้า” เขากระซิบ เสียงของเขาคล้ายเสียงคำรามเบาๆ ที่สั่นสะเทือนถึงกระดูก “แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้า... หากเจ้าสามารถจุดไฟในตัวข้าได้ ข้าจะมอบความรู้โบราณที่เจ้าปรารถนาให้”  

เธอยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายราวดวงดาว “ดี ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ความรักไม่ใช่แค่คำหวาน หากแต่เป็นเปลวไฟที่เผาผลาญยิ่งกว่าไฟของเจ้าเสียอีก”  

---

ค่ำคืนนั้น โถงปราสาทกลายเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ที่ไม่มีเลือดเนื้อ มีเพียงเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชน Marbas พาเธอไปยังห้องลับใต้ดินของปราสาท ห้องที่เต็มไปด้วยพรมกำมะหยี่สีแดงเข้ม โต๊ะหินแกะสลัก และบ่อน้ำร้อนที่เดือดปุดๆ กลิ่นกำมะถันผสมกลิ่นดอกไม้ป่าลอยฟุ้งในอากาศ ไฟจากคบเพลิงส่องสว่างทั่วห้อง สะท้อนเงาของทั้งคู่บนผนังหิน  

“ที่นี่คือที่ที่ข้าทดสอบความจริง” เขากล่าว ขณะถอดเกราะหนังออกจนเผยให้เห็นร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสงคราม กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงแน่นราวถูกหล่อจากโลหะ เขาก้าวเข้าใกล้เธอ ดวงตาลุกวาวด้วยความหิวกระหาย “พิสูจน์คำพูดของเจ้าให้ข้าเห็น”  

Aphrodite ปลดชุดคลุมสีขาวลงช้าๆ ผ้าไหมบางเบาลื่นไหลลงสู่พื้นราวน้ำตกสีขาว ร่างเปลือยเปล่าของเธอส่องประกายราวไข่มุกท่ามกลางแสงไฟ ผิวเนียนนุ่มของเธอตัดกับความแข็งกร้าวของเขา เธอก้าวเข้าใกล้ วางฝ่ามือลงบนอกกว้างของเขา รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากผิวหนังและจังหวะหัวใจที่เต้นแรงราวกลองศึก  

“เจ้าจะรู้สึกถึงข้าก่อนที่ค่ำคืนนี้จะจบลง” เธอกระซิบ ก่อนก้มลงจูบที่อกของเขาเบาๆ รสเค็มของเหงื่อผสมกลิ่นเครื่องเทศจากผิวของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น  

Marbas คำรามเบาๆ ในลำคอ มือใหญ่ของเขาจับเอวบางของเธอไว้แน่นราวจะบดขยี้ แต่สัมผัสนั้นกลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด เขาก้มลงจูบเธอกลับอย่างดุดัน ปากร้อนผ่าวของเขาปะทะกับริมฝีปากนุ่มหวานของเธอ ลิ้นของเขาค้นหาและครอบครองราวนักรบที่ยึดเมือง ลมหายใจของทั้งคู่ผสานกันเป็นหนึ่ง ความร้อนจากร่างกายของเขาห่อหุ้มเธอราวเปลวไฟที่ลุกโชน  

ทั้งคู่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของความปรารถนา ร่างกายของ Aphrodite โค้งงอราวสายลมที่พัดผ่านเปลวไฟของ Marbas มือของเธอเลื่อนไล้ไปตามกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขา ขณะที่มือของเขาคลายความแข็งกร้าวลงเป็นสัมผัสที่ทั้งรุนแรงและอ่อนโยน เขากัดเบาๆ ที่ไหล่ของเธอ ทิ้งรอยแดงที่เผยให้เห็นความหิวกระหายที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา เสียงครางของเธอผสมกับเสียงคำรามของเขา ดังก้องไปทั่วห้องลับ  

น้ำในบ่อร้อนเดือดปุดๆ รอบตัวพวกเขา ไอร้อนลอยขึ้นมาปกคลุมทั้งคู่ราวหมอกแห่งความฝัน Aphrodite รู้สึกถึงพลังของ Marbas ที่แผ่ออกมาผสานกับพลังแห่งความรักของเธอ มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อครอบครอง หากแต่เป็นการเต้นรำของสองวิญญาณที่ต่างกันสุดขั้วแต่กลับกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์  

เมื่อถึงจุดสูงสุดของความร้อนแรง ร่างของทั้งคู่สั่นสะท้านราวภูเขาไฟที่ระเบิด Marbas โอบกอดเธอไว้แน่น ดวงตาสีเหลืองอำพันของเขาอ่อนลงเป็นครั้งแรก “เจ้า... ไม่เหมือนสิ่งใดที่ข้าเคยเผชิญ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า  

Aphrodite ยิ้ม มือของเธอลูบไล้ใบหน้าของเขา “และเจ้าก็ไม่เหมือนสิ่งใดที่ข้าเคยสัมผัส” เธอตอบ “แต่เราต่างจุดไฟในกันและกันแล้วมิใช่หรือ?”  

---

เช้าวันใหม่มาถึง ดินแดนสนธยาคลายตัวจากความมืด Marbas นั่งอยู่บนบัลลังก์ของเขา ข้างกายมี Aphrodite ที่นั่งเคียงกันราวราชินีแห่งเปลวไฟ เขามอบม้วนหนังสือโบราณให้เธอ ภายในบรรจุความรู้เรื่องการควบคุมกองทัพและการรักษาโรคภัยที่มนุษย์จะได้รับประโยชน์  

“เจ้าได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” เขากล่าว “แต่ข้าจะรอวันที่เจ้ากลับมาอีกครั้ง”  

Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงใสราวระฆัง “และข้าจะกลับมา เพราะเปลวไฟของเจ้ายังคงลุกไหม้ในตัวข้า” เธอจูบเขาอีกครั้ง เป็นจูบที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยคำสัญญา ก่อนที่เธอจะก้าวออกจากปราสาท มุ่งหน้าสู่ปีศาจตนต่อไป  

ในใจของเธอ ความรักไม่ใช่แค่ชัยชนะ หากแต่เป็นสะพานที่เชื่อมต่อแม้กระทั่งดวงวิญญาณที่ร้อนแรงและดิบเถื่อนที่สุด และค่ำคืนนี้ เธอรู้ว่าเธอได้ทิ้งร่องรอยไว้ในดวงใจของ Marbas เช่นเดียวกับที่เขาทิ้งไว้ในดวงใจของเธอ  

---  

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

The 72 Nights in the Twilight Realm [04]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(Marquis Samigina)

ค่ำคืนแห่งเปลวเพลิงและสายลม

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

---


แสงตะวันสีทองแดงลับขอบฟ้าไปแล้ว ดินแดนสนธยาที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์และนรกเริ่มคลายหมอกสีเงินออกเผยให้เห็นป่าโบราณอันมืดมิดและลึกลับราวกับมีชีวิต ใบไม้สีดำสนิทสั่นไหวราวกับกระซิบคำสาป ลมพัดผ่านพงไพรพาเอาความหนาวเย็นที่ตัดกับกลิ่นกำมะถันร้อนฉ่าในอากาศ Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงามยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าต้นโอ๊กขนาดมหึมา รากของมันแผ่ขยายราวกับหลอดเลือดของแผ่นดิน เปลือกไม้หยาบกร้านมีรอยไหม้จากเปลวไฟที่ไม่อาจดับได้ เธอสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากที่นี่—พลังของ Marquis Samigina ปีศาจตนที่สี่แห่งโซโลมอน ผู้ร่ำรู้ในศาสตร์แห่งสงครามและความลับของวิญญาณ  


ลมหายใจของเธอสั่นระริกเมื่อกลิ่นกำมะถันเข้มข้นขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทปรากฏขึ้นจากเงามืดราวกับถูกหล่อหลอมจากควันและเปลวไฟ ดวงตาของเขาสีแดงฉานราวกับถ่านที่กำลังลุกโชน ผมสีเงินยาวสลวยปลิวไสวตามสายลมราวกับสายลมแห่งความตายที่เขาเคยควบคุมในสนามรบ Samigina ไม่ใช่แค่ปีศาจ เขาคือแม่ทัพแห่งกองกำลังนับหมื่น เป็นนักปราชญ์ที่หยั่งรู้ถึงความลับของโลกและนรก และเหนือสิ่งอื่นใด เขาคือผู้ที่ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด—แม้แต่ความรัก  


“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงของเขาดังก้องลึกราวกับแผ่นดินที่กำลังแตกสลาย แต่แฝงด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยที่ทำให้หัวใจของ Aphrodite เต้นระรัว  


เธอยกยิ้มมุมปาก มือเรียวยาวลูบไปตามชายผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ปลิวไสว “ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากเจ้า Samigina ความรู้ของเจ้าจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ และข้าจะมอบสิ่งที่เจ้าปรารถนาเป็นการตอบแทน”  


Samigina หัวเราะลั่น เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงยอดไม้ “สิ่งที่ข้าปรารถนา? เจ้าคิดว่าเทพีแห่งความรักจะหยิบยื่นอะไรให้ข้าได้? ข้าไม่เชื่อในความรัก ไม่ศรัทธาในความอ่อนโยน ข้าต้องการเพียงชัยชนะและพลัง”  


Aphrodite ก้าวเข้าใกล้ กลิ่นหอมของดอกกุหลาบป่าจากร่างของเธอปะทะกับกลิ่นกำมะถันของเขา เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเพลิงนั้น “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น ว่าความรักสามารถเผาไหม้ได้ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟของเจ้า และลึกซึ้งยิ่งกว่าความลับที่เจ้ารู้”  


---


ค่ำคืนนั้น ดินแดนสนธยาเปลี่ยนไป ป่าโบราณถูกแทนที่ด้วยโถงหินสีดำขลับที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต เปลวไฟลุกโชนจากคบเพลิงที่ฝังตามผนัง สะท้อนแสงแดงฉานไปทั่วบริเวณ ตรงกลางโถงมีบัลลังก์ที่หล่อจากเหล็กและหินลาวา Samigina นั่งอยู่ที่นั่น ร่างกายกำยำภายใต้เกราะที่เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง เขามอง Aphrodite ที่เดินเข้ามาด้วยสายตาที่ทั้งท้าทายและหิวกระหาย  


เธอปลดผ้าคลุมสีขาวลงช้าๆ เผยให้เห็นชุดคลุมบางเบาสีทองที่โอบรัดเรือนรกายอันงดงามราวกับถูกปั้นแต่งจากแสงดาว ผ้าบางนั้นลู่ไปตามส่วนโค้งของสะโพกและหน้าอก ปลายผ้าปลิวไสวราวกับถูกสายลมแห่งความปรารถนาควบคุม Samigina หรี่ตามอง ร่างของเขานิ่งราวกับรูปปั้น แต่ดวงตาสีแดงฉานนั้นเริ่มลุกโชนด้วยไฟที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม  


“เจ้าจะมอบอะไรให้ข้า?” เขาถาม เสียงแหบพร่าด้วยความต้องการที่เขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธ  


Aphrodite เดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา เธอยื่นมือแตะที่เกราะตรงหน้าอกของเขา นิ้วเรียวลื่นไหลไปตามรอยแตกของเหล็กที่ยังคงร้อนระอุ “ข้าจะมอบค่ำคืนที่เจ้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน ค่ำคืนที่ไฟของเจ้าจะถูกจุดให้ลุกโชนยิ่งกว่าเปลวเพลิงแห่งนรก และสายลมของข้าจะพัดพาความรู้สึกที่เจ้าไม่เคยรู้จัก”  


Samigina จับข้อมือของเธอแน่น ความร้อนจากฝ่ามือของเขาทำให้ผิวของเธอรู้สึกเหมือนถูกเผา แต่เธอไม่ถอย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยสีฟ้าอ่อนสว่างวาบด้วยพลังแห่งความเย้ายวน “ปลดปล่อยตัวเองให้ข้า Samigina แล้วเจ้าจะได้เห็นว่าความรักไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือพลังที่สามารถทำให้แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าต้องยอมจำนน”  


---


ค่ำคืนนั้นกลายเป็นบทเพลงแห่งเปลวไฟและสายลม Samigina ลุกจากบัลลังก์ ร่างสูงใหญ่ของเขาโน้มลงมาเหนือ Aphrodite ราวกับเงามืดที่พร้อมกลืนกินแสงสว่าง เขาดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขน ฝ่ามือร้อนระอุลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของเธอ ผ้าบางสีทองถูกฉีกออกอย่างป่าเถื่อน เผยให้เห็นผิวขาวนวลที่ส่องสว่างตัดกับความมืดของโถงหิน เสียงผ้าขาดดังก้องผสมกับลมหายใจหนักหน่วงของเขา  


Aphrodite ไม่ได้ขัดขืน เธอยกมือขึ้นโอบรอบคอของเขา นิ้วเรียวสอดเข้าไปในเส้นผมสีเงินที่เย็นเยียบราวกับสายลมแห่งความตาย ปากของเธอประทับลงบนริมฝีปากของเขา รสชาติของกำมะถันและความขมของเหล็กปะทะกับความหวานของน้ำผึ้งจากลมหายใจของเธอ การจูบนั้นร้อนแรงและดิบเถื่อนราวกับสงครามระหว่างเทพและปีศาจ  


Samigina ผลักเธอลงบนพื้นหินที่ปูด้วยหนังสัตว์สีดำ ความเย็นของพื้นตัดกับความร้อนจากร่างของเขาที่ทาบทับลงมา เขาก้มลงกัดที่ไหล่ของเธอ แรงพอให้เกิดรอยแดงแต่ไม่ถึงกับเจ็บปวด เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกจากปากของ Aphrodite ทำให้ไฟในดวงตาของเขาลุกโชนยิ่งขึ้น “เจ้ามันบ้า” เขากระซิบ แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความยอมจำนนที่เขาไม่เคยยอมรับ  


เธอยิ้มหวาน มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อแขนของเขา อีกข้างเลื่อนลงไปปลดเกราะที่ปกป้องร่างกายส่วนล่างของเขาออก “ข้าไม่บ้า ข้าแค่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะจุดไฟในใจของเจ้าให้ลุกโชน”  


เมื่อเกราะหลุดออก ร่างกำยำของ Samigina ถูกเผยออกมาเต็มตา ความแข็งแกร่งและพลังดิบที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังสีซีดนั้นทำให้หัวใจของ Aphrodite เต้นระรัว เธอสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากทุกส่วนของเขา ราวกับเขาไม่ใช่แค่ปีศาจ แต่เป็นเปลวเพลิงที่มีชีวิต เขาดึงเธอแนบชิดอีกครั้ง มือใหญ่บีบเคล้นไปที่สะโพกของเธออย่างหิวกระหาย ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาพัดผ่านใบหูของเธอ “ถ้าข้าจะยอมจำนน ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกถึงนรกที่แท้จริง”  


และแล้ว ค่ำคืนนั้นก็กลายเป็นการเต้นระบำของไฟและสายลม ร่างของทั้งคู่ประสานกันราวกับถูกกำหนดมาให้เป็นคู่ต่อสู้และคู่รักในเวลาเดียวกัน เสียงครางของ Aphrodite ดังก้องผสมกับเสียงคำรามต่ำของ Samigina ความร้อนจากร่างของเขาผสมกับความเย็นจากลมหายใจของเธอสร้างความรู้สึกที่ทั้งเผาไหม้และปลอบประโลมในคราวเดียวกัน  


---


เมื่อแสงแรกของดินแดนสนธยาสาดส่องเข้ามาในโถงหิน Aphrodite นอนพิงอกของ Samigina ร่างของเธอเต็มไปด้วยรอยแดงจากสัมผัสอันร้อนแรงของเขา แต่ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจ เขายกมือขึ้นลูบผมสีทองของเธอช้าๆ ความอ่อนโยนที่ไม่เคยปรากฏในตัวเขามาก่อนหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว  


“เจ้าได้สิ่งที่ต้องการแล้วหรือยัง?” เขาถาม เสียงแหบพร่าแต่แฝงด้วยความอ่อนล้า  


Aphrodite เงยหน้าขึ้นมองเขา ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าได้ความรู้จากเจ้าแล้ว Samigina ความลับของสงครามและวิญญาณที่มนุษย์จะนำไปใช้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ข้าทำให้เจ้าเชื่อในความรัก ไม่ใช่หรือ?”  


Samigina เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “บางที เจ้าอาจจะพูดถูก เทพี” เขาก้มลงจูบหน้าผากของเธอเบาๆ ราวกับยอมรับพ่ายแพ้ในสงครามที่เขาไม่เคยคิดว่าจะแพ้  


Aphrodite ลุกขึ้นยืน รวบผ้าคลุมสีทองที่ขาดวิ่นมาพันรอบตัว เธอหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่ทั้งอ่อนโยนและท้าทาย “ข้าจะไปหาปีศาจตนต่อไป แต่จำไว้นะ Samigina ค่ำคืนนี้จะอยู่ในใจของเจ้าตลอดไป”  


Samigina มองตามร่างของเธอที่ค่อยๆ หายไปในหมอกสีเงิน ดวงตาสีแดงฉานของเขายังคงลุกโชน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรือความหิวกระหาย—มันคือไฟแห่งความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน และในใจลึกๆ เขารู้ว่าเขาจะไม่มีวันลืมค่ำคืนนี้  


---


Aphrodite เดินออกจากโถงหิน มุ่งหน้าสู่ดินแดนลึกเข้าไปในสนธยา หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยชัยชนะและความสุข เธอรู้ว่าปีศาจตนต่อไปรออยู่ และการเดินทางของเธอยังไม่สิ้นสุด แต่ค่ำคืนกับ Samigina ได้จุดไฟในตัวเธอเช่นกัน—ไฟที่ทั้งร้อนแรงและอ่อนหวาน ไฟที่บอกเธอว่า แม้แต่ในดินแดนแห่งความมืด ความรักก็ยังคงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

The 72 Nights in the Twilight Realm [03]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹
The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(Prince Vassago)

ความลุ่มหลงใต้แสงจันทร์กับ Prince Vassago

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

ค่ำคืนแห่งเปลวเพลิงและสายสัมพันธ์  

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’ : [72 ค่ำคืนในแดนสนธยา]


---


ท้องฟ้าในแดนสนธยาค่ำคืนนี้ถูกระบายด้วยสีน้ำเงินเข้มปนแดงราวกับเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลของเทวทูตที่ล่วงหล่น บรรยากาศอวลไปด้วยกลิ่นดินชื้นและกลิ่นเผ็ดร้อนของกำมะถันที่ลอยคละคลุ้งจากปล่องภูเขาไฟระยิบระยับในระยะไกล Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงามก้าวย่างอย่างสง่างามบนพื้นหินขรุขระ รองเท้าทองคำบางเบาของเธอสัมผัสพื้นเย็นยะเยือก สายลมพัดผ่านเส้นผมสีทองของเธอให้พลิ้วไหวราวคลื่นทะเลแห่งโอลิมปัส ดวงตาคู่สวยที่มักฉายแววหยิ่งยโสของเธอในขณะนี้กลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและไฟแห่งความท้าทายที่ลุกโชน


เธอมาถึงดินแดนของ *Prince Vassago* ปีศาจลำดับที่สามแห่ง 72 ตนของโซโลมอน ราชาแห่งความรู้ลับและกองทัพเงามืด ผู้ที่ตำนานเล่าขานว่าเป็นนักรบผู้รอบรู้ทั้งศาสตร์แห่งสงครามและมนต์ดำโบราณ เขาคือผู้บัญชาการกองทัพวิญญาณนับพันที่น่าสะพรึงกลัว และเป็นผู้ครอบครองสายตาที่สามารถมองทะลุจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้อย่างง่ายดาย Aphrodite ได้ยินชื่อเสียงของเขามาก่อน—ความดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในความสง่างาม ความร้อนแรงที่ควบคุมได้ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลม—และนั่นจุดประกายความปรารถนาในตัวเธอ ไม่ใช่เพียงเพื่อพิสูจน์พลังแห่งความรักของเธอ แต่เพื่อสัมผัสถึงเปลวไฟที่เขาครอบครอง


---


‘The 72 Nights in the Twilight Realm’ :  การเผชิญหน้าท่ามกลางเงามืด


ปราสาทของ Vassago ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินสีดำสนิท ผนังปราสาทถูกแกะสลักด้วยอักษรรูนโบราณที่เรืองแสงเป็นสีแดงเข้มราวกับมีชีวิต แสงจากคบเพลิงที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีน้ำเงินสะท้อนเงาของ Aphrodite บนกำแพงขณะที่เธอก้าวเข้าไปในโถงใหญ่ เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องในความเงียบ ก่อนที่ลมร้อนปนกลิ่นมัสก์เข้มข้นจะพัดผ่านใบหน้าของเธอ


“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงทุ้มต่ำที่ทั้งนุ่มนวลและเย็นชาดังขึ้นจากบัลลังก์หินที่ตั้งอยู่ปลายโถง Vassago นั่งอยู่ที่นั่น รูปกายของเขาแข็งแกร่งราวกับถูกหล่อหลอมจากเหล็กกล้า ผิวสีทองแดงของเขาสะท้อนแสงไฟอย่างน่าหลงใหล ดวงตาคู่หนึ่งที่ลุกโชนด้วยสีเขียวมรกตจ้องมองเธออย่างไม่ละสาย เขาสวมชุดเกราะสีดำที่ประดับด้วยหนามแหลมคม แต่ท่าทางของเขากลับสงบเยือกเย็นราวกับพายุที่รอวันระเบิด


Aphrodite ยิ้มมุมปาก ความมั่นใจฉายชัดในแววตา “ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากเจ้า Prince Vassago ความรู้โบราณที่เจ้าครอบครอง และบางที...อาจมอบสิ่งที่เจ้าปรารถนาเป็นการตอบแทน”


Vassago หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทั้งเยาะเย้ยและเย้ายวน “สิ่งที่ข้าปรารถนา? เจ้าคิดว่าเทพีแห่งความรักจะมอบสิ่งที่ข้าต้องการได้งั้นหรือ? ข้าไม่เชื่อในความรัก ความปรารถนาของข้ามีเพียงอำนาจ ความรู้ และชัยชนะ”


เธอก้าวเข้าใกล้เขา ชายผ้าคลุมบางเบาของเธอปลิวไหวตามสายลมร้อน “เจ้าไม่เชื่อในความรัก เพราะเจ้าไม่เคยสัมผัสมันอย่างแท้จริง ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้าก็ไม่อาจต้านทานพลังของมันได้”


---


‘The 72 Nights in the Twilight Realm’ :  เปลวไฟแห่งการดึงดูด


Vassago ลุกขึ้นจากบัลลังก์ ร่างสูงใหญ่ของเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ออกมาจน Aphrodite รู้สึกถึงไอร้อนที่สัมผัสผิวของเธอราวกับถูกเลียด้วยลิ้นของเปลวไฟ เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับพยายามฉีกกระชากจิตวิญญาณของเธอออกมา


“เจ้ากล้าท้าทายข้าในแดนของข้าเองงั้นหรือ?” เขากระซิบ เสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยอันตราย “ถ้าข้าต้องการอะไรจากเจ้า มันจะไม่ใช่คำหวานหรือคำสัญญาเลื่อนลอย”


Aphrodite ไม่ถอย เธอยื่นมือแตะที่แผ่นอกของเขา นิ้วเรียวยาวสัมผัสเกราะเย็นเยือก แต่ใต้เกราะนั้นเธอรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงราวกับกลองศึก “แล้วเจ้าต้องการอะไรจากข้า?”


เขาจับข้อมือของเธอแน่น แรงบีบนั้นทั้งดุดันและน่าหลงใหล “ข้าต้องการสัมผัสถึงไฟที่เจ้าเก็บซ่อนไว้ เทพี ข้าต้องการรู้ว่าเจ้ามีพลังมากพอที่จะจุดประกายแม้แต่จิตวิญญาณที่เย็นชาของข้าได้หรือไม่”


คำพูดของเขาทำให้หัวใจของ Aphrodite เต้นรัว เธอไม่เคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ทั้งท้าทายและดึงดูดเธอได้มากขนาดนี้ เธอปล่อยพลังของเธอออกมา—กลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบป่าผสมกับความร้อนแรงของความปรารถนาที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอ—มันลอยวนรอบตัว Vassago ดึงดูดเขาให้เข้าใกล้ยิ่งขึ้น


เขาปล่อยข้อมือของเธอ แล้วจับใบหน้าของเธอแทน นิ้วที่หยาบกร้านจากสงครามสัมผัสผิวเนียนนุ่มของเธออย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลาย “เจ้ามีกลิ่นของความอันตราย เทพี” เขากล่าว “แต่ข้าชอบมัน”


---


‘The 72 Nights in the Twilight Realm’ :  ค่ำคืนแห่งสัมผัสและการยอมจำนน


ทั้งสองเคลื่อนเข้าหากันราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ ปากของ Vassago ประทับลงบนริมฝีปากของ Aphrodite ด้วยความหิวกระหาย รสชาติของเขาคือส่วนผสมของเหล้าองุ่นเก่าแก่และควันจากไฟที่ไม่เคยมอดดับ ลิ้นของเขาค้นหาเธอด้วยความดิบเถื่อน แต่แฝงไปด้วยความชำนาญที่ทำให้เธอตัวสั่นสะท้าน


Aphrodite ผลักเขาลงบนบัลลังก์หินอีกครั้ง คราวนี้เธอเป็นฝ่ายคร่อมร่างของเขา ชายผ้าคลุมของเธอร่วงหล่นลงเผยให้เห็นผิวสีงาช้างที่เรืองรองใต้แสงไฟสีน้ำเงิน เธอสัมผัสถึงความร้อนจากร่างกายของเขาที่ซึมผ่านเกราะ กล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขาตึงแน่นใต้ฝ่ามือของเธอขณะที่เธอปลดเกราะของเขาออกทีละชิ้น


“เจ้าจะยอมจำนนต่อข้าไหม ปีศาจ?” เธอกระซิบข้างหูของเขา ลมหายใจอุ่นของเธอทำให้ขนที่ต้นคอของเขาลุกชัน


Vassago หัวเราะในลำคอ “ข้าไม่เคยยอมจำนน แต่ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ชนะในคืนนี้... ถ้าเจ้าทำให้ข้าประทับใจ”


เธอไม่ตอบด้วยคำพูด แต่ด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกาย นิ้วของเธอลากผ่านรอยแผลเป็นบนหน้าอกของเขา ริมฝีปากของเธอประทับลงบนผิวที่ร้อนผ่าวนั้น เสียงครางต่ำจากลำคอของ Vassago ดังขึ้นเมื่อเธอเคลื่อนตัวลงไปเรื่อยๆ ความเย็นจากลมหายใจของเธอตัดกับความร้อนจากร่างของเขา สร้างความรู้สึกที่ทั้งทรมานและเร้าใจ


ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการเต้นรำแห่งเปลวไฟและความปรารถนา ร่างของทั้งคู่พันผสานกันท่ามกลางแสงเงาของปราสาทหิน Vassago ปลดปล่อยความดิบเถื่อนของเขาออกมาเต็มที่ แต่ Aphrodite ควบคุมมันได้ด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลและพลังแห่งความรักที่ไม่อาจต้านทาน เสียงหายใจถี่รัวของทั้งคู่ผสานกับเสียงลมที่พัดผ่านโถงใหญ่ กลิ่นของเหงื่อและกลิ่นหอมหวานของเธอคละคลุ้งไปทั่ว


---


‘The 72 Nights in the Twilight Realm’ :  รุ่งอรุณแห่งความเข้าใจ


เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านหน้าต่างหินของปราสาท Aphrodite นอนพิงอกของ Vassago บนบัลลังก์ที่ครั้งหนึ่งเคยเย็นชา ร่างของเธอโอบกอดด้วยแขนแข็งแกร่งของเขา เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป—จากความเย้ยหยันกลายเป็นความเคารพ และบางทีอาจมีความอบอุ่นที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน


“เจ้าเก่งกาจกว่าที่ข้าคิด เทพี” เขากล่าว เสียงของเขานุ่มนวลกว่าที่เคย “ข้าจะมอบความรู้เรื่องการควบคุมกองทัพวิญญาณให้เจ้า เป็นของขวัญสำหรับค่ำคืนนี้”


Aphrodite ยิ้ม “และข้าจะทิ้งร่องรอยของความรักไว้ในใจเจ้า เพื่อให้เจ้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่พลังของมันไม่อาจสัมผัสได้”


ทั้งคู่แยกจากกันในยามเช้า Aphrodite เดินออกจากปราสาทด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ไม่เพียงเพราะชัยชนะ แต่เพราะเธอได้สัมผัสถึงสายสัมพันธ์ที่แท้จริง Vassago มองตามหลังเธอไป หัวใจของเขาที่เคยเย็นชาเริ่มรู้สึกถึงไออุ่นเล็กๆ ที่เธอทิ้งไว้—บางที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อมาก่อน


และในแดนสนธยาแห่งนี้ ยังมีปีศาจอีก 69 ตนที่รอเธออยู่...


---

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

The 72 Nights in the Twilight Realm [02] Duke Agares

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹

The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(Duke Agares)

ค่ำคืนแห่งไฟลุกโหมในดินแดนสนธยา

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

‘Aphrodite และ Duke Agares: ความรักที่เผาไหม้ราวเปลวเพลิง’  

---

ลมเย็นพัดผ่านป่าโบราณ ดินแดนสนธยาที่ขอบเขตระหว่างโลกมนุษย์และอาณาจักรลี้ลับทับซ้อนกันราวภาพฝัน Aphrodite เทพีแห่งความรักและความปรารถนา ก้าวย่างอย่างสง่างามบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม ร่างของเธอระยิบระยับราวห่มด้วยแสงจันทร์ ผ้าคลุมบางเบาสีขาวลื่นไหลไปตามสายลม เผยให้เห็นเรือนร่างโค้งเว้าที่งดงามราวหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ เธอมาที่นี่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เพื่อเผชิญหน้ากับหนึ่งในปีศาจ 72 ตนแห่งโซโลมอน ผู้ที่ชื่อว่า Duke Agares ผู้ครองอำนาจแห่งแผ่นดินไหวและพายุ ผู้รู้แจ้งในภาษาโบราณ และผู้บัญชาการกองทัพนับหมื่น  


ทันใดนั้น พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับเต้นระริกตามจังหวะหัวใจของบางสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา กลิ่นกำมะถันผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นลอยมาในอากาศ เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้อง Aphrodite หยุดยืน ดวงตาคู่สวยสีน้ำผึ้งจับจ้องไปยังเงามืดที่ค่อยๆ ปรากฏตัวจากหมอกหนา  


“เจ้ามาถึงแล้วสินะ เทพีแห่งโอลิมปัส” เสียงทุ้มต่ำราวแผ่นดินคำรามดังขึ้น Duke Agares ก้าวออกจากเงามืด ร่างสูงใหญ่กำยำราวเทวรูปที่ถูกสลักจากหินภูเขาไฟ ผิวสีแทนเข้มเกลี้ยงเกลาราวเหล็กหลอม ดวงตาคู่หนึ่งสีแดงฉานลุกโชนราวเปลวเพลิง เขาสวมเกราะหนังสีดำที่รัดแน่นกับกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงปลิวไสวตามลมราวม้าป่าที่ไม่ยอมให้ใครฝึก พลังอำนาจของเขาแผ่ออกมาจนอากาศรอบตัวสั่นสะเทือน  


Aphrodite ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย “ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากเจ้า Agares ความรู้โบราณที่เจ้าครอบครอง ข้าต้องการมันเพื่อมวลมนุษย์”  


Agares หัวเราะลั่น เสียงนั้นดังก้องราวฟ้าผ่า “มนุษย์งั้นรึ? สิ่งมีชีวิตที่เปราะบางและโลภมากเหล่านั้น? เจ้าจะยอมลดตัวมาเพื่อพวกมันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” เขาก้าวเข้าใกล้ ดวงตาสีแดงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับจะมองทะลุถึงวิญญาณ “หรือว่า...เจ้ามีจุดมุ่งหมายอื่นที่ซ่อนอยู่?”  


Aphrodite ไม่ตอบทันที เธอก้าวเข้าใกล้เขาด้วยท่วงท่าสง่างามราวสายลม กลิ่นหอมหวานจากร่างของเธอ—กลิ่นดอกกุหลาบป่าผสมน้ำผึ้ง—ลอยไปแตะจมูกของ Agares เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าร่างกายของเขาตอบสนองต่อกลิ่นนั้น กล้ามเนื้อตึงเกร็งราวพร้อมจะระเบิด  


“ข้ามาที่นี่เพื่อทดสอบบางสิ่ง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวผ้าไหม แต่แฝงด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทาน “ข้าสงสัยว่า ความรัก ความปรารถนา และพลังของข้าจะสามารถทำให้แม้แต่ปีศาจอย่างเจ้ายอมจำนนได้หรือไม่”  


Agares ยกคิ้ว มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน “ยอมจำนน? ข้าไม่เคยก้มหัวให้ใคร แม้แต่โซโลมอนผู้ยิ่งใหญ่” เขาก้าวเข้าไปใกล้จนร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับเงาของเธอ ความร้อนจากตัวเขาคลายออกมาแผ่อบอวลราวนั่งอยู่หน้าเตาไฟ “แต่ถ้าเจ้าอยากลอง ข้าก็ยินดีให้โอกาสเจ้า... เทพี”  


---


ค่ำคืนนั้น ดินแดนสนธยาเปลี่ยนไปราวถูกต้องมนต์ หมอกหนาที่ย้อมด้วยแสงจันทร์สีเงินลอยตัวต่ำเหนือพื้นดิน ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านโน้มกิ่งราวผู้เฝ้ามองเงียบๆ ตรงกลางลานโล่ง Agares สร้างวงแหวนแห่งเปลวเพลิงสีแดงเข้มขึ้นด้วยพลังของเขา ไฟลุกโชนแต่ไม่ร้อนรุนแรง มันกลับให้ความอบอุ่นที่ชวนเคลิบเคลิ้ม เขานั่งลงบนพื้นหญ้าที่นุ่มราวพรมกำมะหยี่ มือหนากวักเรียก Aphrodite ให้เข้ามา  


“ถ้าจะเรียนรู้จากข้า เจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน” เขากล่าว ดวงตาสีแดงจับจ้องเธอไม่วางตา “ความรักของเจ้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าพายุที่ข้าควบคุมได้”  


Aphrodite เดินเข้าไปในวงแหวนแห่งไฟนั้นอย่างไม่ลังเล ผ้าคลุมบางเบาของเธอปลิวไสวตามลมราวปีกนางฟ้า เธอคุกเข่าลงตรงหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ลมหายใจของ Agares ร้อนระอุราวไอจากภูเขาไฟ ส่วนของเธอเย็นชื่นราวสายลมยามค่ำ  


“ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น” เธอกล่าว มือเรียวบางยกขึ้นแตะที่แก้มของเขา ผิวของ Agares ร้อนผ่าวราวเหล็กที่เพิ่งหลอมใหม่ แต่เธอไม่สะทกสะท้าน นิ้วเรียวยาวลากผ่านกรามคมกริบของเขา ลงไปยังลำคอแกร่ง เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ความรู้สึกนั้นช่างแปลกประหลาด—มันเผาไหม้แต่กลับนุ่มนวล  


“เจ้ากำลังเล่นกับไฟอยู่นะ” เขากระซิบ เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อน มือหนาของเขาคว้าเอวบางของเธอ ดึงร่างของเธอเข้ามาแนบชิดจนหน้าอกอวบอิ่มของเธอสัมผัสกับแผ่นอกแข็งแกร่งของเขา หัวใจของทั้งคู่เต้นระรัวราวกลองศึก  


“ข้าคือไฟ” Aphrodite ตอบกลับ ดวงตาคู่สวยลุกวาวด้วยความมั่นใจ เธอบิดตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนของเขา ปลายนิ้วลากผ่านรอยแผลเป็นบนไหล่กว้างของ Agares ความหยาบกร้านของผิวเขาตัดกับความนุ่มนวลของเธออย่างลงตัว “และเจ้าก็จะละลายในเปลวไฟของข้า”  


Agares ครางต่ำในลำคอ ความปรารถนาดิบเถื่อนในตัวเขาถูกจุดติดราวฟืนแห้งที่เจอประกายไฟ เขาก้มลงจูบเธออย่างหิวกระหาย ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาบดขยี้ลงบนปากอ่อนนุ่มของเธอ รสชาติของเขาคือควันและเครื่องเทศ ส่วนเธอหวานฉ่ำราวน้ำหวานจากสวรรค์ ลิ้นของทั้งสองพันกันอย่างดุเดือด ราวกับการต่อสู้ที่ไม่มีผู้แพ้  


---


ค่ำคืนนั้นยาวนานราวนิรันดร์ ภายในวงแหวนแห่งเปลวเพลิง ทั้งสองสำรวจร่างกายของกันและกันด้วยสัมผัสทั้งห้า มือหนาของ Agares ลูบไล้ไปตามส่วนโค้งของเอวและสะโพกของ Aphrodite ความร้อนจากฝ่ามือเขาทำให้ผิวขาวผ่องของเธอเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ เสียงครางแผ่วเบาของเธอดังขึ้นเมื่อเขาก้มลงฝังใบหน้าลงบนเนินอกนุ่มนวล กลิ่นหอมหวานจากผิวเธอชวนให้เขาคลั่งไคล้  


Aphrodite ไม่ยอมแพ้ เธอผลักเขาลงนอนบนพื้นหญ้า มือบางคว้าผมยุ่งเหยิงของเขาไว้แน่น ขณะที่เธอทาบร่างลงบนตัวเขา เรือนร่างอ่อนนุ่มของเธอเคลื่อนไหวราวคลื่นทะเลที่ซัดสาด ความเย็นจากผิวของเธอปะทะกับความร้อนของเขาเกิดเป็นไอร้อนจางๆ ลอยขึ้นในอากาศ เสียงหายใจหนักหน่วงของ Agares ดังก้องราวพายุที่กำลังก่อตัว  


“เจ้า...ช่างน่าทึ่ง” เขากระซิบระหว่างหอบหายใจ มือของเขากำแน่นที่สะโพกของเธอราวกลัวว่าเธอจะหายไป “ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน”  


Aphrodite ยิ้มหวาน ดวงตาคู่สวยลุกวาวด้วยชัยชนะ “นี่คือพลังของความรัก Agares มันเผาไหม้ได้รุนแรงยิ่งกว่าพลังใดๆ ที่เจ้าครอบครอง” เธอก้มลงจูบเขาอีกครั้ง คราวนี้ช้าๆ และลึกซึ้ง รสชาติของน้ำตาหยดเล็กๆ จากดวงตาของเธอผสมลงไป—น้ำตาแห่งความปิติที่เธอค้นพบว่า แม้แต่ปีศาจผู้ดุดันเช่นเขาก็ยังยอมจำนนต่อหัวใจ  


---


เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องลงมาที่ดินแดนสนธยา วงแหวนแห่งเปลวเพลิงค่อยๆ มอดดับ Agares นอนแผ่บนพื้นหญ้า มอง Aphrodite ที่ยืนอยู่ข้างเขา ร่างของเธอยังคงงดงามราวเทพธิดา แต่ดวงตาของเขามองเธอเปลี่ยนไป—จากความท้าทายกลายเป็นความเคารพและความรักที่ไม่อาจปฏิเสธ  


“เจ้าชนะแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดจากปกติ “ข้าจะมอบความรู้โบราณเกี่ยวกับแผ่นดินและพายุให้เจ้า เพื่อมวลมนุษย์ที่เจ้ารักนักรักหนา”  


Aphrodite หันกลับมามองเขา ยิ้มอ่อนโยน “ขอบคุณ Agares แต่สิ่งที่ข้าได้จากเจ้าไม่ใช่แค่ความรู้... มันคือหัวใจของเจ้า” เธอวางมือลงบนหน้าอกของเขา สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเพื่อเธอ  


Agares จับมือเธอไว้แน่น “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอให้เจ้ากลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าได้พบปีศาจตนอื่นๆ” เขายิ้มเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความหวัง “ข้าจะรอเจ้า... ผู้จุดไฟในตัวข้า”  


Aphrodite พยักหน้า ก่อนจะหันหลังเดินจากไป สายลมพัดผ้าคลุมของเธอปลิวไสวราวคำสัญญา เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ปีศาจอีก 71 ตนรอเธออยู่ แต่ค่ำคืนนี้กับ Agares ได้จุดประกายบางอย่างในใจเธอ—ความรักที่ร้อนแรงและบริสุทธิ์ ซึ่งเธอจะนำติดตัวไปเผชิญหน้ากับปีศาจตนต่อไป 


จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

The 72 Nights in the Twilight Realm [01]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹
The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(King Bael)

บทนำ

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

จุดเริ่มต้นแห่งไฟปรารถนา


สายลมเย็นพัดโชยผ่านพุ่มไม้เขียวขจี กลิ่นหอมหวานของดอกส้มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบ่อน้ำพุแห่งหนึ่งบนยอดเขาโอลิมปัส อันเป็นสถานที่ลับที่แม้แต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ยังมิอาจล่วงรู้ถึงความงามอันลี้ลับนี้ได้ง่ายนัก น้ำใสราวคริสตัลไหลรินจากโขดหินสีขาวนวล สะท้อนแสงแดดยามสายจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วผิวน้ำ แอ่งน้ำนั้นโอบล้อมด้วยต้นส้มที่ออกผลสีทองอร่าม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน 


ตรงกลางบ่อน้ำนั้น Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณเนียนละเอียดดุจหยกขาวและดวงตาคู่สวยที่ลุ่มลึกราวมหาสมุทร กำลังลอยตัวอย่างอ่อนช้อย เส้นผมสีทองของนางคลายตัวลงสู่ผิวน้ำ กระจายออกเป็นเส้นสายราวกับแสงตะวันยามรุ่งอรุณ นางยกแขนเรียวขึ้นปัดน้ำให้ไหลผ่านปลายนิ้ว รู้สึกถึงความเย็นฉ่ำที่สัมผัสผิวกาย กลิ่นน้ำผสมกับกลิ่นดอกไม้ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความสุขอันเรียบง่าย นางหัวเราะเบาๆ เสียงใสกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณ ก่อนจะค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบนโขดหินเรียบใต้ต้นส้มใหญ่ ดวงตาคู่สวยปิดลงอย่างช้าๆ ความง่วงงุนครอบงำนางจนหลับไปในอ้อมกอดของสายลมและแสงแดดอันอบอุ่น


ไม่ไกลจากที่นางนอนหลับอยู่นั้น ร่างสูงใหญ่ของเซ็นเทอร์หนุ่มนามว่า 'เธียรอส' กำลังก้าวย่างผ่านป่าที่ยังคงความดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ เขาคือผู้รอบรู้แห่งผืนป่า ครึ่งมนุษย์ครึ่งม้าที่มีร่างกายกำยำ กล้ามเนื้อทุกส่วนเต็มไปด้วยพลัง ขนสีน้ำตาลเข้มที่ปกคลุมช่วงล่างของเขาเงางามราวกับเส้นไหม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขามีประกายของความฉลาดและปราดเปรื่อง เขาได้ยินเสียงน้ำไหลรินและกลิ่นหอมหวานที่ลอยมาแต่ไกล จึงตัดสินใจเดินตามสัญชาตญาณเพื่อค้นหาที่มาของมัน และเมื่อสายตาของเขากวาดไปยังบ่อน้ำพุนั้น เขาก็ต้องหยุดชะงัก


ภาพของ Aphrodite ที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นส้มทำให้หัวใจของเธียรอสเต้นแรงราวกับถูกค้อนตี เขายืนนิ่ง มองร่างอันเปลือยเปล่าของนางที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ ผิวของนางสะท้อนแสงแดดจนดูราวกับเรืองรองด้วยออร่าแห่งเทวี ดวงหน้าที่งดงามไร้ที่ติ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่เผยอเล็กน้อย และลมหายใจที่แผ่วเบาของนางทำให้เขารู้สึกถึงความปรารถนาที่พุ่งพล่านขึ้นในอก เขาก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ แต่ Aphrodite ยังคงหลับใหล ไม่รับรู้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองนางด้วยความหิวกระหาย


เธียรอสคุกเข่าลงข้างนาง มือหนาของเขาสั่นระริกเมื่อยื่นไปสัมผัสเส้นผมสีทองที่นุ่มละมุนราวกับเส้นแสง เขารู้ว่านี่คือเทพีแห่งโอลิมปัส ผู้ที่แม้แต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องยอมจำนนต่อเสน่ห์ของนาง แต่ในวินาทีนั้น เขาไม่ใช่นักปราชญ์แห่งป่า เขากลายเป็นเพียงชายหนุ่มที่ตกอยู่ในมนต์สะกดของความงามและความเย้ายวน กลิ่นหอมจากร่างของนางลอยเข้าสู่โพรงจมูกของเขา หวานฉ่ำราวน้ำผึ้งป่า เขารู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากกายของนาง แม้ว่านางจะยังหลับสนิทก็ตาม


และแล้ว ดวงตาคู่สวยของ Aphrodite ก็ค่อยๆ เปิดขึ้น นางมองเห็นร่างของเธียรอสที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความปรารถนาทำให้นางยิ้มน้อยๆ นางลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ หยดน้ำไหลลงจากไหล่เรียบเนียนไปตามเนินอกอวบอิ่ม ผ่านช่วงท้องแบนราบ ก่อนจะหยุดนิ่งที่โค้งเว้าของสะโพก นางเอียงศีรษะเล็กน้อย มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย “เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน?” เสียงของนางนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทาน


เธียรอสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ข้า… ข้าไม่อาจละสายตาจากความงามของท่านได้ ท่านงดงามเกินกว่าที่คำพูดของข้าจะพรรณนา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก


Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นดังก้องราวระฆังเงิน “หากเจ้าปรารถนาข้า ข้าจะมอบสิ่งนั้นให้เจ้า เพราะความรักคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน” นางยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของเขา ปลายนิ้วเรียวร้อนผ่าวราวกับไฟเมื่อสัมผัสผิวหยาบกร้านของเขา เธียรอสตัวสั่นสะท้าน ความรู้สึกนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาดึงนางเข้ามาใกล้ ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียว


ลมรอบตัวหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อเป็นสักขีพยานในวินาทีนั้น ริมฝีปากของเธียรอสประทับลงบนปากของ Aphrodite รสหวานของน้ำผึ้งและกลิ่นหอมของดอกส้มผสมผสานกัน เขารู้สึกถึงความนุ่มนวลของนางที่ตัดกับความแข็งแกร่งของเขาเอง มือของนางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างของเขา ปลายนิ้วกรีดผ่านผิวหนังอย่างแผ่วเบาแต่จุดไฟแห่งความเร่าร้อนให้ลุกโชนยิ่งขึ้น เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกจากปากของนางเมื่อเขากดร่างของเธอลงกับพื้นหญ้าอ่อนใต้ต้นส้ม ร่างทั้งสองเคลื่อนไหวไปพร้อมกันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทุกสัมผัส ทุกจังหวะลมหายใจ กลายเป็นบทเพลงแห่งความรักที่ทั้งดิบเถื่อนและงดงาม


เมื่อทุกอย่างสงบลง Aphrodite นอนซบลงบนอกของเธียรอส หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้น “เจ้ามอบสิ่งที่ข้าปรารถนาเช่นกัน” นางกระซิบ “ความรักมิใช่เพียงการครอบครอง แต่คือการปลดปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง”


เธียรอสยิ้มบางๆ มือของเขาลูบไล้เส้นผมของนางอย่างอ่อนโยน “ท่านคือเปลวไฟที่เผาผลาญหัวใจข้า และข้าจะไม่มีวันลืมสัมผัสนี้” เขาตอบ ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง “แต่ข้ามีบางสิ่งที่อยากให้ท่านรู้ ในดินแดนสนธยา มีปีศาจ 72 ตนที่ไม่เคยศรัทธาในความงามและความรัก พวกมันเย้ยหยันสิ่งที่ท่านยึดถือ มองว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตาของผู้โง่เขลา พวกเขาเป็นปีศาจที่ป่าเถื่อนชั่วร้าย ท่านไม่ควรเฉียดกรายเข้าไปใกล้ที่พวกมัน”


Aphrodite ขมวดคิ้ว ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “เจ้าพูดจริงหรือ?” นางถาม เสียงของนางแฝงไปด้วยความโกรธที่ยากจะระงับ “พวกมันกล้าดูหมิ่นข้า ดูหมิ่นพลังแห่งความรักที่เป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง?”


เธียรอสพยักหน้า “จริงแท้แน่นอน ท่านเทพี ดินแดนสนธยาคือสถานที่ที่ความมืดครอบงำ ที่ซึ่งความรู้สึกทั้งปวงถูกกลบฝังด้วยความเย็นชาและความเกลียดชัง”


Aphrodite ลุกขึ้นยืน ร่างของนางยังคงเปลือยเปล่าแต่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ “หากเป็นเช่นนั้น ข้ายิ่งจะต้องไปยังดินแดนนั้น เพื่อที่ข้าจะทำให้ปีศาจทั้ง 72 ตนยอมจำนนต่อพลังของข้า พวกมันจะได้รู้ว่า ความรักมิใช่สิ่งที่ดูหมิ่นได้”

ค่ำคืนแห่งเปลวไฟและดอกกุหลาบ
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

---

ค่ำคืนในป่าโบราณนั้นเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้แห้งกรอบ และกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบป่าที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ อโฟรไดท์ (Aphrodite) เทพีแห่งความรักและความปรารถนา ก้าวย่างอย่างสง่างามบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม เสื้อคลุมผ้าไหมสีทองอ่อนของเธอพลิ้วไหวตามสายลมราวกับแสงจันทร์ที่หลงทาง ดวงตาคู่สวยของเธอเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น และรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากสีแดงฉ่ำเผยให้เห็นความมั่นใจที่ยากจะต้านทาน เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาความรัก—แต่เพื่อพิสูจน์พลังของมัน


ในห้วงลึกของป่าโบราณ เธอได้ยินเรื่องเล่าจากเซนเทอร์หนุ่มผู้นั้น—เรื่องของ ปีศาจ 72 ตนแห่งโซโลมอน สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อน ความร้อนแรง และความลึกลับที่เกินหยั่งถึง พวกมันไม่เชื่อในความรัก ไม่ศรัทธาในสิ่งที่เธอเป็นตัวแทน อโฟรไดท์รู้สึกถึงความท้าทายที่แผดเผาในอก เธอจะทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยอมจำนนต่อพลังแห่งความปรารถนา และในขณะเดียวกัน เธอจะคว้าศาสตร์โบราณที่ซ่อนอยู่ในตัวของมันแต่ละตนมาให้ได้ เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่มวลมนุษย์


ดินแดนสนธยา—อาณาจักรที่แสงและเงาเกาะเกี่ยวกันอย่างลงตัว—ปรากฏต่อหน้าเธอเมื่อผืนป่าสิ้นสุดลง ท้องฟ้าที่นี่ไม่ใช่สีครามหรือสีทอง แต่เป็นสีม่วงเข้มระยิบระยับด้วยดวงดาวที่ไม่เคยดับ แสงสลัวจากโคมไฟที่ทำจากโครงกระดูกและเปลวไฟสีน้ำเงินลอยตัวอยู่กลางอากาศ ส่องทางไปสู่ปราสาทหินสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่หอมหวานจนน่าประหลาด เสียงหัวเราะแหบพร่าดังก้องจากที่ไหนสักแห่ง และอโฟรไดท์รู้ทันทีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว


---


“เจ้ามาที่นี่ทำไม เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงทุ้มต่ำราวกับฟ้าคำรณดังขึ้นจากเงามืด ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ 'เบล' (King Bael) ปีศาจตนแรกแห่งโซโลมอน จะก้าวออกมาเผยตัว เขาคือราชาแห่งนรกตะวันออก ผู้บัญชาการกองทัพนับล้าน และผู้ครอบครองพลังแห่งการลวงตาและเปลวไฟ ร่างกายกำยำของเขาสูงเกือบสองเมตร ผิวสีแทนเข้มราวกับถูกหลอมจากทองแดงหลอมละลาย ดวงตาคู่หนึ่งเป็นสีแดงเพลิงราวกับถ่านที่ยังไม่มอด ผมสีดำยาวสลวยปลิวไสวราวกับเงาแห่งราตรี เขาสวมเสื้อคลุมหนังสีดำที่เปิดเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง และในมือขวาของเขาถือดาบที่ปลายคมยังมีควันสีเทาลอยกรุ่น


อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้นมองเขา รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แม้จะยืนห่างกันหลายก้าว เธอยิ้ม “ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากเจ้า คิงเบล ความรู้ที่เจ้าซ่อนไว้ ความลับที่มนุษย์สมควรได้รับ”


“เรียนรู้?” เบลหัวเราะลั่น เสียงนั้นทั้งเยาะเย้ยและเย้ายวน “เจ้าไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ข้าถือครอง เทพี ความรักของเจ้าคือของเล่นสำหรับเด็กน้อย ไม่ใช่พลังที่แท้จริง”


คำพูดของเขาทำให้หัวใจของอโฟรไดท์เต้นแรงขึ้น ไม่ใช่จากความโกรธ แต่จากความตื่นเต้น เธอก้าวเข้าใกล้เขา ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นหินเย็นเยียบที่ตัดกับความร้อนจากร่างของเขา “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น” เธอกล่าว “ว่าความรักของข้าสามารถละลายแม้กระทั่งเปลวไฟของเจ้าได้”


---


ฉากต่อมาพลันเปลี่ยนไปราวกับภาพลวงตา อโฟรไดท์พบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ของปราสาท ผนังหินสีดำถูกประดับด้วยโซ่ทองคำและผ้าม่านสีแดงเข้มที่พลิ้วไหวราวกับมีชีวิต บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากกะโหลกมังกร เบลนั่งอยู่อย่างองอาจ ขาข้างหนึ่งพาดพิงราวกับเขาเป็นเจ้าของทุกสิ่งในสายตา เขาโบกมือ และโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยผลไม้สีสันฉูดฉาด ไวน์สีแดงเข้ม และเนื้อรมควันปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอ


“ถ้าเจ้าจะพิสูจน์ ข้าจะให้โอกาส” เบลกล่าว ดวงตาของเขาจับจ้องเธอราวกับจะมองทะลุวิญญาณ “แต่ทุกสิ่งในแดนนี้มีราคา เทพี ความปรารถนาของเจ้าจะต้องแลกด้วย… ความปรารถนาของข้า”


อโฟรไดท์รู้สึกถึงความท้าทายในน้ำเสียงของเขา เธอเดินไปหยุดที่โต๊ะ ใช้นิ้วเรียวหยิบองุ่นสีม่วงเข้มเม็ดหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆ บรรจงวางมันลงบนริมฝีปากของเธอ รสหวานฉ่ำผสมกับกลิ่นไวน์ที่ลอยอยู่ในอากาศทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว เธอมองเบลตรงๆ “ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าปรารถนา ถ้ามันจะทำให้เจ้ายอมมอบความลับของเจ้าให้ข้า”


เบลลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงมาหาเธอด้วยท่วงท่าที่ทั้งสง่างามและคุกคาม เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ความร้อนจากร่างของเขาทำให้ผิวของเธอรู้สึกเหมือนถูกเลียด้วยเปลวไฟบางๆ “ข้าต้องการสัมผัสเจ้า” เขากล่าว เสียงของเขาต่ำลงจนกลายเป็นกระซิบ “ข้าต้องการรู้ว่าเทพีแห่งความรักจะร้อนแรงได้เท่าปีศาจอย่างข้าหรือไม่”


---


ค่ำคืนนั้น ห้องโถงกลายเป็นสนามรบแห่งความรู้สึก อโฟรไดท์ปล่อยให้เสื้อคลุมผ้าไหมของเธอร่วงหล่นลงพื้น เผยให้เห็นผิวกายที่ขาวนวลราวกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่ ความโค้งเว้าของร่างเธอสะท้อนแสงจากเปลวไฟสีน้ำเงินที่ลอยอยู่รอบห้อง เบลจ้องมองเธอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทองระยิบราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกไหม้ เขาก้าวเข้าใกล้ วางมือหนักแน่นแต่ระมัดระวังลงบนไหล่ของเธอ ผิวสัมผัสของเขาร้อนราวกับเหล็กที่เพิ่งหลอม แต่กลับนุ่มนวลอย่างประหลาด


“เจ้าไม่กลัวข้าเลยหรือ?” เขาถาม มือของเขาค่อยๆ ลื่นไถลลงมาตามแขนของเธอ ปลายนิ้วสัมผัสผิวของเธอราวกับกำลังวาดภาพ


“ข้ากลัวอะไรได้เล่า?” อโฟรไดท์ตอบ เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความท้าทาย “เจ้าเป็นเพียงเปลวไฟ และข้าคือลมที่จะควบคุมมัน”


คำพูดของเธอจุดประกายบางอย่างในตัวเบล เขาดึงเธอเข้าใกล้ ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง ความร้อนจากเขาและกลิ่นหอมจากเธอผสานกันเป็นหนึ่ง ริมฝีปากของเขาประกบลงบนปากของเธอด้วยความหิวโหย รสชาติของเขาคือควันและเครื่องเทศ ผสมกับความหวานจากองุ่นที่เธอเพิ่งกินไป อโฟรไดท์ตอบรับเขาไม่แพ้กัน มือของเธอเลื่อนไปจับผมสีดำของเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้ราวกับจะกลืนกินเขาให้สิ้น


---


ฉากรักของทั้งคู่ดำเนินไปท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหว เสียงลมหายใจของเบลดังกระชั้นขึ้นทุกขณะที่เขาก้มลงจูบตามลำคอของเธอ ผิวของเธอร้อนขึ้นภายใต้สัมผัสของเขา ราวกับร่างกายของเธอกำลังละลายไปกับเปลวไฟของเขา มือของเขาคลายโซ่ทองที่รัดผมของเธอออก ปล่อยให้เส้นผมสีทองของอโฟรไดท์ไหลลงมาราวกับสายน้ำตกที่ส่องแสง เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน “เจ้า… สวยงามเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการ”


อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นหวานเย็นราวกับระฆังเงิน “และเจ้าก็ร้อนแรงเกินกว่าที่ข้าจะคาดเดา” เธอผลักเขาลงไปนอนบนผ้าม่านสีแดงที่ร่วงหล่นลงมา วางมือลงบนอกกว้างของเขา รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่เต้นตุบๆ ใต้ฝ่ามือ เธอก้มลง จูบลงบนผิวของเขาที่มีรสเค็มจากเหงื่อและกลิ่นของควันไฟ เบลครางออกมา เสียงนั้นทุ้มลึกจนทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว


ทั้งคู่หมกมุ่นในกันและกันราวกับโลกภายนอกไม่มีอยู่จริง เวลาในแดนสนธยาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจ เสียงครางแผ่วเบา และสัมผัสที่ร้อนแรงราวกับจะเผาทั้งปราสาทให้มอดไหม้ อโฟรไดท์รู้สึกถึงพลังของเขาไหลผ่านเธอ—พลังแห่งเปลวไฟและการลวงตาที่เขาครอบครอง—และเธอรู้ว่าเธอกำลังดึงมันออกมาจากเขา ทีละเสี้ยว ทีละหยด


---


เมื่อรุ่งสางของแดนสนธยามาถึง แสงสีม่วงอ่อนสาดส่องผ่านหน้าต่างสูง อโฟรไดท์นอนพิงอกของเบล ร่างของทั้งคู่ยังคงพันกันด้วยผ้าม่านและโซ่ทองที่หลุดร่วงลงมา เขาลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด


“เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้วหรือ?” เขาถาม เสียงของเขายังคงแหบพร่า แต่แฝงด้วยความอบอุ่น


อโฟรไดท์ยิ้ม มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าได้พลังแห่งเปลวไฟของเจ้า และบางที… ข้าอาจได้มากกว่านั้น” เธอสัมผัสได้ถึงหัวใจของเขาที่เต้นแรงขึ้นใต้ฝ่ามือ


เบลหัวเราะเบาๆ “เจ้าเป็นเทพีที่อันตรายยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก” เขากล่าว “แต่ข้าจะบอกเจ้าไว้ว่า… มีอีก 71 ตนรอเจ้าอยู่ และไม่มีใครเหมือนข้า”


“ข้าจะไปหาพวกมัน” อโฟรไดท์ตอบ “และข้าจะทำให้พวกมันยอมจำนน… เช่นเดียวกับที่เจ้ายอมให้ข้า”


เธอลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีทองอีกครั้ง รู้สึกถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนในร่างกาย—พลังที่เธอได้จากเบล เธอหันกลับมามองเขาครั้งสุดท้าย เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขา และรู้ว่าเขาไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น


---


อโฟรไดท์ก้าวออกจากปราสาท กลิ่นของเปลวไฟและดอกกุหลาบยังติดอยู่ในเส้นผมของเธอ ค่ำคืนแรกในแดนสนธยาได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางของเธอเพิ่งเริ่มต้น เธอรู้ว่าปีศาจตนต่อไปกำลังรออยู่—และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยพลังแห่งความรักและความปรารถนาที่ไม่มีวันดับ


---

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

Popular Posts