🍹อโฟรไดท์กับชู้รักเทพเจ้า และเหล่าปีศาจ 72 ตน
หมื่นล้านคำรัก และ AI
(ภาคที่ 1)
อโฟรไดท์กับชู้รักเทพเจ้า
บทที่ 1
จุมพิตแห่งเทพี
ดวงจันทร์เต็มดวงลอยสูงอยู่เหนือยอดเขาโอลิมปัส ทอดแสงสีเงินลงมายังเหล่าเทพที่กำลังสังสรรค์กันในท้องพระโรงอันโอ่อ่า เสียงหัวเราะก้องกังวาน กลิ่นสุราเทพเจ้าอบอวล และเสียงพิณขับกล่อมให้ค่ำคืนนี้ควรจะเต็มไปด้วยความรื่นเริง
แต่สำหรับ อโฟรไดท์ แล้ว... มันกลับช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน
เธอเอนกายพิงพนักบัลลังก์ มือเรียวขาวแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ด้วยความครุ่นคิด อโฟรไดท์เป็นเทพีแห่งความรัก ความงาม และราคะ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเธอล้วนเป็นเสน่ห์เย้ายวนที่ทำให้เหล่าเทพต้องลุ่มหลง ทว่า... เมื่อเวลาผ่านไป นางกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดเติมเต็ม
“เจ้าเบื่อหรือ อโฟรไดท์”
เสียงทุ้มต่ำของ อาเรส เทพแห่งสงครามดังขึ้นใกล้ๆ ร่างสูงสง่าเอนตัวมาหาเธอ ดวงตาคมกริบฉายแววปรารถนาเช่นเคย
“ข้าคงจะไม่เบื่อ... หากเจ้าให้สิ่งที่ข้าต้องการ” เธอเอียงคอ นัยน์ตาสีทองฉายแววเย้ายวน
อาเรสเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาเคยเป็นคู่รักของอโฟรไดท์ และยังคงหลงใหลเธออยู่เสมอ “แล้วเจ้าต้องการอะไรล่ะ?”
อโฟรไดท์ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “สิ่งที่มากกว่านี้...”
ไม่รอให้อาเรสเอ่ยอะไรอีก เธอหมุนตัวเดินออกจากท้องพระโรง ผ้าคลุมสีทองพลิ้วไหวตามแรงลม ร่างงามก้าวผ่านบานประตูออกไปสู่ระเบียงที่มองเห็นโลกมนุษย์อยู่เบื้องล่าง แววตาของเธอเป็นประกาย
หากโอลิมปัสไม่มีอะไรให้เธอหลงใหลอีกต่อไป... ก็ถึงเวลาลงไปหาความเร่าร้อนในแดนมนุษย์เสียแล้ว
อโฟรไดท์ก้าวลงสู่โลกมนุษย์อย่างเงียบงัน กลิ่นอายของดอกไม้และเสียงธารน้ำไหลกระทบโสตประสาท เธอเลือกที่จะเดินทอดน่องไปตามสวนองุ่นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ดวงตาคู่สวยกวาดมองรอบกาย
และนั่นคือช่วงเวลาที่เธอพบเขา...
ไดอะไนซัส เทพแห่งเหล้าองุ่นและความเมามาย
เขานั่งเอกเขนกอยู่ใต้เถาองุ่น แขนกำยำโอบไหเหล้าไว้ข้างตัว ลมหายใจอบอวลไปด้วยกลิ่นของไวน์ ร่างกายของเขามีกล้ามเนื้อสมชายชาตรีแต่แฝงความปราดเปรียว ใบหน้าคมเข้มมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เมื่อเขาเห็นเธอ ไดอะไนซัสก็ยิ้มกว้าง
“โอ้... ข้าไม่คิดว่าค่ำคืนนี้จะโชคดีถึงเพียงนี้” เขาพูดเสียงทุ้มพร่า นัยน์ตาสีม่วงเข้มสะท้อนแสงจันทร์ “เทพีแห่งความงาม ช่างเป็นเกียรติเหลือเกินที่ท่านมาเยือนสวนองุ่นของข้า”
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ “เจ้าไม่คิดบ้างหรือ ว่าบางทีข้าอาจมาเพราะเจ้า”
“หึ... ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องเทเหล้าองุ่นถวายให้เจ้าเสียแล้ว”
ไดอะไนซัสตวัดมือหนึ่งครั้ง ไวน์สีแดงเข้มในไหพลันลอยขึ้นกลางอากาศ ราวกับธารสายน้ำที่เต้นระบำ ก่อนที่มันจะลอยเข้าไปใกล้ริมฝีปากของอโฟรไดท์ เทพีแย้มยิ้ม เธอรับมันไว้ด้วยปลายนิ้วเรียว ก่อนจะจิบมันช้าๆ
“รสชาติเยี่ยม” เธอกระซิบเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เขา
ไดอะไนซัสมองเธอด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย “แล้วรสชาติของข้าล่ะ?”
อโฟรไดท์หัวเราะเสียงหวาน “ต้องลองถึงจะรู้”
เธอทิ้งกายลงนั่งข้างเขา มือเรียวแตะแก้มของเทพหนุ่มอย่างแผ่วเบา ไดอะไนซัสจับมือเธอไว้ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากของเขาเกือบแตะกับของเธอ
“ข้าคิดว่าคืนนี้... จะยาวนานเสียแล้ว” เขาพึมพำเสียงพร่า
อโฟรไดท์ยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้น เรามาลิ้มรสความหวานของค่ำคืนนี้กันเถอะ...”
ไฟแห่งปรารถนา
แสงจันทร์ทอดตัวลงบนสวนองุ่น เปล่งประกายสีเงินเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศระหว่างเทพสององค์กลับ อบอวลไปด้วยความร้อนแรง ราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้
อโฟรไดท์ทอดสายตามองไดอะไนซัส นัยน์ตาสีทองของเธอส่องประกายยามต้องแสงไฟจากคบเพลิงที่ส่องไหว ริมชายคา ริมฝีปากแดงสดของเธอแย้มยิ้ม ก่อนที่เธอจะค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาเทพแห่งสุราอย่างช้าๆ
"เจ้าคิดจะทําอะไรน่ะ อโฟรไดท์..." ไดอะไนซัสพึมพำเสียงพร่า ดวงตาของเขาหรี่มองเทพีแห่งความรักอย่างไม่ ละสายตา
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ "ข้ากำลังจะลิ้มรสเหล้าองุ่นจากเจ้าด้วยตัวข้าเอง..."
ยังไม่ทันที่เทพหนุ่มจะเอ่ยตอบ อโฟรไดท์ก็แนบริมฝีปากของเธอลงบนริมฝีปากของเขา กลิ่นไวน์ยังคงติดอยู่ บนลิ้นของไดอะไนซัส รสหวานและขมผสานกันเป็นรสชาติที่เย้ายวน
ไดอะไนซัสไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของเทพีแห่งความงามได้ เขาตอบรับจุมพิตของเธออย่างร้อนแรง มือแข็งแรง โอบรัดรอบเอวของอโฟรไดท์ ดึงเธอให้เข้ามาแนบชิด ร่างอ่อนนุ่มของเธอบดเบียดกับแผ่นอกกำยำ
“เจ้า... อันตรายเกินไปแล้ว อโฟรไดท์” ไดอะไนซัสถอนจุมพิตออกชั่วครู่ นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยไฟแห่ง ปรารถนา
อโฟรไดท์ยิ้มกริ่ม "ข้าหรือ? หรือว่าเป็นเจ้าเองที่กำลังจะเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงของข้า?"
เทพหนุ่มหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพลิกกายขึ้นคร่อมเธอไว้ ร่างกำยำของเขาแผ่ความอบอุ่นออกมา ไดอะไนซัสเลื่อน ใบหน้าลงไปใกล้ต้นคอของอโฟรไดท์ ปลายจมูกของเขาไล้ไปตามผิวกายอันนุ่มละมุน
“ข้าเป็นเทพแห่งความมึนเมา แต่ดูเหมือนคืนนี้... เจ้าจะเป็นเหล้าองุ่นที่ทำให้ข้าหลงใหลเสียเอง"
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น... จงดื่มข้าให้ลุ่มหลงจนหมดสิ้นเถิด"
เสียงกระซิบแผ่วเบาหายไปในสายลม ท่ามกลางเถาองุ่นที่ไหวเอน สองเทพเริ่มต้นบทเพลงแห่งความรักที่ร้อน แรง...
เปลวไฟแห่งราคะ
เสียงกระซิบของอโฟรไดท์หายไปในความมืดของค่ำคืน ไดอะไนซัสไม่ลังเลอีกต่อไป ริมฝีปากของเขาประทับลง บนลำคอของเธอ ไล่ต่ำลงไปตามลาดไหล่เนียนนุ่ม ปลายลิ้นอุ่นร้อนทิ้งรอยสัมผัสบนผิวกายราวกับเปลวเพลิงที่ แผดเผา
อโฟรไดท์หลับตาพริ้ม รับรู้ถึงความร้อนที่ค่อยๆ ปะทุขึ้นในกายของเธอ มือเรียวสอดเข้าไปในเส้นผมของไดอะไน ซัส ดึงเขาเข้ามาแนบชิดกว่าเดิม ริมฝีปากของพวกเขาประสานกันอีกครั้งอย่างร้อนแรงและหิวกระหาย
ไดอะไนซัสเคลื่อนกายลงต่ำกว่าเดิม ปลายนิ้วของเขาลากไล้ไปตามเส้นโค้งเว้าของเทพีแห่งความงาม อโฟรไดท์ แย้มยิ้มเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความปรารถนาของเขา
“เจ้ากำลังจะหลงใหลข้าเข้าแล้ว ไดอะไนซัส"
เทพหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาวาวโรจน์ "ข้าหลงใหลเจ้าตั้งแต่แรกพบแล้ว อโฟรไดท์"
เสียงลมหายใจถี่กระชั้นของพวกเขาดังก้องอยู่ท่ามกลางเถาองุ่น มือของไดอะไนซัสลูบไล้ไปตามผิวกายของอโฟรไดท์อย่างอ่อนโยนแต่เปี่ยมไปด้วยความร้อนแรง
“เจ้าช่างหวานราวกับไวน์ชั้นเลิศ..." เขาพึมพำา ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะเริ่มต้นบทเพลงแห่งรักบนกายของเทพี แห่งความงาม
อโฟรไดท์จิกเล็บลงบนบ่ากว้างของเขา แววตาของเธอพร่าเลือนด้วยแรงปรารถนา ท่ามกลางเถาองุ่นที่ไหวเอน สองเทพเริ่มต้นบทเพลงแห่งราคะที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด…
รุ่งอรุณแห่งความมึนเมา
แสงแดดแรกของรุ่งอรุณทอดผ่านเถาองุ่น อโฟรไดท์ปรือตาขึ้นมองฟากฟ้า ร่างของเธอยังคงซุกอยู่ในอ้อม แขนของไดอะไนซัส ซึ่งยังคงหลับใหลอยู่ข้างๆ
เธอทอดสายตามองเทพหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา เส้นผมสีเข้มของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อยจากค่ำคืนอันยาวนาน ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบางๆ แม้จะอยู่ในห้วงนิทรา
อโฟรไดท์แย้มยิ้มบางก่อนจะใช้นิ้วเรียวลากไล้ไปตามแนวกรามของเขา "เจ้าช่างหวานล้ำ... ไดอะไนซัส"
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบผ้าคลุมมาพันกาย อโฟรไดท์มองดูสวนองุ่นรอบตัว เธอควรจะอยู่ ต่อไปอีกสักพักหรือจากไปดี?
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"จะไปแล้วหรือ? อโฟรไดท์"
เทพีหันกลับมา ไดอะไนซัสลืมตาขึ้นแล้ว ดวงตาของเขาสีเข้มราวกับผลองุ่น熟
อโฟรไดท์ยิ้มกริ่ม "เจ้าอยากให้ข้าอยู่ต่อหรือ?"
ไดอะไนซัสลุกขึ้น คว้าข้อมือของเธอไว้ “ถ้าข้าเอ่ยปาก เจ้าจะอยู่หรือ?"
เทพีหัวเราะเบาๆ "บางที... ข้าอาจจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย"
ไดอะไนซัสยิ้ม ก่อนจะดึงเธอเข้ามาใกล้อีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันอยากจากไป"
(บทต่อไป: อโฟรไดท์เดินทางกลับโอลิมปัส แต่กลับถูก อาเรส เทพแห่งสงครามล่อลวงเข้าไปในเงื้อมมือของเขา
ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนระหว่างเทพีแห่งความงามกับเทพแห่งสงครามจะเป็นเช่นไร...)
บทที่ 2
อ้อมแขนเทพเจ้าแห่งสงคราม
ท้องฟ้าเหนือโอลิมปัสปกคลุมด้วยม่านหมอกยามเช้า ลมเย็นพัดโชยผ่านเส้นผมสีทองของอโฟรไดท์ ขณะที่เธอค่อยๆ ก้าวผ่านท้องพระโรงอันโอ่อ่าของเหล่าทวยเทพ ร่างอรชรในอาภรณ์แพรโปร่งบางเบาสะท้อนแสงจากเปลวไฟในคบเพลิง ดึงดูดสายตาของเหล่าทวยเทพที่อยู่ในที่ประชุม
เธอเพิ่งกลับจากค่ำคืนอันเร่าร้อนกับไดอะไนซัส ทว่าหัวใจของเธอกลับยังไม่อิ่มเอมพอ เธอคือเทพีแห่งความรักและความใคร่... ความสุขจากบุรุษเพียงคนเดียวไม่มีวันเติมเต็มเธอได้
"เจ้าเดินทางไปที่แดนมนุษย์มาอย่างนั้นหรือ?" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด
อโฟรไดท์หยุดชะงัก หันไปมองร่างสูงกำยำที่ปรากฏอยู่ตรงระเบียงหิน ร่างสูงใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายของสงครามและพลังอำนาจอันล้นเหลือ ดวงตาสีแดงราวกับเปลวไฟของเขาจ้องมองเธออย่างลึกล้ำ
"อาเรส..."
เทพแห่งสงครามยิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาหาเธอ แต่ละก้าวของเขาหนักแน่นและทรงพลัง
"เจ้าหายไปหลายคืน ข้าสงสัยว่าเจ้าทำอะไรอยู่" เสียงของเขาทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยเสน่ห์อันอันตราย
อโฟรไดท์ยกยิ้ม ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เขา ดวงตาของเธอเป็นประกายยั่วยวน "ข้าก็แค่... ไปเติมเต็มความต้องการของตัวเอง"
อาเรสเลิกคิ้ว รอยยิ้มของเขายิ่งดูเย้ยหยัน "เติมเต็มกับใครกัน? ไดอะไนซัสอย่างนั้นหรือ?"
เทพีหัวเราะเบาๆ "เจ้ากำลังหึงหรือ?"
อาเรสหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปกระชากร่างของเธอเข้าหาตัว แรงกดจากฝ่ามือแกร่งทำให้เธอรู้สึกถึงอำนาจที่บดขยี้
"ข้าไม่มีวันหึง... แต่ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ไม่มีบุรุษหน้าไหนที่จะเติมเต็มเจ้าได้... นอกจากข้า"
เปลวไฟแห่งสงคราม
เสียงของอาเรสเปรียบเสมือนประกาศิต เขาผลักเธอเข้ากับเสาหินอ่อน ริมฝีปากหยาบกร้านบดเบียดลงบนริมฝีปากของเธออย่างรุนแรงและเร่าร้อน
อโฟรไดท์ครางออกมาเบาๆ ร่างของเธอสั่นสะท้านภายใต้การสัมผัสของเขา ความป่าเถื่อนและดิบเถื่อนของอาเรสแตกต่างจากไดอะไนซัสโดยสิ้นเชิง ถ้าหากไดอะไนซัสคือเหล้าองุ่นที่หวานล้ำ อาเรสก็คือเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้
มือใหญ่ของอาเรสลากไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเธอ ร้อนดั่งเหล็กที่เพิ่งถูกตีจากเตาหลอม อโฟรไดท์จิกเล็บลงบนแผ่นอกเปลือยเปล่าของเขา ความแข็งแกร่งของร่างกายใต้ฝ่ามือของเธอยิ่งกระตุ้นความปรารถนาในตัวเธอให้ลุกโชน
"เจ้าเป็นของข้า อโฟรไดท์"
เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาสีแดงเข้มวาวโรจน์เต็มไปด้วยแรงปรารถนา
"ข้าจะเป็นของเจ้า... ถ้าเจ้าสามารถทำให้ข้าพึงพอใจได้" เทพีแห่งความรักแสยะยิ้มท้าทาย
อาเรสหัวเราะอย่างดุร้าย ก่อนที่เขาจะยกร่างของเธอขึ้นแนบกับเสาหิน และเริ่มต้นบทเพลงแห่งราคะที่รุนแรงราวกับสงคราม
เช้าวันใหม่... กับความสัมพันธ์อันตราย
แสงอาทิตย์ลอดผ่านม่านบางของตำหนัก อโฟรไดท์ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสหนักแน่นที่กอดรัดรอบเอวของเธอ
เธอหันไปมองร่างของอาเรสที่ยังคงหลับใหลอยู่ข้างๆ เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนผิวกายของเขายังคงมีรอยจิกและรอยขีดข่วนจากเธอ
เทพีแห่งความรักยิ้มบาง ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูของเขา "สงครามเมื่อคืน... ทำให้ข้าพอใจไม่น้อยเลยล่ะ อาเรส"
อาเรสขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะดึงร่างของเธอเข้ามาแนบกับอกแกร่งของเขา "ข้ายังไม่จบกับเจ้า อโฟรไดท์"
เธอหัวเราะเบาๆ "เช่นนั้นหรือ? ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะมีเรี่ยวแรงมากพอหรือไม่"
อาเรสยิ้มอย่างอันตราย ก่อนที่เขาจะพลิกตัวขึ้นคร่อมเธออีกครั้ง
"ข้าจะทำให้เจ้าจำไว้ ว่าไม่มีผู้ใด... ทำให้เจ้าพึงพอใจได้เท่าข้า"
(บทต่อไป: เมื่ออโฟรไดท์เดินทางไปยังวิหารเดลฟี เธอได้พบกับ อพอลโล เทพแห่งแสงสว่าง ความเย้ายวนของเทพีแห่งความรักจะทำให้เทพแห่งดวงอาทิตย์หวั่นไหวได้หรือไม่?)
บทที่ 3
เสน่ห์แห่งแสงและเงา
แสงแห่งอรุณฉายทอดผ่านเส้นขอบฟ้า ทอประกายทองอร่ามตระการตาเหนือยอดเขาพาร์นาซัส อโฟรไดท์ยืนอยู่บนลานหินอ่อนของวิหารเดลฟี สายลมอ่อนๆ พัดผ่านผิวกายของเธอ ทำให้เสื้อคลุมเนื้อบางโอบรัดรูปร่างของเธอแนบแน่น เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวน
หลังค่ำคืนเร่าร้อนกับอาเรส อโฟรไดท์ยังคงโหยหาความปรารถนารูปแบบใหม่ เธอไม่เคยพอใจกับเพียงแค่ผู้เดียว และในวันนี้ เป้าหมายของเธอคือบุรุษผู้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งแสงสว่าง...
อพอลโล
เทพแห่งดวงอาทิตย์ ผู้หล่อเหลาและสง่างามราวกับศิลปะชั้นเลิศ รูปร่างของเขาเพรียวแต่แข็งแกร่ง เส้นผมสีทองอ่อนพลิ้วไหวใต้แสงแดด ดวงตาสีทองสะท้อนแสงประกายลึกล้ำ
อโฟรไดท์ยิ้มบางขณะมองเขากำลังบรรเลงพิณทองคำ เสียงดนตรีของเขาทอดยาวดั่งแสงอาทิตย์แรกยามรุ่งสาง เสียงนั้นช่างงดงาม แต่เธอต้องการมากกว่าความงาม... เธอต้องการให้เขาสั่นไหว ต้องการให้เขายอมจำนนต่อแรงปรารถนา
บทเพลงแห่งการยั่วยวน
อโฟรไดท์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น พลางส่งเสียงแผ่วหวาน "เสียงพิณของเจ้าช่างไพเราะเหลือเกิน อพอลโล"
อพอลโลเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาสบเข้ากับเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงบและสุขุม แตกต่างจากอาเรสโดยสิ้นเชิง
"เทพีแห่งความรัก เหตุใดเจ้าจึงมาหาข้าถึงที่นี่?" เสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความระวัง
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ปลายนิ้วของเธอไล้ผ่านสายพิณ ราวกับเล่นกับแรงสั่นสะเทือนของเสียงดนตรี "ข้าแค่อยากฟังเสียงของเจ้า... อยากสัมผัสแสงแห่งดวงอาทิตย์"
อพอลโลหัวเราะเบาๆ "เจ้าเป็นเทพีที่ข้าไม่อาจไว้ใจได้ อโฟรไดท์"
"เช่นนั้นหรือ?" เธอกระซิบเบาๆ ขณะเอนตัวเข้าใกล้เขา "หรือเจ้ากลัวว่าแสงของเจ้าจะถูกเงาของข้ากลืนกิน?"
อพอลโลมองเธอเงียบๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอื้อมมือมาแตะปลายคางของเธอ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่ลมหายใจ
"ข้าไม่กลัวความมืด อโฟรไดท์... แต่ข้ากลัวว่า หากข้าได้สัมผัสเจ้า ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือได้อีก"
แสงที่เผาผลาญ... และเงาที่ล่อลวง
อโฟรไดท์ไม่ได้รอให้เขาคิดนานกว่านั้น เธอกดริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของเขาอย่างเร่าร้อน
อพอลโลตกใจในตอนแรก แต่เพียงไม่นาน มือของเขาก็เลื่อนไปโอบรอบเอวของเธอและตอบสนองเธอด้วยความร้อนแรงที่ไม่แพ้กัน แสงแดดยามสายส่องกระทบเรือนกายของทั้งสอง ร่างของพวกเขาร้อนขึ้นราวกับเปลวเพลิง
มือของอพอลโลสัมผัสผิวกายของเธอ ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้น ขณะที่มือของเธอลูบไล้ไปตามแผ่นอกของเขา อโฟรไดท์แสยะยิ้ม เธอรู้แล้วว่าเธอสามารถทำให้เทพแห่งดวงอาทิตย์ลุ่มหลงในตัวเธอได้
"ข้าอยากลิ้มรสแสงของเจ้า อพอลโล"
เสียงของเธอหวานหยด และอพอลโลก็ตอบรับเธอด้วยร่างกายของเขา
รุ่งอรุณแห่งความลุ่มหลง
เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ส่องลอดผ่านม่าน วิหารเดลฟีเงียบงัน มีเพียงเสียงหายใจสม่ำเสมอของร่างสองร่างที่พันกันอยู่บนแท่นหินอ่อน
อโฟรไดท์ลืมตาขึ้น มองอพอลโลที่กำลังหลับใหลข้างๆ เธอ แสงแดดอ่อนส่องกระทบผิวของเขา ทำให้เขาดูราวกับประติมากรรมที่สมบูรณ์แบบ
เธอยกยิ้มก่อนจะจุมพิตลงบนแผงอกของเขาแผ่วเบา
"ข้าได้ลิ้มรสแสงของเจ้าแล้ว อพอลโล"
เธอกระซิบกับเขา ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น สวมอาภรณ์ของเธอ และเดินออกจากวิหารเดลฟี
เธอได้เติมเต็มความปรารถนาของเธออีกครั้ง แต่ในหัวใจของเธอ เธอรู้ดีว่าการเดินทางของเธอ... ยังไม่จบ
(บทต่อไป: อโฟรไดท์ลงสู่ยมโลก และเธอได้เผชิญหน้ากับเทพแห่งความตาย ฮาเดส การเผชิญหน้าครั้งนี้จะนำพาความร้อนแรงหรือความหนาวเย็นมาสู่หัวใจของเธอ?)
บทที่ 4
ความเย็นเยือกของฮาเดส
เสียงของสายน้ำสติ๊กซ์กระซิบแผ่วในความมืดมิด ยามที่อโฟรไดท์ก้าวเข้ามายังอาณาจักรแห่งความตาย นางไม่เคยย่างกรายมาถึงที่นี่มาก่อน แต่คืนนี้... หัวใจของนางโหยหาความตื่นเต้นที่แตกต่างจากเปลวเพลิงแห่งอพอลโล
"ฮาเดส..." นางเอ่ยเสียงหวาน ปลายนิ้วเรียวลากผ่านไอเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วอากาศ
เทพแห่งยมโลกปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด ร่างสูงสง่าของเขาเปล่งรัศมีแห่งอำนาจลึกลับ เสื้อคลุมดำสนิทปลิวไหวไปตามลมเย็น ดวงตาสีเทาของเขาจ้องลึกลงมาอย่างเงียบงันและสุขุม
"เหตุใดเทพีแห่งความรักจึงมาเยือนอาณาจักรแห่งข้า?"
อโฟรไดท์ยกยิ้ม ริมฝีปากแดงฉ่ำคลี่ออกเชื่องช้า "ข้าอยากรู้ว่าในความเย็นเยือก เจ้าจะมีไฟแห่งปรารถนาซ่อนอยู่หรือไม่"
ฮาเดสเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "เจ้าเล่นกับไฟมานักต่อนัก อโฟรไดท์ แต่ข้าคือความมืดที่ไม่อาจเผาไหม้ได้ง่ายดายเช่นเหล่าเทพแห่งโอลิมปัส"
"เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ" นางกระซิบ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ขึ้น
ดวงตาของฮาเดสฉายแววลังเล เขาไม่ใช่เทพที่มักปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอารมณ์ปรารถนา ทว่าเมื่ออโฟรไดท์อยู่ใกล้พอจนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายหอมหวาน มือของเขาก็ยกขึ้นราวกับต้องมนตร์
ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะเบาๆ ที่สันกรามของนาง สัมผัสนั้นทำให้อโฟรไดท์ตัวสั่น ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้น
"เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเล่นกับความมืด?" ฮาเดสกระซิบชิดริมฝีปากของนาง
"แน่ใจเสียยิ่งกว่าทุกสิ่ง"
แรงดึงดูดของความมืด
ริมฝีปากของฮาเดสเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสกับนาง แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ความเย็นก็กลับกลายเป็นไฟที่แผดเผาภายใน อ้อมแขนแข็งแกร่งของเขาตรึงนางไว้ขณะจุมพิตลึกซึ้ง
มือของฮาเดสลูบไล้ไปตามสรีระของนางด้วยสัมผัสที่มั่นคงแต่ระมัดระวัง ราวกับเขากำลังสำรวจสิ่งต้องห้าม ความสุขุมของเขาต่างจากอาเรสที่รุนแรง ต่างจากอพอลโลที่เปี่ยมเสน่ห์ หากแต่เป็นความมืดมิดที่แสนอบอุ่นและล้ำลึก
อโฟรไดท์ไม่อาจห้ามตัวเองจากการจมลึกลงไปในอ้อมแขนของเขา
"เจ้าเป็นเทพที่อันตรายนัก ฮาเดส" นางพึมพำเมื่อเขาถอนจุมพิตช้าๆ
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มมุมปาก "ข้าไม่ใช่อันตราย ข้าเป็นเพียงความมืดที่เจ้าหลีกหนีไม่ได้เท่านั้น"
ราตรีแห่งความเร่าร้อนในยมโลก
ภายในห้องบรรทมอันเงียบงัน มีเพียงเปลวไฟสีนิลที่เต้นระยิบระยับอยู่บนเชิงเทียน อโฟรไดท์ทอดกายอยู่บนแท่นศิลาหรูหรา ในขณะที่ฮาเดสใช้ดวงตาลุ่มลึกของเขามองสำรวจนาง
"ข้าคิดว่าเจ้ามีแต่ความเย็นชาเสียอีก" นางแกล้งกระเซ้า
ฮาเดสก้มลงแนบตัวใกล้ ปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านลาดไหล่ของนางเบาๆ ก่อนกระซิบเสียงต่ำ "เจ้าไม่รู้จักข้าดีพอ อโฟรไดท์"
และในค่ำคืนนั้น อโฟรไดท์ได้รู้ซึ้งถึงความลึกซึ้งของความมืดที่เธอโหยหา ความเย็นเยือกของฮาเดสไม่ได้ไร้หัวใจ กลับกัน มันคือความร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ใต้เงามืด รอวันที่จะถูกปลดปล่อย
รุ่งอรุณของความลุ่มหลง
เมื่อเสียงแรกของวันใหม่ดังก้องเหนือยมโลก อโฟรไดท์ลืมตาขึ้นและพบว่าฮาเดสยังคงอยู่ข้างๆ นาง
"เจ้าไม่เสียใจหรือ ที่ปล่อยให้ข้าเข้ามาในโลกของเจ้า?"
ฮาเดสยกมือขึ้นสัมผัสเรือนผมของนางเบาๆ "ข้ามิใช่คนที่ควรเสียใจ แต่เป็นเจ้า... ที่อาจไม่มีวันลืมข้าได้อีก"
อโฟรไดท์เพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอนศีรษะลงบนอกของเขา "บางที... เจ้าก็อาจจะพูดถูก"
(บทต่อไป: อโฟรไดท์ออกจากยมโลก และเธอได้พบกับ เฮอร์มีส เทพแห่งการเดินทาง ผู้มากด้วยไหวพริบและเสน่ห์ลึกลับ การพบกันของทั้งสองจะนำไปสู่การผจญภัย หรือเป็นเพียงเกมแห่งความเสน่หา?)
บทที่ 5
สายลมแห่งเฮอร์มีส
สายลมแห่งอิสรภาพ
สายลมแห่งโอลิมปัสโบกพัดเบาๆ ขณะที่อโฟรไดท์ทอดสายตามองไปยังขอบฟ้า นางทิ้งร่องรอยของค่ำคืนอันร้อนแรงกับฮาเดสไว้เบื้องหลัง บัดนี้ถึงเวลาที่นางจะออกเดินทางสู่ความตื่นเต้นครั้งใหม่
"ข้าคิดถึงอิสรภาพ" นางพึมพำขณะก้าวออกจากยมโลก ร่างโปร่งของนางเปล่งประกายราวกับไข่มุกต้องแสงแดด
แต่ยังไม่ทันที่นางจะก้าวพ้นพรมแดนของอาณาจักรแห่งความตาย เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากอากาศเบื้องบน
"เทพีแห่งความรัก... ท่านช่างงดงามยิ่งนัก ยิ่งเมื่ออยู่ท่ามกลางเงามืดของยมโลก"
อโฟรไดท์หันไปมองและพบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาสีอำพันเจ้าเล่ห์จ้องมายังนาง รอยยิ้มขี้เล่นแต่งแต้มบนริมฝีปากของเขา
"เฮอร์มีส..." นางเอ่ยชื่อเขาเบาๆ
เทพแห่งการเดินทาง ผู้มากด้วยไหวพริบ รวดเร็วราวสายลม และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน เฮอร์มีสเป็นเทพเพียงไม่กี่องค์ที่สามารถเดินทางระหว่างยมโลกและโอลิมปัสได้อย่างอิสระ
เขาก้าวเข้าใกล้นาง ลมอุ่นพัดผ่านปลายเส้นผมนุ่มของอโฟรไดท์ มือของเขาแตะเบาๆ ที่ปลายคางของนาง
"ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ เทพีแห่งความรัก?"
อโฟรไดท์ยกยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเหล่ามนุษย์และเทพต้องหลงใหล "ข้าเพียงโหยหาสายลมแห่งอิสรภาพ"
เฮอร์มีสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนาง "เช่นนั้น ให้ข้าเป็นสายลมของท่านเถอะ"
เกมแห่งการยั่วยวน
ในพริบตาเดียว เฮอร์มีสโอบรอบเอวของนาง และทั้งสองก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของพวกเขาแหวกผ่านสายลม ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
"เจ้ามักจะรวดเร็วเช่นนี้เสมอหรือ?" อโฟรไดท์เอ่ยแซว ขณะที่สายลมพัดผ่านกายของนาง
เฮอร์มีสหัวเราะ "เฉพาะกับสิ่งที่ข้าอยากได้เท่านั้น"
อโฟรไดท์มองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย นางรู้ว่าเฮอร์มีสเป็นนักเล่นเกม เขาไม่เหมือนอาเรสที่เร่าร้อน ไม่เหมือนอพอลโลที่ส่องแสงเจิดจ้า และไม่เหมือนฮาเดสที่เต็มไปด้วยความลึกลับ เฮอร์มีสเป็นสายลม เป็นเสรีภาพที่ไม่มีวันถูกพันธนาการ
นางท้าทายเขาด้วยแววตา "แล้วเจ้าจะทำอย่างไร ถ้าข้าจะหลบหนีไปจากเจ้า?"
เฮอร์มีสกระตุกยิ้ม "ข้าจะไล่ตามท่านจนกว่าจะจับท่านได้"
นางหัวเราะ ก่อนจะปลดตัวเองออกจากอ้อมแขนของเขา และทิ้งตัวลงจากท้องฟ้า
"เช่นนั้นก็ตามหาข้าให้พบสิ เทพแห่งสายลม"
การตามล่าในรัตติกาล
เฮอร์มีสไล่ตามนางไปทั่วโลก มองหาเงาของเทพีที่เป็นดั่งดาวประดับฟากฟ้า อโฟรไดท์คือสิ่งที่เหล่าเทพและมนุษย์โหยหา และบัดนี้ เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
ในที่สุด เขาก็พบเธอ นั่งอยู่บนแท่นหินริมชายฝั่ง ผมสีทองปลิวไสวตามสายลม ดวงจันทร์ส่องแสงกระทบเรือนร่างของนาง
เฮอร์มีสเดินเข้าไปใกล้ "ท่านช่างเจ้าเล่ห์นัก อโฟรไดท์"
อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเป็นประกาย "แต่เจ้าก็ตามหาข้าจนพบมิใช่หรือ?"
เฮอร์มีสยกยิ้ม ก่อนจะโน้มตัวลงจับข้อมือของนาง "แล้วท่านคิดว่าข้าจะปล่อยท่านไปง่ายๆ หรือไม่?"
ค่ำคืนแห่งสายลมและรสจุมพิต
สายลมพัดไหวขณะที่เฮอร์มีสตรึงนางไว้กับพื้นหินเย็น มือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของนาง ริมฝีปากเคลื่อนเข้าใกล้ทีละนิด
"ข้าจะสอนให้ท่านรู้ว่า สายลม... ไม่ได้มีแค่ความอ่อนโยน"
อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ "ข้ารออยู่แล้ว"
แล้วริมฝีปากของเขาก็ทาบทับลงมา จุมพิตของเขาไม่เร่าร้อนแบบอาเรส ไม่เย็นเยียบแบบฮาเดส แต่มันคือสายลมที่โอบกอดร่างกายของนางไว้ทุกส่วน สัมผัสของเขารวดเร็วและแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งอ่อนโยน บางครั้งก็รุนแรง
ค่ำคืนนี้ยาวนาน และอโฟรไดท์ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า... นางหลงใหลในเสรีภาพที่เฮอร์มีสมอบให้
รุ่งสางแห่งการเดินทางใหม่
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน อโฟรไดท์ลืมตาขึ้น และพบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของเฮอร์มีส เขาหลับไปแล้ว ดวงหน้าของเขาดูสงบ ไม่มีแววเจ้าเล่ห์เหมือนยามตื่น
นางยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกขึ้น แต่มือของเฮอร์มีสกลับคว้าข้อมือนางไว้
"อย่าคิดหนีไปอีกนะ อโฟรไดท์"
นางหัวเราะ "ข้าก็ต้องไปต่อเช่นกัน เจ้าไม่ใช่สายลมเดียวที่ข้าปรารถนา"
เฮอร์มีสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปล่อยนาง "เช่นนั้นจงจำไว้ ว่าข้ายังคงอยู่ และพร้อมจะพัดพากลับมาหาท่านเสมอ"
อโฟรไดท์เพียงยิ้ม ก่อนจะหันหลังและออกเดินทางอีกครั้ง
(บทต่อไป: อโฟรไดท์เดินทางไปสู่ดินแดนของเหล่ามนุษย์ และได้พบกับ โอไรออน นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ เสน่ห์ของชายผู้กล้าแกร่งและการเผชิญหน้าครั้งใหม่จะนำไปสู่เรื่องราวแบบใด?)
บทที่ 6
ดวงดาวแห่งโอไรออน
แสงดาวแห่งโชคชะตา
ค่ำคืนแห่งสายลมของเฮอร์มีสจบลง อโฟรไดท์ทอดสายตามองดวงดาวบนฟากฟ้า นางรู้ดีว่าการเดินทางของตนยังไม่จบสิ้น
เสียงคลื่นซัดสาดกระทบชายฝั่ง ขณะที่เท้าของเทพีสัมผัสพื้นทราย นางหันมองไปยังผืนมหาสมุทรที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ที่แห่งนี้เป็นเขตแดนของนักล่าผู้ยิ่งใหญ่ คนที่มนุษย์กล่าวขานถึง—โอไรออน
โอไรออนคือยอดนักล่า ชายผู้สามารถโค่นสัตว์ร้ายได้ทุกตัวที่ขวางหน้า เขาแข็งแกร่ง ดุดัน แต่ก็น่าหลงใหล
คืนนี้ ดวงดาวของเขาเจิดจรัสบนท้องฟ้า และชะตาก็พานางมาพบกับเขา
นักล่าผู้หยิ่งทะนง
อโฟรไดท์เดินลึกเข้าไปในป่าที่โอไรออนมักออกล่า บรรยากาศเงียบสงบ แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นของความลึกลับ
ทันใดนั้น เสียงใบไม้ไหวก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะก้าวออกมาจากเงามืด
"เจ้าคือใคร?"
เสียงทุ้มลึกของเขาแทรกผ่านความเงียบ อโฟรไดท์สบตาชายร่างกำยำ เขาสวมเพียงหนังสัตว์พาดไหล่ เปลือยแผงอกกว้างแข็งแกร่ง ผิวสีแทนจากการใช้ชีวิตกลางแจ้ง และแววตาคมดุจพญาเหยี่ยว
"ข้าคือเทพีอโฟรไดท์" นางเอ่ยตอบ รอยยิ้มเย้ายวนประดับบนริมฝีปาก
โอไรออนเลิกคิ้ว "เทพีแห่งความรัก? ข้ามิใช่ชายที่เชื่อเรื่องเทพธิดาแห่งความเสน่หา"
"แต่ข้าไม่ได้มาเพื่อให้เจ้าศรัทธา" นางก้าวเข้าใกล้เขา ดวงตาสีอำพันฉายแววท้าทาย "ข้าเพียงต้องการรู้ว่า... นักล่าเช่นเจ้า มีหัวใจให้เทพีเช่นข้าหรือไม่"
โอไรออนหัวเราะเบาๆ เขาเป็นชายที่ไม่เคยกลัวอะไร และไม่เคยยอมศิโรราบให้ใครง่ายๆ
"ถ้าเช่นนั้น เรามาเล่นเกมกันดีหรือไม่?" เขาท้าทาย
"เกมแบบใด?"
เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูนาง "หากข้าจับเจ้าก่อนรุ่งอรุณได้... เจ้าจะเป็นของข้า"
อโฟรไดท์หัวเราะ "และหากเจ้าจับข้ามิได้เล่า?"
โอไรออนยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าจะตามหาเจ้าต่อไป... ไม่ว่านานเพียงใดก็ตาม"
เกมล่าความปรารถนา
อโฟรไดท์วิ่งไปท่ามกลางป่า เสียงหัวเราะของนางดังแว่วในสายลม ขณะที่เงาของโอไรออนเคลื่อนผ่านพุ่มไม้ด้วยความว่องไว
เขาเป็นนักล่าผู้ชำนาญ และอโฟรไดท์ก็เป็นเทพีที่ไม่มีวันยอมถูกจับง่ายๆ
แต่สุดท้าย มือใหญ่ของโอไรออนก็คว้าร่างนางไว้ได้ ร่างของนางถูกตรึงอยู่ใต้ร่างของเขา
"เจ้าถูกจับแล้ว อโฟรไดท์" เขากระซิบเสียงพร่า
เทพีสบตาเขา แววตานางเต็มไปด้วยไฟแห่งความปรารถนา "เช่นนั้นจงทำให้ข้ายอมแพ้ให้ได้"
ค่ำคืนแห่งดวงดาว
โอไรออนมิใช่ชายที่อ่อนโยนเหมือนเฮอร์มีส มิใช่นักรบที่เร่าร้อนดั่งอาเรส เขาคือสัตว์ป่าที่ล่าเหยื่อด้วยสัญชาตญาณ ความแข็งแกร่งของเขาพันธนาการร่างของอโฟรไดท์ไว้ใต้ร่าง ลมหายใจของเขาร้อนแรงไม่ต่างจากนักรบผู้กระหายชัยชนะ
ร่างกายของพวกเขาผสานกันท่ามกลางแสงจันทร์ เสียงหอบหายใจและเสียงหัวใจเต้นประสานกันราวกับเป็นท่วงทำนองเดียวกัน
ค่ำคืนผ่านไปพร้อมกับความเร่าร้อน ดวงดาวบนฟากฟ้ากลายเป็นพยานแห่งเกมล่าที่จบลงด้วยไฟแห่งปรารถนา
รุ่งอรุณแห่งการลาจาก
เมื่อดวงตะวันขึ้น อโฟรไดท์ลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในอ้อมแขนของโอไรออน
เขาสบตานาง ก่อนจะยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมนุ่มของนาง "เจ้าจะจากไปอีกแล้วใช่หรือไม่?"
อโฟรไดท์ยิ้มบางๆ "ข้าคือสายลมแห่งความรัก โอไรออน... ข้าไม่อาจเป็นของใครได้ตลอดไป"
โอไรออนถอนหายใจ "แล้วข้าควรทำอย่างไร หากข้ายังต้องการเจ้า?"
อโฟรไดท์แตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากของเขา "จงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า... เพราะข้าจะอยู่ที่นั่นเสมอ"
แล้วร่างของนางก็เลือนหายไป เหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งค่ำคืนที่ไม่มีวันลืม
โอไรออนเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวของเขายังส่องแสง... และเขารู้ว่า ไม่ว่าที่ใด อโฟรไดท์ก็ยังอยู่ในใจของเขาเสมอ
บทที่ 7
ราคะของซุสราชาแห่งสายฟ้า
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน ระหว่างเทพีแห่งความรักกับราชันแห่งสายฟ้า
1. พายุแห่งโอลิมปัส
เมฆดำครึ้มลอยต่ำเหนือยอดเขาโอลิมปัส ประกายสายฟ้าส่องวาบไปทั่วท้องฟ้า พร้อมเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นจนสะเทือนปฐพี
อโฟรไดท์ทอดสายตามองขึ้นไปเบื้องบน เธอรู้ดีว่าใครเป็นผู้ก่อพายุนี้
ซุส—ราชาแห่งเหล่าทวยเทพ เทพแห่งสายฟ้าและอำนาจสูงสุด
เทพีแห่งความรักยิ้มบาง เมื่อคราวนี้ เทพสูงสุดแห่งโอลิมปัสทรงต้องการเธอ
"เจ้าเรียกหาข้า ทำไมถึงไม่มาหาข้าเองล่ะ?" อโฟรไดท์พึมพำ ก่อนก้าวเดินเข้าไปในมหาวิหารอันยิ่งใหญ่ของซุส
ภายในโถงกว้างใหญ่ที่ประดับด้วยเสาหินอ่อนสีขาวและทอง สายลมหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ซุสประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ดวงตาของพระองค์เป็นประกายดั่งสายฟ้าที่สะท้อนถึงความปรารถนาอันแรงกล้า
"เจ้ากล้าหาญนักนะ อโฟรไดท์" ซุสตรัสเสียงทุ้มต่ำ "เข้ามาหาข้าโดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใด"
"แล้วข้าควรหวั่นเกรงหรือ?" อโฟรไดท์ย่างก้าวเข้ามาใกล้ ปล่อยให้เส้นผมสีทองสยายไหวไปตามแรงลม "ข้าเป็นเทพีแห่งความรัก... มิใช่เหยื่อที่เจ้าจะข่มขู่ได้ง่าย ๆ"
ซุสหัวเราะ เสียงของพระองค์กึกก้องราวกับฟ้าผ่า "เช่นนั้นหรือ? แต่ข้ารู้ดีว่าเจ้ามาเพราะเจ้าก็ต้องการข้า... ไม่ต่างจากที่ข้าต้องการเจ้า"
2. แรงปรารถนาของเทพสูงสุด
สายตาของซุสเต็มไปด้วยพลังแห่งการครอบครอง พระองค์ลุกขึ้นจากบัลลังก์และก้าวเข้าหาอโฟรไดท์อย่างมั่นคง ร่างสูงใหญ่กำยำราวนักรบที่ผ่านศึกมานับพันปี
"ข้าจึงเรียกเจ้ามา เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ควรคู่กับข้ามากไปกว่าเจ้า"
อโฟรไดท์ยกยิ้ม ริมฝีปากสีแดงสดเผยอขึ้นอย่างท้าทาย "ข้าควรเชื่อคำพูดของเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
ซุสไม่ตอบ แต่เพียงเสี้ยววินาที พระองค์ก็รวบตัวเธอเข้าไปในอ้อมแขน
มือหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียดของเธอ ก่อนจะเอื้อมขึ้นโอบต้นคอระหง เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อริมฝีปากของเทพแห่งสายฟ้าบดขยี้ลงบนเรียวปากของเทพีแห่งความรัก
รสจูบของพระองค์หนักแน่น ดิบเถื่อน และเต็มไปด้วยพลังแห่งราชัน
อโฟรไดท์ครางในลำคอ นี่คือจูบที่มิอาจปฏิเสธได้ ราวกับแรงดึงดูดของพายุที่พร้อมจะโหมกระหน่ำเธอให้พ่ายแพ้
"เจ้ารู้หรือไม่..." ซุสกระซิบข้างหูเธอ เสียงแหบพร่าดั่งเสียงฟ้าที่กำลังจะผ่า "ว่าข้าฝันถึงเจ้า... นับครั้งไม่ถ้วน"
อโฟรไดท์มองเข้าไปในดวงตาของพระองค์ "เช่นนั้นก็จงทำให้ความฝันของเจ้ากลายเป็นจริง"
3. สายฟ้าแห่งราคะ
ร่างของเทพีแห่งความรักถูกซุสอุ้มขึ้นไปยังแท่นศักดิ์สิทธิ์ พายุสายฟ้ายังคงคำรามอยู่ภายนอก ทว่าความเร่าร้อนภายในโถงนี้กลับเข้มข้นยิ่งกว่าเปลวเพลิงใด ๆ
พระหัตถ์ทรงพลังของซุสลากไล้ไปตามเรือนร่างของอโฟรไดท์อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
"เจ้าสวยงามเกินกว่าที่ข้าจะปล่อยให้ใครได้ครอบครอง"
อโฟรไดท์หัวเราะเบา ๆ "เจ้าลืมไปหรือ ซุส... ข้ามิใช่หญิงที่ถูกจองจำง่าย ๆ"
ซุสจ้องมองเธอ ก่อนจะก้มลงมาประทับจูบลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่าของเธอ
"ข้ามิได้ต้องการจองจำเจ้า" พระองค์กระซิบเสียงต่ำ "แต่ข้าจะทำให้เจ้าจดจำข้า... ตลอดกาล"
และในค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าแห่งโอลิมปัสถูกฉาบไปด้วยแสงสายฟ้า เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง ขับขานถึงเรื่องราวแห่งราคะของเทพสูงสุดและเทพีแห่งความรัก
4. ราชันผู้ไม่อาจพ่ายแพ้
รุ่งเช้า แสงสีทองของดวงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาในโถงศักดิ์สิทธิ์ อโฟรไดท์ทอดกายอยู่ข้างกายของซุส พระองค์นอนทอดสายตามองเธอราวกับกำลังพิจารณา
"เจ้ายังคงเป็นเทพีที่ไม่มีผู้ใดควบคุมได้"
อโฟรไดท์ยิ้ม "แล้วเจ้าผิดหวังหรือไม่?"
ซุสหัวเราะ "หาไม่ ข้าชอบเช่นนี้... ความรักที่ต้องการอิสรภาพ ย่อมงดงามกว่าสิ่งใด"
อโฟรไดท์ยื่นมือไปแตะแก้มของพระองค์ "เช่นนั้น เจ้าก็จงจำไว้ว่า... ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นเจ้าของข้าได้"
ซุสมองเธอ ก่อนจะเอื้อมมือมาสัมผัสริมฝีปากของเธอเบา ๆ
"แต่ข้าจะเป็นผู้ที่เจ้าจดจำ... ตลอดไป"
สายฟ้าสุดท้ายผ่าลงกลางโอลิมปัส ก่อนจะจางหายไป ทว่าพายุแห่งความปรารถนายังคงอยู่ตลอดกาล
บทที่ 8
แพน เทพเจ้าแห่งท้องทุ่ง
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน ระหว่างเทพีแห่งความรักกับเทพแห่งท้องทุ่งและเสียงขลุ่ย
1. เสียงขลุ่ยแห่งป่าเขา
สายลมอ่อนโยนพัดผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าอบอวลไปทั่วท้องทุ่งแห่งอาร์คาเดีย อโฟรไดท์ทอดพระเนตรไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากโอลิมปัส มันช่างอิสระ ปลอดโปร่ง และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ
เธอเดินทอดน่องไปตามทุ่งหญ้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่สาดส่องลงมาต้องผิวกายของเธอ เสียงขลุ่ยอันหวานละมุนลอยมาตามสายลม
มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงปรารถนาอันลึกลับ
อโฟรไดท์ยิ้มมุมปาก เธอรู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร
แพน—เทพเจ้าแห่งท้องทุ่ง ดนตรี และความสุขแห่งป่าเขา
เทพครึ่งแพะครึ่งมนุษย์ผู้หลงใหลในเสียงขลุ่ยและความหฤหรรษ์ของโลก
"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเสียงขลุ่ยของเจ้าทำให้ข้าหลงใหลได้เพียงใด?" อโฟรไดท์เอ่ยขึ้น
เสียงขลุ่ยพลันเงียบลง ก่อนที่ร่างสูงของเทพแพนจะปรากฏขึ้นจากหลังต้นไม้ ดวงตาสีทองของเขาเป็นประกายวิบวับแฝงแววขี้เล่น ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าท่อนบน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ได้รูป เส้นผมยุ่งเหยิงและมีเขาโค้งเล็ก ๆ บนศีรษะ
"โอ้ เทพีแห่งความรักมาเยือนท้องทุ่งของข้า" แพนยิ้มกว้าง "ข้าช่างโชคดีเสียจริง"
"และเจ้ากำลังทำให้ข้าหลงใหลด้วยเสียงขลุ่ยของเจ้า"
แพนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้เธอ "หรือเจ้าแน่ใจว่ามีเพียงเสียงขลุ่ยของข้าที่ทำให้เจ้าหลงใหล?"
2. เสน่ห์ของเทพแพะ
แพนจ้องมองอโฟรไดท์ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์และขี้เล่น "เจ้ามาที่นี่เพราะต้องการสัมผัสความอิสระ... หรือเพราะต้องการข้า?"
อโฟรไดท์ยิ้มบาง "ข้าอาจจะต้องการทั้งสองอย่าง"
แพนหัวเราะเสียงทุ้ม ก่อนจะคว้ามือของเธอขึ้นมาจูบเบา ๆ "เช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าลืมไม่ลง"
มือแกร่งของเขาลูบไล้ไปตามแขนของเธอ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาแตะแก้มเบา ๆ อโฟรไดท์ไม่ได้ถอยหนี เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างท้าทาย
แพนโน้มตัวลง กระซิบข้างหูของเธอ "เจ้ารู้หรือไม่ อโฟรไดท์... ข้าเฝ้าฝันถึงเจ้า"
"ข้าไม่แปลกใจ" เธอตอบกลับอย่างเย้ายวน
เทพแห่งท้องทุ่งยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือไปกอบกุมเอวคอดกิ่วของเธอ "เจ้ารู้หรือไม่ว่าขลุ่ยของข้าถูกสร้างขึ้นจากต้นไม้ที่ข้ารักที่สุด... และข้าก็อยากจะให้เจ้ากลายเป็นเพลงที่ไพเราะที่สุดของข้า"
อโฟรไดท์หัวเราะ "เช่นนั้น จงเป่าเพลงรักให้ข้าฟังสิ แพน"
แพนยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปาก เสียงเพลงอันไพเราะดังก้องไปทั่วท้องทุ่ง ละมุน นุ่มนวล แต่กลับแฝงไปด้วยแรงปรารถนาอันล้ำลึก
อโฟรไดท์หลับตาฟัง ปล่อยให้ท่วงทำนองของเขาโอบกอดเธอไว้
และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แพนก็อยู่ใกล้เธอจนลมหายใจของทั้งสองแทบจะผสานเป็นหนึ่งเดียว
3. ท่วงทำนองแห่งความปรารถนา
ริมฝีปากของแพนแตะลงบนไหล่ของอโฟรไดท์อย่างแผ่วเบา ดั่งสายลมที่ลูบไล้ท้องทุ่งหญ้า
"ข้าสามารถทำให้เจ้าหลงใหลได้มากกว่าด้วยเสียงเพลง" เขากระซิบเสียงพร่า
อโฟรไดท์ยกมือขึ้นลูบเส้นผมของเขา ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของเขา "จงทำให้ข้าเห็นสิ แพน"
เสียงขลุ่ยของเขาดังก้องขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันเป็นเสียงแห่งความเร่าร้อนและแรงปรารถนา
แพนรวบตัวเธอเข้ามาในอ้อมแขน ผิวกายของทั้งสองสัมผัสกัน อบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน
"ข้าต้องการเจ้า อโฟรไดท์..."
"และข้าก็มาหาเจ้าแล้ว"
ริมฝีปากของทั้งสองประกบกัน ท่ามกลางเสียงขลุ่ยที่ยังคงดังต่อไปในสายลม
4. บทเพลงของท้องทุ่ง
รุ่งอรุณมาเยือน อโฟรไดท์ทอดกายอยู่บนทุ่งหญ้า แพนเอนตัวนอนข้าง ๆ เธอ ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุข
"เจ้าคือท่วงทำนองที่ไพเราะที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน" เขากระซิบ
อโฟรไดท์ยิ้มบาง "และเจ้าก็เป็นเสียงขลุ่ยที่ข้าจะไม่มีวันลืม"
เธอยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขา "แต่ข้าต้องไปต่อ แพน... ข้าไม่อาจอยู่กับเจ้าได้นานนัก"
แพนไม่ได้แสดงสีหน้าผิดหวัง "ข้ารู้ อโฟรไดท์ เจ้าคือสายลมที่ไม่มีใครกักขังได้"
อโฟรไดท์ลุกขึ้น ยืนมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย "แต่ข้าจะกลับมาฟังเสียงขลุ่ยของเจ้าอีกครั้ง"
แพนหัวเราะ "และข้าก็จะเล่นเพลงรักให้เจ้าเสมอ"
อโฟรไดท์ยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้แพนเป่าขลุ่ยบทสุดท้ายของค่ำคืนไว้ในสายลม
เสียงเพลงนั้น ยังคงก้องกังวานไปทั่วท้องทุ่ง...
(บทต่อไป: อโฟรไดท์เดินทางสู่ท้องทะเล และได้พบกับ โพไซดอน เทพแห่งมหาสมุทร ผู้เต็มไปด้วยพลังและความดุดัน เสน่ห์แห่งคลื่นและความลึกของมหาสมุทรจะนำพาเรื่องราวไปสู่ทิศทางใด?)
บทที่ 9
ทะเลแห่งโพไซดอน
เพรียกแห่งมหาสมุทร
สายลมแห่งเฮอร์มีสพัดพานางไป ดวงดาวแห่งโอไรออนส่องแสงอยู่บนฟากฟ้า แต่เส้นทางของอโฟรไดท์ยังคงดำเนินต่อไป
คืนนี้ คลื่นของมหาสมุทรกวักมือเรียกหา
อโฟรไดท์เดินเท้าเปล่าลงสู่ชายฝั่ง น้ำทะเลซัดเข้าหาเรียวขาของนาง ดวงตาสีอำพันสะท้อนเงาจันทร์ที่ส่องประกายบนผิวน้ำ และที่นั่นเอง เสียงหนึ่งก็ดังก้องมาจากใต้พื้นน้ำ
"เจ้ากล้าลงมาในอาณาเขตของข้า โดยไม่มีคำเชื้อเชิญหรอกหรือ?"
น้ำทะเลแหวกออกเป็นทาง คลื่นสูงตระหง่าน ก่อนที่บุรุษผู้หนึ่งจะก้าวออกมาจากผืนน้ำ
โพไซดอน เทพแห่งมหาสมุทร ผู้ครอบครองทะเลทั้งเจ็ด
เขามีเรือนผมสีดำขลับยาวสยาย ผิวแทนจากแสงแดด และดวงตาสีน้ำทะเลลึกล้ำราวกับจะกลืนกินผู้ที่สบตา
อโฟรไดท์ยิ้มเย้ายวน "ข้ามิใช่แขกที่ไม่พึงประสงค์หรอกกระมัง?"
โพไซดอนแค่นยิ้ม "ขึ้นอยู่กับว่า... เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้า"
เทพีเดินเข้าไปใกล้ นิ้วเรียวลากผ่านอกเปลือยเปล่าของเทพมหาสมุทรอย่างยั่วยวน "ข้าเพียงต้องการลิ้มรส... คลื่นแห่งปรารถนา"
โพไซดอนหัวเราะต่ำ "เช่นนั้น... จงมาเถิด"
ทันใดนั้น คลื่นซัดเข้ามาห่อหุ้มร่างของทั้งสอง
ใต้เงาแห่งท้องทะเล
อโฟรไดท์พบว่าตนเองถูกพาเข้าสู่พระราชวังใต้สมุทร วังของโพไซดอนเต็มไปด้วยแสงสีฟ้าสะท้อนประกายเปลือกหอยและแนวปะการัง ปลานานาชนิดว่ายผ่านรอบตัวนาง
โพไซดอนเหยียดยิ้ม "ข้าจะให้เจ้าได้รู้ว่า... ความเร่าร้อนของทะเลนั้นมิได้มีเพียงพายุคลั่งเท่านั้น"
เขาก้าวเข้าประชิดนาง ร่างสูงใหญ่กำยำบดเบียดเข้าหา สัมผัสของเขาเย็นเยือกในตอนแรก แต่เมื่อมือของเขาเลื่อนผ่านเรือนร่างของนาง ไฟแห่งปรารถนาก็ค่อยๆ จุดติด
ริมฝีปากของพวกเขาบรรจบกันราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง
ห้วงน้ำโอบล้อมร่างของทั้งสองไว้ เสียงคลื่นกระทบกันดังก้องเป็นดั่งบทเพลงแห่งการเสพสม
"เจ้าจะจมหายไปในมหาสมุทรของข้าได้หรือไม่ อโฟรไดท์?"
เทพียิ้มก่อนจะกระซิบตอบ "ข้าจะปล่อยให้คลื่นของเจ้ากลืนข้า... จนกว่าข้าจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่ไม่มีที่สิ้นสุด
รุ่งสางและคำสัญญา
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านมหาสมุทร อโฟรไดท์ตื่นขึ้นในอ้อมแขนของโพไซดอน เทพมหาสมุทรลูบไล้เส้นผมนางเบาๆ
"เจ้าจะจากไปอีกแล้วใช่หรือไม่?"
อโฟรไดท์สัมผัสใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน "ข้าคือสายลมแห่งความรัก โพไซดอน... ข้าไม่อาจเป็นของผู้ใดเพียงผู้เดียว"
โพไซดอนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่แววตาของเขาเปี่ยมด้วยแรงปรารถนา
"เจ้าจะกลับมาหาข้าหรือไม่?"
อโฟรไดท์แนบริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขา "ตราบใดที่คลื่นของเจ้ายังร้องเรียกหา... ข้าจะกลับมา"
แล้วร่างของเทพีก็เลือนหายไป ปล่อยให้โพไซดอนเฝ้ามองมหาสมุทรที่สงบลงหลังพายุแห่งความเร่าร้อน
(บทต่อไป: อโฟรไดท์เดินทางสู่โรงหลอมของ เฮฟีสทัส เทพแห่งไฟและการช่าง สามีผู้ถูกลืมของนาง บทนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องราว เมื่ออดีต ความปรารถนา และความผูกพันที่ซับซ้อนเริ่มเผยออกมา!)
บทที่ 10
มินอทอร์ ผู้พิทักษ์
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน ระหว่างเทพีแห่งความรักกับอมนุษย์แห่งตำนาน
1. เขาวงกตแห่งราชาวัวกระทิง
เสียงฝีเท้าของอโฟรไดท์สะท้อนก้องไปทั่วกำแพงหินสูงใหญ่ ทางเดินคดเคี้ยวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ที่นี่คือ "เขาวงกตแห่งไมนอส"—สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุกใต้ดินอันน่าสะพรึงกลัวของเกาะครีต
เธอมาที่นี่เพราะคำทำนายจากนักบวชแห่งเดลฟี ซึ่งกล่าวว่า "หัวใจของอมนุษย์ผู้ถูกจองจำ จะเปิดประตูแห่งรักที่ถูกปิดกั้นของเจ้า"
เทพีแห่งความรักไม่เข้าใจความหมายของมันนัก แต่เธอก็ถูกดึงดูดให้มายังที่แห่งนี้โดยสัญชาตญาณ
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากส่วนลึกของเขาวงกต เสียงที่เต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อน ความป่าเถื่อน และ... ความเดียวดาย
ดวงตาของอโฟรไดท์เป็นประกาย "ในที่สุดข้าก็พบเจ้า"
ที่ปลายทางเดิน มันปรากฏตัวขึ้น
มินอทอร์—สัตว์ร้ายครึ่งคนครึ่งกระทิง ผู้ถูกสาปให้ติดอยู่ในเขาวงกตนี้ชั่วนิรันดร์
ร่างสูงใหญ่กำยำ กล้ามเนื้อแกร่งราวกับแกะสลักจากหิน ลำตัวเต็มไปด้วยรอยแผลจากการต่อสู้ เขาสีดำแหลมคม ดวงตาดุจเปลวไฟส่องประกายจ้องมองเธอ
"มนุษย์คนใหม่อีกแล้วรึ?" น้ำเสียงของมันต่ำลึก "เจ้ามาที่นี่เพื่อสังหารข้าเช่นเดียวกับพวกนักรบโง่เขลาคนอื่น ๆ หรือ?"
อโฟรไดท์ยิ้มมุมปาก "ข้าไม่ใช่มนุษย์ และข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่าเจ้า"
มินอทอร์ขมวดคิ้ว "แล้วเจ้ามาหาข้าทำไม?"
"ข้าเป็นเทพีแห่งความรัก... และข้าต้องการเข้าใจเจ้า"
2. คำสาปของมินอทอร์
มินอทอร์จ้องมองอโฟรไดท์อย่างไม่เชื่อสายตา เทพีที่สวยงามที่สุดในโอลิมปัสกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา
"เจ้ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องเข้าใจข้า? ข้าก็เป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ถูกขังอยู่ในคุกนี้มานานนับศตวรรษ"
"บางที เจ้าอาจจะไม่ใช่เพียงแค่นั้น" อโฟรไดท์กล่าว เธอขยับเข้าไปใกล้ ราวกับไร้ซึ่งความกลัว
มินอทอร์นิ่งเงียบ ก่อนจะถอนหายใจ "ข้าเคยเป็นมนุษย์... แต่ข้าถูกสาปให้กลายเป็นเช่นนี้ เพราะความผิดที่ข้าไม่ได้ก่อ"
"เล่าให้ข้าฟังสิ" อโฟรไดท์กระซิบ
มินอทอร์มองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก่อนจะกล่าวว่า
"ข้าคือบุตรของราชินีแห่งครีต นางรักข้า แต่เทพเจ้ากลับเห็นว่าการถือกำเนิดของข้าเป็นบาป ข้าถูกสาปให้มีร่างกายของสัตว์ร้าย และถูกขังอยู่ที่นี่... ไม่มีวันได้สัมผัสถึงความรัก หรือแม้แต่การกอดของผู้เป็นมารดา"
อโฟรไดท์สัมผัสแขนของเขา "เจ้าไม่ควรถูกพรากสิ่งเหล่านั้นไป"
มินอทอร์สะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสอ่อนโยนนั้น ดวงตาของเขาฉายแววสับสน
"ข้าไม่เข้าใจ... ทำไมเจ้าถึงไม่กลัวข้า?"
อโฟรไดท์หัวเราะเบา ๆ "ข้าเป็นเทพีแห่งความรัก ข้าไม่กลัวสิ่งใด"
3. แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน
ภายในเขาวงกตอันมืดมิด ความเงียบงันปกคลุมทุกสิ่ง อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้นมองมินอทอร์ ดวงตาของเธอสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง
"เจ้าเคยสัมผัสความรักไหม มินอทอร์?"
"ข้าไม่เคย... และข้าก็ไม่สมควรได้รับมัน"
"งั้นข้าจะสอนเจ้าเอง"
เธอก้าวเข้าไปใกล้ โน้มตัวขึ้นวางมือลงบนอกแกร่งของเขา ความร้อนจากผิวกายของเทพีทำให้มินอทอร์แข็งค้าง
"อโฟรไดท์..." น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความลังเล
แต่เธอเพียงยิ้ม ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นสัมผัสกรามของเขาอย่างอ่อนโยน "ข้าต้องการให้เจ้ารู้ว่าเจ้ามีค่ามากเพียงใด"
มินอทอร์เฝ้ามองเทพีแห่งความรักด้วยความปรารถนาและความสับสนปะปนกันไป ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงช้า ๆ ริมฝีปากของเขาแตะสัมผัสเธออย่างลังเล
แต่ทันทีที่อโฟรไดท์จูบตอบ เขาก็รู้ว่าเขาไม่อาจถอนตัวจากแรงดึงดูดนี้ได้อีกต่อไป
4. ไฟปรารถนากลางเขาวงกต
เปลวไฟจากคบเพลิงเต้นระบำไปตามแรงลม อโฟรไดท์เอนกายลงกับแท่นหินภายในเขาวงกต ดวงตาของเธอเป็นประกายยั่วยวน ร่างกายของเธอช่างสมบูรณ์แบบราวกับเทพธิดาที่ถูกปั้นขึ้นจากหินอ่อน
มินอทอร์เฝ้ามองเธอด้วยความหลงใหล กล้ามเนื้อของเขาตึงเครียดด้วยแรงปรารถนาที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
"ข้า..." เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า
อโฟรไดท์ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขา "จงปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระ"
และในค่ำคืนนั้น มินอทอร์ก็เรียนรู้ว่า เขาไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ร้าย แต่เป็นบุรุษผู้มีหัวใจ
5. บทอำลาแห่งรักต้องห้าม
รุ่งอรุณมาเยือน อโฟรไดท์แต่งกายเรียบร้อยแล้ว ขณะที่มินอทอร์นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ
"เจ้าต้องไปแล้วใช่ไหม?" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้า
อโฟรไดท์พยักหน้า "ข้ามีภารกิจอีกมากมาย... แต่ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้า"
มินอทอร์ยิ้มบาง ๆ "ข้าไม่เคยคิดว่าเทพีแห่งความรักจะมอบบางสิ่งที่ข้าไม่เคยได้สัมผัสให้กับข้า... แต่เจ้าก็ทำให้มันเป็นจริง"
อโฟรไดท์ยื่นมือไปสัมผัสมือของเขา "เจ้าจะไม่ถูกลืม มินอทอร์"
และเมื่อเธอก้าวออกจากเขาวงกต เธอก็รู้ว่าเธอได้ทิ้งบางสิ่งไว้ที่นั่น—หัวใจของเทพีแห่งความรัก ได้ผูกพันกับอมนุษย์ผู้โดดเดี่ยวอย่างไม่อาจถอนคืน
บทที่ 11
เพลิงรักแห่งเฮฟีทัส
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทาน ระหว่างเทพีแห่งความรักกับเทพแห่งไฟและการช่าง
1. คำเชื้อเชิญจากเปลวเพลิง
เปลวเพลิงสีทองส้มลุกโชนอยู่ภายในโรงหลอมอันกว้างใหญ่ กลิ่นของโลหะร้อนระอุคละคลุ้งไปทั่ว ค้อนเหล็กกระทบกับแผ่นโลหะดังก้องเป็นจังหวะมั่นคง เฮฟีสทัส—เทพแห่งไฟและการช่าง—กำลังง่วนอยู่กับการหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้เหล่าเทพ เขาทำงานโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ขับไล่ความเหนื่อยล้าด้วยความมุ่งมั่นดุจเปลวไฟที่ไม่มีวันมอดดับ
แต่ทว่า วันนี้ไม่เหมือนวันอื่น—
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเข้าของโรงหลอม กลิ่นหอมเย้ายวนที่เขาจำได้ขึ้นใจลอยมากระทบจมูก
อโฟรไดท์—เทพีแห่งความรักและความงาม—กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเขา
"เฮฟีสทัส..." เสียงของเธอนุ่มนวลราวสายลมอ่อนจาง ดวงตาสีทองของเธอเป็นประกายเมื่อสะท้อนเปลวไฟ
เทพช่างหยุดชะงัก คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากัน "เจ้ามาทำไม?"
อโฟรไดท์เผยรอยยิ้มยั่วยวนขณะก้าวเข้ามาใกล้ เปลวไฟเต้นระริกสะท้อนบนผิวเนียนละเอียดของเธอ
"ข้ามา... เพราะเจ้าหลบหนีข้าไปนานเกินไปแล้ว" เธอเอ่ยเสียงหวาน "หรือเจ้าไม่คิดถึงข้าเลย?"
เฮฟีสทัสแค่นหัวเราะสั้น ๆ "เจ้าคิดว่าข้าจะยังอ่อนไหวกับเจ้าอยู่อีกหรือ?"
"ข้าไม่ได้คิด... แต่ข้ารู้" อโฟรไดท์ก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด จนร่างเธออยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่นิ้ว เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างท้าทาย
เฮฟีสทัสจ้องมองเธอ เขาไม่ใช่ชายที่ถูกครอบงำโดยอารมณ์ง่าย ๆ แต่กับอโฟรไดท์... มันไม่เคยง่ายเลย
2. เพลิงแห่งปรารถนา
ความเงียบปกคลุมระหว่างพวกเขาสองคน อโฟรไดท์เอื้อมมือขึ้นแตะที่กรอบหน้าแข็งแกร่งของเทพแห่งไฟ "ดวงตาของเจ้า... ยังเต็มไปด้วยเปลวเพลิงเหมือนเดิม"
เฮฟีสทัสขบกรามแน่น ดวงตาของเขาฉายแววปะทะคารมกับเธอ "แล้วเจ้าล่ะ? ยังเต็มไปด้วยเล่ห์ร้ายเหมือนเดิมหรือเปล่า?"
"ถ้าเจ้าเรียกมันว่าเล่ห์ร้าย..." อโฟรไดท์กระซิบข้างหูเขา "แล้วทำไมเจ้ายังสั่นไหวเมื่อข้าอยู่ใกล้?"
เฮฟีสทัสกัดฟัน ทว่าเขากลับรู้สึกถึงความร้อนจากเรือนกายของเธอที่แผ่ซ่านมาถึงตัวเขา เส้นผมสีทองของอโฟรไดท์พลิ้วไหวดุจเปลวไฟ เธอกำลังท้าทายเขา—และเขาก็รู้ดีว่าเธอทำสำเร็จ
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ" เขาคำรามเสียงต่ำ
อโฟรไดท์ยิ้มมุมปาก "แล้วเจ้าจะปล่อยให้ข้าไหม้เกรียม หรือจะดับไฟของข้าด้วยเปลวเพลิงของเจ้า?"
สิ้นคำพูดนั้น เฮฟีสทัสก็หมดความอดทน
เขาคว้าเธอเข้ามาแนบชิดในอ้อมแขนแข็งแกร่ง ริมฝีปากบดขยี้ลงบนเรียวปากอ่อนนุ่มของเธออย่างเร่าร้อน ความปรารถนาที่ถูกเก็บกักมายาวนานปะทุขึ้นราวกับเปลวไฟที่รอวันลุกโชน
มือของเขาลูบไล้ไปตามแนวแผ่นหลังของเธอ อโฟรไดท์โอบลำคอของเขา ดื่มด่ำไปกับจูบอันร้อนแรงจนแทบหลอมละลาย
เปลวเพลิงรอบตัวพวกเขาส่องสว่างขึ้นดั่งจะโหมไหม้ไปทั้งโรงหลอม
เฮฟีสทัสผละริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อย จ้องมองดวงตาของเธอที่ฉ่ำวาวด้วยแรงปรารถนา
"ข้าจะเผาเจ้าจนไม่มีวันหนีจากข้าได้อีก" เขากระซิบเสียงแหบพร่า
อโฟรไดท์แย้มยิ้ม "เช่นนั้นก็จงทำสิ..."
แล้วไฟแห่งเฮฟีสทัสก็โหมกระหน่ำร้อนแรงกว่าเปลวเพลิงใด ๆ
3. หลังพายุแห่งอารมณ์
ร่างของอโฟรไดท์ทอดกายอยู่ในอ้อมแขนของเฮฟีสทัส เปลวไฟยังคงคุกรุ่นอยู่รอบตัวพวกเขา เสียงลมหายใจของทั้งสองค่อย ๆ สงบลง
อโฟรไดท์ซบหน้ากับแผงอกแข็งแกร่งของเขา "เจ้าไม่เคยสูญเสียเปลวเพลิงของเจ้าเลย... ไม่ว่ากี่พันปีจะผ่านไป"
เฮฟีสทัสหัวเราะเบา ๆ "แล้วเจ้าล่ะ? ยังเป็นเทพีแห่งความรักที่ไม่มีวันถูกจองจำหรือไม่?"
เธอเงยหน้ามองเขา ดวงตาของเธอเป็นประกาย "ข้าไม่อาจถูกจองจำ... แต่ข้าสามารถเลือกที่จะอยู่"
เฮฟีสทัสมองเธออย่างพิจารณา ลูบไล้เส้นผมของเธอราวกับจะประทับความรู้สึกนี้ไว้ในใจ
"เช่นนั้นก็อยู่... อยู่ในเปลวเพลิงของข้า"
อโฟรไดท์ยิ้มบาง ก่อนจะหลับตาลง รับไออุ่นจากร่างของเขา
ไฟของเฮฟีสทัสยังคงลุกไหม้ และคราวนี้... มันจะไม่มีวันมอดดับอีกต่อไป
