* กดรับ Link นิยายรสแซ่บได้ที่ปกทุกปกเลยจ้าา *

niyayZAP Related E-Books Related E-Books Related E-Books Related E-Books Series E-Books niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Related E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน Series เจ้าสาวหญ้าอ่อน niyayZAP Series E-Books Series E-Books Series E-Books Series E-Books niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP niyayZAP Related E-Books niyayZAP niyayZAP Related E-Books Series E-Books Series E-Books  Series E-Books

Thursday, February 27, 2025

The 72 Nights in the Twilight Realm [01]

แมงมุมใต้เตียง | NiyayZap

🍹
The 72 Nights in the Twilight Realm

โดย
หมื่นล้านคำรัก และ AI

©️ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(King Bael)

บทนำ

‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

จุดเริ่มต้นแห่งไฟปรารถนา


สายลมเย็นพัดโชยผ่านพุ่มไม้เขียวขจี กลิ่นหอมหวานของดอกส้มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบ่อน้ำพุแห่งหนึ่งบนยอดเขาโอลิมปัส อันเป็นสถานที่ลับที่แม้แต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ยังมิอาจล่วงรู้ถึงความงามอันลี้ลับนี้ได้ง่ายนัก น้ำใสราวคริสตัลไหลรินจากโขดหินสีขาวนวล สะท้อนแสงแดดยามสายจนเกิดประกายระยิบระยับราวกับอัญมณีที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วผิวน้ำ แอ่งน้ำนั้นโอบล้อมด้วยต้นส้มที่ออกผลสีทองอร่าม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน 


ตรงกลางบ่อน้ำนั้น Aphrodite เทพีแห่งความรักและความงาม ผู้มีผิวพรรณเนียนละเอียดดุจหยกขาวและดวงตาคู่สวยที่ลุ่มลึกราวมหาสมุทร กำลังลอยตัวอย่างอ่อนช้อย เส้นผมสีทองของนางคลายตัวลงสู่ผิวน้ำ กระจายออกเป็นเส้นสายราวกับแสงตะวันยามรุ่งอรุณ นางยกแขนเรียวขึ้นปัดน้ำให้ไหลผ่านปลายนิ้ว รู้สึกถึงความเย็นฉ่ำที่สัมผัสผิวกาย กลิ่นน้ำผสมกับกลิ่นดอกไม้ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความสุขอันเรียบง่าย นางหัวเราะเบาๆ เสียงใสกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณ ก่อนจะค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบนโขดหินเรียบใต้ต้นส้มใหญ่ ดวงตาคู่สวยปิดลงอย่างช้าๆ ความง่วงงุนครอบงำนางจนหลับไปในอ้อมกอดของสายลมและแสงแดดอันอบอุ่น


ไม่ไกลจากที่นางนอนหลับอยู่นั้น ร่างสูงใหญ่ของเซ็นเทอร์หนุ่มนามว่า 'เธียรอส' กำลังก้าวย่างผ่านป่าที่ยังคงความดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ เขาคือผู้รอบรู้แห่งผืนป่า ครึ่งมนุษย์ครึ่งม้าที่มีร่างกายกำยำ กล้ามเนื้อทุกส่วนเต็มไปด้วยพลัง ขนสีน้ำตาลเข้มที่ปกคลุมช่วงล่างของเขาเงางามราวกับเส้นไหม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขามีประกายของความฉลาดและปราดเปรื่อง เขาได้ยินเสียงน้ำไหลรินและกลิ่นหอมหวานที่ลอยมาแต่ไกล จึงตัดสินใจเดินตามสัญชาตญาณเพื่อค้นหาที่มาของมัน และเมื่อสายตาของเขากวาดไปยังบ่อน้ำพุนั้น เขาก็ต้องหยุดชะงัก


ภาพของ Aphrodite ที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นส้มทำให้หัวใจของเธียรอสเต้นแรงราวกับถูกค้อนตี เขายืนนิ่ง มองร่างอันเปลือยเปล่าของนางที่เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ ผิวของนางสะท้อนแสงแดดจนดูราวกับเรืองรองด้วยออร่าแห่งเทวี ดวงหน้าที่งดงามไร้ที่ติ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่เผยอเล็กน้อย และลมหายใจที่แผ่วเบาของนางทำให้เขารู้สึกถึงความปรารถนาที่พุ่งพล่านขึ้นในอก เขาก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ แต่ Aphrodite ยังคงหลับใหล ไม่รับรู้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองนางด้วยความหิวกระหาย


เธียรอสคุกเข่าลงข้างนาง มือหนาของเขาสั่นระริกเมื่อยื่นไปสัมผัสเส้นผมสีทองที่นุ่มละมุนราวกับเส้นแสง เขารู้ว่านี่คือเทพีแห่งโอลิมปัส ผู้ที่แม้แต่เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องยอมจำนนต่อเสน่ห์ของนาง แต่ในวินาทีนั้น เขาไม่ใช่นักปราชญ์แห่งป่า เขากลายเป็นเพียงชายหนุ่มที่ตกอยู่ในมนต์สะกดของความงามและความเย้ายวน กลิ่นหอมจากร่างของนางลอยเข้าสู่โพรงจมูกของเขา หวานฉ่ำราวน้ำผึ้งป่า เขารู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากกายของนาง แม้ว่านางจะยังหลับสนิทก็ตาม


และแล้ว ดวงตาคู่สวยของ Aphrodite ก็ค่อยๆ เปิดขึ้น นางมองเห็นร่างของเธียรอสที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความปรารถนาทำให้นางยิ้มน้อยๆ นางลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ หยดน้ำไหลลงจากไหล่เรียบเนียนไปตามเนินอกอวบอิ่ม ผ่านช่วงท้องแบนราบ ก่อนจะหยุดนิ่งที่โค้งเว้าของสะโพก นางเอียงศีรษะเล็กน้อย มองเขาด้วยสายตาที่ทั้งเย้ายวนและท้าทาย “เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน?” เสียงของนางนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทาน


เธียรอสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ข้า… ข้าไม่อาจละสายตาจากความงามของท่านได้ ท่านงดงามเกินกว่าที่คำพูดของข้าจะพรรณนา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก


Aphrodite หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นดังก้องราวระฆังเงิน “หากเจ้าปรารถนาข้า ข้าจะมอบสิ่งนั้นให้เจ้า เพราะความรักคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน” นางยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของเขา ปลายนิ้วเรียวร้อนผ่าวราวกับไฟเมื่อสัมผัสผิวหยาบกร้านของเขา เธียรอสตัวสั่นสะท้าน ความรู้สึกนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาดึงนางเข้ามาใกล้ ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียว


ลมรอบตัวหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อเป็นสักขีพยานในวินาทีนั้น ริมฝีปากของเธียรอสประทับลงบนปากของ Aphrodite รสหวานของน้ำผึ้งและกลิ่นหอมของดอกส้มผสมผสานกัน เขารู้สึกถึงความนุ่มนวลของนางที่ตัดกับความแข็งแกร่งของเขาเอง มือของนางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างของเขา ปลายนิ้วกรีดผ่านผิวหนังอย่างแผ่วเบาแต่จุดไฟแห่งความเร่าร้อนให้ลุกโชนยิ่งขึ้น เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกจากปากของนางเมื่อเขากดร่างของเธอลงกับพื้นหญ้าอ่อนใต้ต้นส้ม ร่างทั้งสองเคลื่อนไหวไปพร้อมกันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทุกสัมผัส ทุกจังหวะลมหายใจ กลายเป็นบทเพลงแห่งความรักที่ทั้งดิบเถื่อนและงดงาม


เมื่อทุกอย่างสงบลง Aphrodite นอนซบลงบนอกของเธียรอส หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้น “เจ้ามอบสิ่งที่ข้าปรารถนาเช่นกัน” นางกระซิบ “ความรักมิใช่เพียงการครอบครอง แต่คือการปลดปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง”


เธียรอสยิ้มบางๆ มือของเขาลูบไล้เส้นผมของนางอย่างอ่อนโยน “ท่านคือเปลวไฟที่เผาผลาญหัวใจข้า และข้าจะไม่มีวันลืมสัมผัสนี้” เขาตอบ ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง “แต่ข้ามีบางสิ่งที่อยากให้ท่านรู้ ในดินแดนสนธยา มีปีศาจ 72 ตนที่ไม่เคยศรัทธาในความงามและความรัก พวกมันเย้ยหยันสิ่งที่ท่านยึดถือ มองว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตาของผู้โง่เขลา พวกเขาเป็นปีศาจที่ป่าเถื่อนชั่วร้าย ท่านไม่ควรเฉียดกรายเข้าไปใกล้ที่พวกมัน”


Aphrodite ขมวดคิ้ว ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “เจ้าพูดจริงหรือ?” นางถาม เสียงของนางแฝงไปด้วยความโกรธที่ยากจะระงับ “พวกมันกล้าดูหมิ่นข้า ดูหมิ่นพลังแห่งความรักที่เป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง?”


เธียรอสพยักหน้า “จริงแท้แน่นอน ท่านเทพี ดินแดนสนธยาคือสถานที่ที่ความมืดครอบงำ ที่ซึ่งความรู้สึกทั้งปวงถูกกลบฝังด้วยความเย็นชาและความเกลียดชัง”


Aphrodite ลุกขึ้นยืน ร่างของนางยังคงเปลือยเปล่าแต่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ “หากเป็นเช่นนั้น ข้ายิ่งจะต้องไปยังดินแดนนั้น เพื่อที่ข้าจะทำให้ปีศาจทั้ง 72 ตนยอมจำนนต่อพลังของข้า พวกมันจะได้รู้ว่า ความรักมิใช่สิ่งที่ดูหมิ่นได้”

ค่ำคืนแห่งเปลวไฟและดอกกุหลาบ
‘The 72 Nights in the Twilight Realm’

---

ค่ำคืนในป่าโบราณนั้นเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้แห้งกรอบ และกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบป่าที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ อโฟรไดท์ (Aphrodite) เทพีแห่งความรักและความปรารถนา ก้าวย่างอย่างสง่างามบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม เสื้อคลุมผ้าไหมสีทองอ่อนของเธอพลิ้วไหวตามสายลมราวกับแสงจันทร์ที่หลงทาง ดวงตาคู่สวยของเธอเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น และรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากสีแดงฉ่ำเผยให้เห็นความมั่นใจที่ยากจะต้านทาน เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาความรัก—แต่เพื่อพิสูจน์พลังของมัน


ในห้วงลึกของป่าโบราณ เธอได้ยินเรื่องเล่าจากเซนเทอร์หนุ่มผู้นั้น—เรื่องของ ปีศาจ 72 ตนแห่งโซโลมอน สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อน ความร้อนแรง และความลึกลับที่เกินหยั่งถึง พวกมันไม่เชื่อในความรัก ไม่ศรัทธาในสิ่งที่เธอเป็นตัวแทน อโฟรไดท์รู้สึกถึงความท้าทายที่แผดเผาในอก เธอจะทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยอมจำนนต่อพลังแห่งความปรารถนา และในขณะเดียวกัน เธอจะคว้าศาสตร์โบราณที่ซ่อนอยู่ในตัวของมันแต่ละตนมาให้ได้ เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่มวลมนุษย์


ดินแดนสนธยา—อาณาจักรที่แสงและเงาเกาะเกี่ยวกันอย่างลงตัว—ปรากฏต่อหน้าเธอเมื่อผืนป่าสิ้นสุดลง ท้องฟ้าที่นี่ไม่ใช่สีครามหรือสีทอง แต่เป็นสีม่วงเข้มระยิบระยับด้วยดวงดาวที่ไม่เคยดับ แสงสลัวจากโคมไฟที่ทำจากโครงกระดูกและเปลวไฟสีน้ำเงินลอยตัวอยู่กลางอากาศ ส่องทางไปสู่ปราสาทหินสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่หอมหวานจนน่าประหลาด เสียงหัวเราะแหบพร่าดังก้องจากที่ไหนสักแห่ง และอโฟรไดท์รู้ทันทีว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว


---


“เจ้ามาที่นี่ทำไม เทพีแห่งโอลิมปัส?” เสียงทุ้มต่ำราวกับฟ้าคำรณดังขึ้นจากเงามืด ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของ 'เบล' (King Bael) ปีศาจตนแรกแห่งโซโลมอน จะก้าวออกมาเผยตัว เขาคือราชาแห่งนรกตะวันออก ผู้บัญชาการกองทัพนับล้าน และผู้ครอบครองพลังแห่งการลวงตาและเปลวไฟ ร่างกายกำยำของเขาสูงเกือบสองเมตร ผิวสีแทนเข้มราวกับถูกหลอมจากทองแดงหลอมละลาย ดวงตาคู่หนึ่งเป็นสีแดงเพลิงราวกับถ่านที่ยังไม่มอด ผมสีดำยาวสลวยปลิวไสวราวกับเงาแห่งราตรี เขาสวมเสื้อคลุมหนังสีดำที่เปิดเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง และในมือขวาของเขาถือดาบที่ปลายคมยังมีควันสีเทาลอยกรุ่น


อโฟรไดท์เงยหน้าขึ้นมองเขา รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แม้จะยืนห่างกันหลายก้าว เธอยิ้ม “ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากเจ้า คิงเบล ความรู้ที่เจ้าซ่อนไว้ ความลับที่มนุษย์สมควรได้รับ”


“เรียนรู้?” เบลหัวเราะลั่น เสียงนั้นทั้งเยาะเย้ยและเย้ายวน “เจ้าไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ข้าถือครอง เทพี ความรักของเจ้าคือของเล่นสำหรับเด็กน้อย ไม่ใช่พลังที่แท้จริง”


คำพูดของเขาทำให้หัวใจของอโฟรไดท์เต้นแรงขึ้น ไม่ใช่จากความโกรธ แต่จากความตื่นเต้น เธอก้าวเข้าใกล้เขา ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นหินเย็นเยียบที่ตัดกับความร้อนจากร่างของเขา “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น” เธอกล่าว “ว่าความรักของข้าสามารถละลายแม้กระทั่งเปลวไฟของเจ้าได้”


---


ฉากต่อมาพลันเปลี่ยนไปราวกับภาพลวงตา อโฟรไดท์พบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ของปราสาท ผนังหินสีดำถูกประดับด้วยโซ่ทองคำและผ้าม่านสีแดงเข้มที่พลิ้วไหวราวกับมีชีวิต บนบัลลังก์ที่แกะสลักจากกะโหลกมังกร เบลนั่งอยู่อย่างองอาจ ขาข้างหนึ่งพาดพิงราวกับเขาเป็นเจ้าของทุกสิ่งในสายตา เขาโบกมือ และโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยผลไม้สีสันฉูดฉาด ไวน์สีแดงเข้ม และเนื้อรมควันปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอ


“ถ้าเจ้าจะพิสูจน์ ข้าจะให้โอกาส” เบลกล่าว ดวงตาของเขาจับจ้องเธอราวกับจะมองทะลุวิญญาณ “แต่ทุกสิ่งในแดนนี้มีราคา เทพี ความปรารถนาของเจ้าจะต้องแลกด้วย… ความปรารถนาของข้า”


อโฟรไดท์รู้สึกถึงความท้าทายในน้ำเสียงของเขา เธอเดินไปหยุดที่โต๊ะ ใช้นิ้วเรียวหยิบองุ่นสีม่วงเข้มเม็ดหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆ บรรจงวางมันลงบนริมฝีปากของเธอ รสหวานฉ่ำผสมกับกลิ่นไวน์ที่ลอยอยู่ในอากาศทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว เธอมองเบลตรงๆ “ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าปรารถนา ถ้ามันจะทำให้เจ้ายอมมอบความลับของเจ้าให้ข้า”


เบลลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงมาหาเธอด้วยท่วงท่าที่ทั้งสง่างามและคุกคาม เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ความร้อนจากร่างของเขาทำให้ผิวของเธอรู้สึกเหมือนถูกเลียด้วยเปลวไฟบางๆ “ข้าต้องการสัมผัสเจ้า” เขากล่าว เสียงของเขาต่ำลงจนกลายเป็นกระซิบ “ข้าต้องการรู้ว่าเทพีแห่งความรักจะร้อนแรงได้เท่าปีศาจอย่างข้าหรือไม่”


---


ค่ำคืนนั้น ห้องโถงกลายเป็นสนามรบแห่งความรู้สึก อโฟรไดท์ปล่อยให้เสื้อคลุมผ้าไหมของเธอร่วงหล่นลงพื้น เผยให้เห็นผิวกายที่ขาวนวลราวกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่ ความโค้งเว้าของร่างเธอสะท้อนแสงจากเปลวไฟสีน้ำเงินที่ลอยอยู่รอบห้อง เบลจ้องมองเธอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทองระยิบราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกไหม้ เขาก้าวเข้าใกล้ วางมือหนักแน่นแต่ระมัดระวังลงบนไหล่ของเธอ ผิวสัมผัสของเขาร้อนราวกับเหล็กที่เพิ่งหลอม แต่กลับนุ่มนวลอย่างประหลาด


“เจ้าไม่กลัวข้าเลยหรือ?” เขาถาม มือของเขาค่อยๆ ลื่นไถลลงมาตามแขนของเธอ ปลายนิ้วสัมผัสผิวของเธอราวกับกำลังวาดภาพ


“ข้ากลัวอะไรได้เล่า?” อโฟรไดท์ตอบ เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความท้าทาย “เจ้าเป็นเพียงเปลวไฟ และข้าคือลมที่จะควบคุมมัน”


คำพูดของเธอจุดประกายบางอย่างในตัวเบล เขาดึงเธอเข้าใกล้ ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง ความร้อนจากเขาและกลิ่นหอมจากเธอผสานกันเป็นหนึ่ง ริมฝีปากของเขาประกบลงบนปากของเธอด้วยความหิวโหย รสชาติของเขาคือควันและเครื่องเทศ ผสมกับความหวานจากองุ่นที่เธอเพิ่งกินไป อโฟรไดท์ตอบรับเขาไม่แพ้กัน มือของเธอเลื่อนไปจับผมสีดำของเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้ราวกับจะกลืนกินเขาให้สิ้น


---


ฉากรักของทั้งคู่ดำเนินไปท่ามกลางแสงไฟที่สั่นไหว เสียงลมหายใจของเบลดังกระชั้นขึ้นทุกขณะที่เขาก้มลงจูบตามลำคอของเธอ ผิวของเธอร้อนขึ้นภายใต้สัมผัสของเขา ราวกับร่างกายของเธอกำลังละลายไปกับเปลวไฟของเขา มือของเขาคลายโซ่ทองที่รัดผมของเธอออก ปล่อยให้เส้นผมสีทองของอโฟรไดท์ไหลลงมาราวกับสายน้ำตกที่ส่องแสง เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน “เจ้า… สวยงามเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการ”


อโฟรไดท์หัวเราะเบาๆ เสียงนั้นหวานเย็นราวกับระฆังเงิน “และเจ้าก็ร้อนแรงเกินกว่าที่ข้าจะคาดเดา” เธอผลักเขาลงไปนอนบนผ้าม่านสีแดงที่ร่วงหล่นลงมา วางมือลงบนอกกว้างของเขา รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่เต้นตุบๆ ใต้ฝ่ามือ เธอก้มลง จูบลงบนผิวของเขาที่มีรสเค็มจากเหงื่อและกลิ่นของควันไฟ เบลครางออกมา เสียงนั้นทุ้มลึกจนทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว


ทั้งคู่หมกมุ่นในกันและกันราวกับโลกภายนอกไม่มีอยู่จริง เวลาในแดนสนธยาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจ เสียงครางแผ่วเบา และสัมผัสที่ร้อนแรงราวกับจะเผาทั้งปราสาทให้มอดไหม้ อโฟรไดท์รู้สึกถึงพลังของเขาไหลผ่านเธอ—พลังแห่งเปลวไฟและการลวงตาที่เขาครอบครอง—และเธอรู้ว่าเธอกำลังดึงมันออกมาจากเขา ทีละเสี้ยว ทีละหยด


---


เมื่อรุ่งสางของแดนสนธยามาถึง แสงสีม่วงอ่อนสาดส่องผ่านหน้าต่างสูง อโฟรไดท์นอนพิงอกของเบล ร่างของทั้งคู่ยังคงพันกันด้วยผ้าม่านและโซ่ทองที่หลุดร่วงลงมา เขาลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด


“เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้วหรือ?” เขาถาม เสียงของเขายังคงแหบพร่า แต่แฝงด้วยความอบอุ่น


อโฟรไดท์ยิ้ม มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้าได้พลังแห่งเปลวไฟของเจ้า และบางที… ข้าอาจได้มากกว่านั้น” เธอสัมผัสได้ถึงหัวใจของเขาที่เต้นแรงขึ้นใต้ฝ่ามือ


เบลหัวเราะเบาๆ “เจ้าเป็นเทพีที่อันตรายยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก” เขากล่าว “แต่ข้าจะบอกเจ้าไว้ว่า… มีอีก 71 ตนรอเจ้าอยู่ และไม่มีใครเหมือนข้า”


“ข้าจะไปหาพวกมัน” อโฟรไดท์ตอบ “และข้าจะทำให้พวกมันยอมจำนน… เช่นเดียวกับที่เจ้ายอมให้ข้า”


เธอลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีทองอีกครั้ง รู้สึกถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนในร่างกาย—พลังที่เธอได้จากเบล เธอหันกลับมามองเขาครั้งสุดท้าย เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขา และรู้ว่าเขาไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น


---


อโฟรไดท์ก้าวออกจากปราสาท กลิ่นของเปลวไฟและดอกกุหลาบยังติดอยู่ในเส้นผมของเธอ ค่ำคืนแรกในแดนสนธยาได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางของเธอเพิ่งเริ่มต้น เธอรู้ว่าปีศาจตนต่อไปกำลังรออยู่—และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยพลังแห่งความรักและความปรารถนาที่ไม่มีวันดับ


---

จบตอน


The 72 Demons of Solomon: Myth, Magic.

Popular Posts